[Novel] ใต้แสงตะวัน (END)
posted on 14 Mar 2012 11:34 by deej in Novelsที่ด้านหน้าแผนกบุคคลของบริษัทเอกชนขนาดกลางแห่งหนึ่ง ปรากฏเด็กหนุ่มตัวสูงรูปร่างคล้ายนักบาสถือเอกสารสำหรับการฝึกงานค้างไว้ในมือขณะยื่นส่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลผ่านช่องกระจกเพื่อรับไว้เป็นหลักฐานการฝึกงาน ใบหน้าของเขาเหลียวตามชายร่างโปร่งผิวขาวจัดที่ซ่อนใบหน้าไว้ภายใต้กรอบแว่นสีเงินและทรงผมที่ลงมาปรกหน้าเล็กน้อยดูแล้วชวนให้น่าค้นหาจนหลงลืมไปว่าตัวเองกำลังทำอะไร
ตะวันเพิ่งได้รู้... คำว่ารักแรกพบมันให้ความรู้สึกแบบไหนก็คราวนี้ เหมือนกับโลกทั้งโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ เขาไม่อาจละสายตาไปจากภาพชายหนุ่มผิวขาวจัดเบื้องหน้าไปได้ หัวใจที่หยุดนิ่งไปพักใหญ่หันกลับมาทำงานอีกครั้งและหนักหน่วงกว่าที่เคย แรงรัวเป็นจังหวะที่ตัวเขาเองไม่เคยได้ยิน เด็กหนุ่มอยากวิ่งเข้าไปหาคนๆ นั้นแล้วคุกเข่าลงตรงหน้าพร้อมกับพูดว่า...
“เป็นแฟนกับผมเถอะครับ”
“หา?”
เจ้าหน้าที่แผนกบุคคลนางนั้นอุทานเสียงไม่เบานักเมื่อจู่ๆ เจ้าเด็กฝึกงานที่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรกขอเธอเป็นแฟน ส่วนเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ก็หันมามองเป็นตาเดียวกันเมื่อได้ยินเสียงอุทานแหลมสูงนั้น
“ป..เปล่าครับพี่ ไม่มีอะไรครับ ขอโทษครับ” ตะวันรีบแก้ตัวก้มหัวขอโทษเมื่อดันเผลอนึกเสียงดังเกินไปหน่อย ส่วนหญิงสาวที่หลงคิดว่าตัวเองกลายเป็นคนโชคดีหน้าหงิกทันใด บ่นอุบอิบในลำคอเสียดายเด็กที่อุตส่าห์หลงเข้ามาในชีวิตอันจืดชืดแทบอยากจะลงไปแดดิ้นให้มันรู้แล้วรู้รอด ตะวันไม่ได้สนใจอาการฮึดฮัดของเธออีก เมื่อยื่นเอกสารเรียบร้อยก็แลหาเป้าหมายของหัวใจอีกครั้ง แต่เป้าหมายของเขาดันหายตัวไปเสียแล้ว หายไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้น่าเสียดายน้อยอยู่เสียเมื่อไหร่
“ไม่เป็นไร คนเรามันคู่กันแล้ว ไม่แคล้วกันแน่ๆ” นั่นเป็นสิ่งที่เด็กหนุ่มผู้ไม่เคยมีความรักจริงๆ จังๆ กล่าวปลอบใจตนเอง ใบหน้าอ่อนเยาว์มุ่งมั่นเป็นประกายเสมือนนักรบที่ฮึกเหิมเตรียมจะไปออกศึก
ป้าบ!!
ทว่ากลองศึกยังไม่ทันได้รัว หัวของหนุ่มน้อยกลับลั่นแบบสนั่นหวั่นไหวแทนไปเสียก่อนพร้อมกับความเจ็บมึนที่ศีรษะเพราะอาวุธของข้าศึกฟาดเข้าเต็มรัก “โอ้ย!! ไอ้พี่ติ!! ฟาดมาได้ ถ้าผมสมองบวมไปแล้วจะทำไงฮึ?” ตะวันมองแฟ้มประวัติการสมัครงานของพี่ชายอย่างแค้นเคืองก่อนตวัดดวงตาขุ่นข้องไปจ้องใบหน้าที่ละม้ายกันยืนยิ้มกริ่มด้วยความเหนือกว่าในฐานะ ‘พี่’
“ก็ส่งเข้าศรีธัญญาไง แล้วแกมายืนฝันกลางวันอยู่ทำไมตรงนี้ฮึไอ้วัน? พี่สัมภาษณ์งานเสร็จแล้ว แกเถอะ ยื่นเอกสารเสร็จหรือยัง” รัตติผู้เป็นพี่ชายมาสมัครงาน ณ บริษัทแห่งเดียวกันนี้ ก็เลยหนีบน้องชายที่จะมาฝึกงานที่เดียวกันมาเสียด้วยเลย ประหยัดทั้งค่ารถและเวลาไปในตัว
“เสร็จแล้ว กำลังจะไปรอพี่ข้างล่างนี่ไง” เด็กหนุ่มว่าพลางลูบคลำทรงผมตั้งๆ ของตัวเองที่ตั้งใจเซ็ตตั้งแต่เช้าเหมือนกลัวมันจะเสียทรงเพียงเพราะโดนแฟ้มฟาดทีเดียว
แต่แล้วเพียงชั่วเสี้ยวนาที ใบหน้าหงิกงอของผู้เป็นน้องก็กลับหันมายิ้มหวานประจบแจงให้ผู้เป็นพี่ชายแทน พลิกผันราวหน้ามือเปลี่ยนเป็นหลังเท้าก็ไม่ปาน แล้วเข้าไปเกาะแขนกำยำไม่ต่างกันเหมือนลูกลิงตัวโต “ผมว่านะ ฝึกงานที่นี่ต้องสนุกแน่ๆ เลย”
รัตติมองใบหน้าไร้เดียงสาของน้องชายอย่างอ่อนใจ ตะวันมักเป็นคนมองโลกในแง่ดีมากเกินไปจนเหมือนไม่ทันคน จะว่าดีมันก็ดีอยู่หรอกแต่มันทำให้พี่ชายอย่างเขาเป็นห่วงเสียล่ะมากกว่า เสือ สิงห์ กระทิง แรด ไม่ว่าสาวน้อยสาวใหญ่ก็จ้องจะงาบมันทั้งนั้น รอดพ้นมาจนทุกวันนี้ได้ก็แทบจะเรียกปาฏิหาริย์แล้ว
สองพี่น้องเดินออกจากบริษัทด้วยความรู้สึกต่างกัน แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรอีกเพราะจุดหมายเบื้อหน้าคือ MK สุกี้ที่รัตติสัญญากับน้องชายว่าจะเลี้ยงฉลองที่เขาได้สัมภาษณ์งาน แถมสัมภาษณ์เสร็จยังรู้ผลเลยอีกต่างหาก ว่าให้มาเริ่มงานตั้งแต่เดือนหน้า แล้วแถมให้อีกนิดว่าดันไปถูกใจคนสัมภาษณ์เข้าเสียอีก แต่ข้อหลังนี่คงต้องอุบเงียบไว้ก่อน เพราะถ้าเกิดเจ้าตัวดีนี่โวยวายขึ้นมาเรื่องจะวุ่นซะเปล่าๆ
ชายหนุ่มที่เพิ่งเป็นบัณฑิตสดๆ ร้อนๆ เผลอยิ้มกับตัวเองเล็กน้อย “ใช่ ทำงานที่นี่ต้องสนุกแน่”
ตะวันเรียนคณะการจัดการ เอกการตลาด ดังนั้น การฝึกงานของเขามันก็ต้องเกี่ยวกับการตลาดเด็กหนุ่มคิดเช่นนั้นมาโดยตลอด แต่ดูเหมือนความฝันกับความเป็นจริงจะคนละเรื่องเดียวกัน เพราะตอนนี้เขาได้กลายเป็นเด็กเดินเอกสารพ่วงด้วยเป็นเด็กเสิร์ฟประจำแผนก แถมโดนพวกสาวใหญ่แทะโลมไม่เว้นแต่ละวันจนน่าเป็นห่วงว่า สวัสดิภาพความบริสุทธิ์ของตัวเองจะถูกรุกล้ำเข้าสักวัน
เด็กหนุ่มเริ่มฝึกงานมาได้สัปดาห์หนึ่งแล้ว และพบกับเป้าหมายของหัวใจหลายครั้ง แต่กลับไม่กล้าเข้าไปทักเนื่องจากความเขินอายเป็นที่ตั้ง ส่วนใหญ่ที่เจอก็ตอนเช้าที่เขาพยายามมาดักรอด้านหน้าเพื่อเดินเข้าบริษัทพร้อมกัน หรือแม้แต่ตอนขึ้นลิฟท์ตะวันก็ตั้งใจไปยืนแอบมองใกล้ๆ ไม่ให้อีกฝ่ายสังเกตเห็น แต่ถึงแม้เขาจะจ้องตรงๆ พี่ชายคนนั้นก็คงไม่รู้ตัวอยู่ดี เพราะพี่หน้าขาวไม่ได้ใส่ใจคนรอบข้างเลย ชายหนุ่มมักก้มมองสมุดงานที่จดอะไรไว้ไม่รู้เต็มพรืดไปหมดเกือบตลอดเวลา
“อ๊ะ!!” ตะวันอุทานด้วยความตกใจเมื่อระหว่างจ้องมองพี่หน้าขาวเพื่อหากำไรทางสายตาเพลินๆ อยู่ดีๆ จู่ๆ ก็มีมือลึกลับมาขยำก้นเขา ...ในลิฟท์ที่คนโคตรเยอะเนี่ยนะ?!!
ยังไม่ทันจะหาต้นตอก็ได้รู้เพราะเจ้าตัวหันไปหัวเราะคิกคักกับเพื่อนชายตัวเล็กที่ยืนใกล้กัน ฝ่ายนั้นตีต้นแขนสาวเทียมที่ยังหัวเราะไม่เลิกอยู่นั่นเอง
“ขอโทษนะน้อง ไอ้เป็ดมันเห็นเด็กๆ น่าเคี้ยวไม่ได้น่ะ เลยตบะแตก ถือซะว่าให้ทานกะเทยไปละกันนะ”
“อีนัท!! ฉันบอกให้แกเรียกฉันว่าเปเป้ไงยะ!! …อีกอย่างแกดูก้นน้องมันสิ งอนขนาดนั้นน่าจับจะตาย”
“แบบนั้นเค้าไม่ได้เรียกว่าจับหรอก นั่นมันขยำกันเห็นๆ ไอ้กะเทยหื่นนี่” ฝ่ายเพื่อนตัวเล็กเถียงกลับ แต่มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น กลับจะทำให้ตะวันรู้สึกอับอายหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ ดูเหมือนแม่สาวเทียมสุดเฉี่ยวจะเลิกสนใจกับก้นของเขาแล้วหันไปเถียงเพื่อนอย่างเอาเป็นเอาตายแทน รู้สึกว่า ‘คดีลวนลามเด็ก’ จะความสำคัญน้อยกว่า ‘การเรียกชื่อให้ถูกต้อง’ อยู่โขทีเดียว
อืม... คนที่ลวนลามเขาชื่อเปเป้ คงจะจำชื่อนี้ไปได้อีกนาน
ตะวันไม่ต้องทนอับอายนานนักเมื่อลิฟท์มาหยุดอยู่ที่ชั้นที่สองคนนั้นต้องออกพอดี ชายหนุ่มตัวเล็กหันมาขอโทษเขาเบาๆ อีกครั้งก่อนจะลากเพื่อนสาวที่ไม่วายหยิกแก้มเขาทิ้งท้ายอีกทีหนึ่งไปด้วยกัน
ทันทีที่ลิฟท์ปิดลง เด็กหนุ่มเกือบจะโล่งใจแล้วแท้ๆ ถ้าไม่มีเสียงหัวเราะจากคนรอบข้าง รวมไปถึงพี่ชายหน้าขาวที่พยายามเอาสมุดจดงานปิดหน้าเพื่อไม่ให้เห็นว่ากำลังหัวเราะอยู่ ซึ่งเขาอยากจะบอกเหลือเกินว่า ‘ไม่ต้องปิดหรอกครับพี่ ถ้าอยากจะหัวเราะก็หัวเราะออกมาเลย ทำแบบนี้ผมอายหนักกว่าเก่าอีก’
เหมือนจะเพิ่งนึกขึ้นได้ โอกาสทำความรู้จักกัน จะว่ายากก็ยาก แต่จะง่ายก็ง่าย ดังนั้นจังหวะนี้น่าจะเหมาะที่สุดแล้วก็ได้ ตะวันเดินตามชายหนุ่มที่ยังหยุดหัวเราะไม่ได้ก่อนจะร้องเรียกขึ้น “พี่!! พี่หัวเราะเยาะผมเหรอ?”
น้ำเสียงของเด็กหนุ่มคงฟังดูหาเรื่องไปนิด ใบหน้าอีกฝ่ายจึงเจื่อนไปถนัดตาก่อนจะเผยอริมฝีปากสีซีดพึมพำขอโทษแสนเบา “ขอโทษนะ พี่ไม่ได้ตั้งใจ แต่ว่า มันน่าขำนี่นา” พูดไปก็ทำท่าจะหัวเราะอีกครั้งจนตะวันเผลอทำปากยื่นเหมือนตอนงอนพี่ชายตัวเองเข้า คนเห็นจึงปล่อยเสียงหัวเราะออกมาเสียดังจนเป็นที่สนใจของคนแถวนั้น ตะวันต้องเป็นฝ่ายลากแขนที่ไม่ค่อยมีกล้ามเนื้อและสีผิวตัดกับเขาสิ้นเชิงมาทางมุมห้องกาแฟก่อนที่คนอื่นจะคิดว่าคนของหัวใจเขาบ้าไปแล้ว
“พี่อ่ะ จะหัวเราะไปถึงไหนเนี่ย ไม่เห็นจะน่าขำเลย”
“ขอโทษๆ พี่ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะ แต่มันอดไม่ได้นี่นา นายมันตลกชะมัด”
“ไม่ใช่ตลกคาเฟ่ซะหน่อย”
“หึๆ ก็ไอ้ปากยื่นๆ นั่นมันไม่ได้เข้ากับหน้านายสักนิด โตป่านนี้แล้วยังทำเป็นเด็กไปได้”
“...หน้าพี่ก็... ตอนหัวเราะดูดีกว่าตอนทำหน้านิ่งๆ เยอะเลย”
ชายหนุ่มชะงักไปทันที เขาเองก็เพิ่งตระหนักเช่นกัน “พี่ไม่ได้หัวเราะดังๆ แบบนี้มานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ ขอบใจนะ ว่าแต่นายชื่ออะไรล่ะ?”
“ผมเป็นเด็กฝึกงานแผนกการตลาด ชื่อตะวันครับ พี่เรียกผมว่าวันก็ได้ แล้วพี่ล่ะ?”
“พี่ชื่อวิน เป็นเลขาท่านประธานน่ะ ไปทำงานก่อนนะ แล้วค่อยเจอกัน” ร่างผอมกว่าโบกมือขาวซีดให้เขาเล็กน้อยก่อนเดินจากไปด้วยรอยยิ้มที่ยังประดับอยู่มุมปาก ตะวันอดใจไม่อยู่แอบตามไปส่งจนอีกฝ่ายไปถึงโต๊ะทำงานหน้าห้องประธานกรรมการ
โต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดกว้างมีงานเอกสารจำนวนมากวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ด้านหน้ามีป้ายชื่อเจ้าของตั้งอยู่ ‘นายรัชวิน ตรีนรานนท์ ตำแหน่งเลขานุการ’ ด้านซ้ายของโต๊ะมีแจกันใบน้อยปักดอกไม้เล็กๆ ทำให้บรรยากาศดูสดชื่นยิ่งขึ้น แต่เจ้าของกลับมีสีหน้าเจ็บปวดเมื่อเห็นเจ้าของห้องประธานกรรมการที่เดินมาจากลิฟท์อีกด้านเบนหน้าหนียามประสานสายตาเข้ากับเลขาหนุ่มโดยไม่ได้ตั้งใจ ...ทำราวกับว่าเจ้าของสายตาเว้าวอนนั้นเป็นเพียงคนอื่นที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่า ‘คนรัก’
“เดี๋ยว!! คุณทัต คุยกับผมก่อน” รัชวินทิ้งสมุดงานในมือก่อนคว้าเอาข้อมือชายหนุ่มในชุดสูทเรียบสนิทที่กำลังผลักบานประตูห้องเข้าไปทำให้อีกฝ่ายชะงักนิ่งอยู่กับที่
“ม.. เมื่อคืน ผมโทรหาคุณแต่ไม่มีใครรับสาย...”
อติทัตก้มมองใบหน้าที่อยู่ห่างออกไปไม่มากเนื่องจากความสูงที่ไล่เลี่ยกันก่อนจะเอ่ยเรียบๆ ดั่งคนที่เคยชินต่อการออกคำสั่ง “มีอะไรเข้าไปคุยกันข้างใน”
สองร่างลับหายเข้าไปในห้องที่ปิดสนิททำให้ไม่อาจรู้ความเป็นไปภายในได้ แต่ด้วยความใคร่รู้ในพฤติกรรมของคนทั้งคู่ ตะวันจึงคืบคลานจากมุมทางเลี้ยวที่ตนแอบอยู่มาแนบหูกับประตูไม้บานหนาที่ยังหลงเหลือรอยโหว่ให้มีเสียงเล็ดรอดออกมาได้
แม้จะจับใจความได้ไม่ถนัดนักแต่เสียงบางช่วงที่ดังขึ้นกว่าปกติทำให้เขารู้ว่าอะไรเป็นอะไรขึ้นมา
บรรยากาศในห้องประธานกรรมการดูน่าอึดอัดยิ่งกว่าการประจันหน้ากันหน้าห้อง เพราะไม่ต้องเกรงว่าสายตาคนนอกจะมองเห็นอติทัตจึงแสดงความไม่พอใจทางสีหน้าอย่างเด่นชัด ชายหนุ่มยืนกอดอกหันหลังให้กับรัชวิน สายตาของเขามองออกไปนอกกระจกบานโตอย่างครุ่นคิด สายตาที่เคยอบอุ่นเสมอมาไม่ได้มองตรงมาที่ชายผู้ยืนอยู่เบื้องหลังอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป
"ผมโทรหาคุณเมื่อคืนว่าจะถามว่าวันนี้ไปทานข้าวกลางวันด้วยกันไหม และคุณอยากทานอะไรพิเศษ จะได้สั่งร้านไว้ล่วงหน้า" รัชวินกล่าวด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ เขาไม่ได้อยากทำให้อีกฝ่ายรำคาญด้วยการทำตัวเหมือนผู้หญิงขี้งอน แต่ตอนนี้อติทัตแทบไม่คุยกับเขาเรื่องอื่นเลยนอกจากเรื่องงานหลังจากที่เขาไปเห็นชายหนุ่มควงสาวไปทานอาหารร้านประจำของพวกเขาสองคนเข้า
“เมื่อคืนไม่ว่าง แล้วกลางวันนี้ผมมีนัดทานข้าวกับเพื่อนแล้ว” อติทัตเอ่ยเสียงเรียบก่อนหันกลับไปนั่งทำงานเป็นปกติ
“เพื่อน? ใช่ผู้หญิงที่ผมเจอวันนั้นหรือเปล่า?”
อติทัตนิ่งไปพักหนึ่งก่อนเงยหน้าขึ้นมาจากเอกสารที่เซ็นอยู่ “ผมจำเป็นต้องตอบคำถามคุณด้วยเหรอ”
“ไม่หรอกครับ ถ้าบังเอิญเราไม่ได้เป็นคนรักกัน”
“เลิกทำตัวงี่เง่าแบบนี้สักทีได้มั้ย ผมรำคาญ” เมื่อความอดทนใกล้หมด เสียงชายหนุ่มจึงดังขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจทำให้รัชวินเบิกตากว้างด้วยความตระหนก เขาไม่เคยคาดคิดว่าผู้ชายที่แสนดีคนนั้นจะตะโกนใส่หน้าเขาว่ารำคาญ
“เหรอครับ การหึงคนที่เรารักเป็นเรื่องงี่เง่างั้นเหรอครับ”
ฝ่ายถูกตั้งคำถามมองรัชวินครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจอย่างตัดสินใจได้ เขาตัดสินใจพูดความจริงเสียที “ผู้หญิงคนนั้นเป็นลูกสาวของเจ้าของบริษัทลูกค้ารายใหญ่ของเรา ผู้ใหญ่วางแผนการแต่งงานของผมกับเธอไว้แล้ว เข้าใจใช่ไหมว่าผมหมายถึงอะไร? เรื่องของเราคงต้องจบกันแค่นี้ คุณกลับไปทำงานเถอะ”
ใบหน้าที่เคยขาวซีดบัดนี้ซีดยิ่งกว่าจนไร้สีเลือดก่อนจะเข้มขึ้นด้วยแรงโมโห “แต่งงาน? แล้วที่ผ่านมาเรื่องของเรามันคืออะไร คุณเคยบอกว่ารักผม แล้วตอนนี้มาบอกให้เลิกกันเพราะคุณจะแต่งงานเนี่ยนะ?!!”
“ก็เข้าใจถูกต้องดีนี่ แล้วที่ผ่านมา...คุณนั่นแหละที่บอกให้ผมพูดว่ารักคุณ คุณนั่นแหละที่เข้ามาหาผมก่อน แล้วก็คุณนั่นแหละที่ทึกทักเอาเองว่าเราเป็นคนรักกัน ...ทั้งๆ ที่ ผมคิดกับคุณเป็นแค่ คู่นอน”
ร่างของรัชวินแข็งค้าง เขาใช้เวลานานพอดูกว่าจะทำความเข้าใจกับประโยคง่ายๆ เหล่านั้นได้ แม้นัยน์ตาสองข้างจะแดงก่ำราวกับสีเลือด แต่ไม่ได้มีน้ำตาหล่นลงมาสักหยด
“ขอโทษครับ วันนี้ผมรู้สึกไม่ค่อยดี คงต้องขออนุญาตบอสลางานสักวัน หวังว่าคุณคงจะกรุณา” รัชวินหันหลังให้กับอติทัต... คนรักที่กำลังกลายเป็นอดีตและไม่หวนกลับไปมองอีกเลย ชายหนุ่มโยนหัวใจที่แหลกสลายลงพื้นและทิ้งมันไว้ตรงนั้นอย่างคนรู้ตัวดี เขาสองคนไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิม... เมื่อคนหนึ่งรักจนสุดหัวใจ แต่สำหรับอีกคนที่ไม่ได้เห็นคุณค่า ความรักก็ไม่ต่างอะไรกับเศษขยะที่เกะกะขวางทาง
“วิน...ผมเป็นประธานบริษัท มีหน้าที่การงานและสังคมให้ต้องแคร์ ถ้าเรายังคบกันต่อไป มันคงไม่เป็นผลดีต่อเราทั้งคู่ ...ผมขอโทษที่ต้องทำให้คุณเสียใจ” เสียงอติทัตอ่อนลงอย่างคนสำนึกผิด แต่มันสายเกินไป สิ่งที่บุบสลายไปแล้วไม่มีวันซ่อมแซมกลับให้มาดีได้ดังเดิม
“ผมเข้าใจ ...ขอเวลาให้ผมหน่อย พรุ่งนี้ผมจะมาทำงานให้คุณตามปกติ ไม่ต้องห่วงเรื่องประชุมวันนี้ ผมเตรียมเอกสารกับข้อมูลพร้อมหมดแล้ว จะฝากให้คุณเปิ้ลช่วยเข้ามาเป็นเลขาแทน”
เสียงพูดที่ดังใกล้ประตูเข้ามาทำให้ตะวันตาลีตาเหลือกหาที่ซ่อนตัวหลังจากแอบฟังบทสนทนาที่ไม่ควรได้ยินอยู่เสียนาน อาศัยความเป็นนักกีฬาที่ตาดีและวิ่งไวไปหลบอยู่แถวประตูหนีไฟได้อย่างเฉียดฉิว เมื่อแอบมองไปยังเลขาหน้าห้องท่านประธานจึงได้เห็นชัดถึงความเศร้าเสียใจที่อีกฝ่ายมี แม้ไม่มีน้ำตาไหลให้เห็นตะวันก็รับรู้ได้ว่าพี่วินของเขาเจ็บปวดแค่ไหน
รัชวินเดินจากไปพร้อมแฟ้มงานในมือ ถ้าเดาไม่ผิดคงไปหาคนชื่อเปิ้ลก่อนออกจากบริษัทแน่ หากไม่ติดที่ว่าเขาเพิ่งจะเริ่มฝึกงานที่นี่ ตะวันอาจลางานแอบตามไปส่งอีกฝ่ายจนกว่าจะถึงบ้านก็เป็นได้ เด็กหนุ่มรีบกลับไปแผนกของตัวเอง ซึ่งถึงแม้จะสายไปสิบนาทีก็ยังมีคนสายมากกว่าเขาอยู่ดี ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นที่เพ่งเล็งของใคร ตะวันทำงานที่ได้รับมอบหมายมาอย่างดีแม้สมองเขาจะคอยวนเวียนคิดแต่เรื่องพี่วินตลอดทั้งวัน
เช้าวันรุ่งขึ้นตะวันมาเฝ้าที่หน้าบริษัทแต่เช้าเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่พลาดเดินเข้าที่ทำงานพร้อมกับเป้าหมายของหัวใจที่คราวนี้โสดแล้วแท้ๆ แน่นอน แล้วเขาก็ไม่ผิดหวังเมื่อรัชวินมาเช้ากว่าปกติจริงดังคาด ใบหน้าขาวซีดยังคงดูเศร้าหมอง ตะวันค่อยเดินเคียงไปกับอีกฝ่ายโดยเจ้าตัวไม่ทันสังเกตกระทั่งเข้ามาอยู่ในลิฟท์ที่มีคนอยู่เพียงไม่กี่คน
“หวัดดีครับพี่วิน มาเช้าจัง” ตะวันทักทายขึ้นด้วยรอยยิ้มสดใสราวกับดวงตะวันที่ทอแสงอบอุ่นยามเช้า รัชวินมองแล้วค่อยๆ คลี่ริมฝีปากตามช้าๆ เหมือนกับใบหน้าเปื้อนยิ้มนั้นกำลังชักนำกล้ามเนื้อบนใบหน้าเขาไปด้วย แม้มันจะดูฝืนๆ แต่ก็เป็นผลที่น่าพอใจสำหรับเด็กหนุ่ม
“เราล่ะ มาเช้าขนาดนี้เชียว?”
“ผมมารอพี่ไง”
รัชวินไม่ได้ถามกลับว่ามารอเขาทำไม เพียงแต่คิดว่าอีกฝ่ายแค่พูดเล่น แต่พอเห็นว่าตะวันเดินตามเขาออกมาจากลิฟท์ไปทิศทางเดียวกันทั้งๆ ที่แผนกการตลาดอยู่กันคนละทิศจึงได้ถามขึ้น
“แล้วจะตามพี่มาทำไม?”
“ก็ผมมารอพี่แล้ว ต้องมาส่งให้ถึงที่ด้วยสิถึงจะถูก” รัชวินยิ้มพลางส่ายหัวเล็กน้อยอย่างไม่ค่อยจะเข้าใจตรรกะของตะวันนักแต่ก็ไม่ได้บ่นอะไรที่จะมีคนเดินมาที่หน้าห้องท่านประธานเป็นเพื่อนเขา ในเมื่อเขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะกล้าก้าวขามาจนถึงที่นั่งตัวเองด้วยตัวคนเดียวหรือเปล่า
“อ้อ แล้วก็นี่ครับ ผมให้ โต๊ะพี่จะได้ดูสดชื่นขึ้น” กุหลาบสีแดงเข้มดอกหนึ่งถูกยื่นไปตรงหน้า รัชวินมองดอกไม้กลีบช้ำเล็กน้อยนั้นอย่างชั่งใจ ถ้าเอามันวางไว้บนโต๊ะจะทำให้โต๊ะเขาสดชื่นหรือเหี่ยวเฉาก็ไม่ทราบได้
“รับไว้เถอะน่า ผมไม่ใส่ยาเสน่ห์ไว้หรอก เพราะแค่นี้สาวๆ ก็หลงผมจะแย่แล้ว” ชายหนุ่มหน้าขาวยิ้มได้กว้างขึ้นอีกนิดพร้อมกับนำดอกไม้ไปหาแจกันใบน้อยมาใส่ น้ำคงจะทำให้ดอกไม้ดูดีขึ้นได้บ้างหลังจากถูกเบียดอยู่ในเป้ของตะวันซะจนกลีบช้ำไปมาก
แต่แล้วรอยยิ้มน้อยนิดที่ตะวันอุตส่าห์สร้างก็สลายวับยามที่ร่างภูมิฐานของท่านประธานผ่านเข้ามาในสายตา ราวกับรัชวินปิดสวิทช์การรับรู้ทั้งมวลแล้วกลายเป็นจักรกลที่เคลื่อนไหวด้วยโปรแกรม
อติทัตหันไปรับไหว้ตะวันแล้วมองทั้งคู่ด้วยหางตาครู่หนึ่งก่อนตรงเข้าห้องทำงานพลางสั่งโดยไม่ได้หันไปมองหน้าเลขาส่วนตัวอย่างที่เคยทำ “เดี๋ยวคุณช่วยเอาตารางงานวันนี้ให้ผมดูหน่อยนะ อาจต้องสลับคิว ผมติดธุระเรื่องงานหมั้น”
รัชวินมีอาการสะดุ้งเล็กน้อยจนตะวันสังเกตเห็น เด็กหนุ่มเริ่มหมั่นไส้ประธานกรรมการของบริษัทนี้มากขึ้นทุกทีและอดไม่ได้ที่จะพูดดังกว่าปกติให้เสียงลอดผ่านประตูที่ยังไม่ทันปิดสนิท “งั้นผมไปทำงานก่อนนะพี่วิน กลางวันค่อยไปทานข้าวด้วยกัน ผมมีเรื่องจะคุยกับพี่เยอะเลย”
เด็กหนุ่มขยิบตาให้ด้วยท่าทางน่าเอ็นดูก่อนเดินจากไปแบบไม่รอฟังคำตอบ ปล่อยให้เป้าหมายของหัวใจยืนอ้าปากค้างทั้งอึ้งทั้งงงจนลืมไปว่าเมื่อครู่อดีตคนรักเพิ่งบอกกับเขาว่าจะหมั้น
รัชวินเริ่มรู้สึกว่าโลกของเขามันค่อยสว่างไสวขึ้น ตะวันเข้ามาแทรกอยู่ในชีวิตประจำวันของเขาแบบกะทันหัน จนทำให้ชีวิตที่จืดชืดเริ่มมีสีสันราวกับหน้ามือเป็นหลังเท้า การมีเด็กหนุ่มมาคอยป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ทำให้เขาลืมเลือนความเจ็บปวดไปได้ชั่วคราว และเหมือนจะเยียวยาหัวใจขึ้นมาได้มากโข ความรู้สึกที่เคยหน่วงหนักยามเผชิญหน้าเริ่มทุเลาลงจนน่าแปลก
“พี่วิน เหม่ออะไร กินนี่ดีกว่าพี่ หน้าพี่จะได้แดงเหมือนมะเขือเทศไง” ตะวันตักมะเขือเทศสดในจานยำวุ้นเส้นกุ้งสดใส่จานอีกฝ่ายจนหมด ก่อนตนเองจะหันมาตักแต่กุ้งไปกินหน้าตาเฉย
“ถ้ามันดีขนาดนั้น ทำไมวันไม่กินเอง?” รัชวินใช้ซ่อมจิ้มกุ้งตัวสุดท้ายเอาไว้ก่อนที่มันจะสังเวยเข้าปากคนนั่งตรงข้ามพลางตักมะเขือเทศส่งคืนไปยังผู้หวังดีที่เริ่มทำหน้าปุเลี่ยน
“ก็ผมหวังดี”
“หืม?”
“ก็...ก็ผมไม่ชอบกินผักนี่” รัชวินทำหน้าแบบ ว่าแล้วเชียว แต่ก็ยังใจดีอุตส่าห์สละกุ้งตัวสุดท้ายด้วยการป้อนเข้าปากตะวันไปเสีย แถมด้วยการสั่งสอนเล็กน้อย
“คราวหลังต้องหัดกินผักบ้างนะ ตัวโตขนาดนี้ได้ยังไงนะเรา”
ตะวันยิ้มแก้มตุ่ย แม้รสชาติของมะเขือเทศมันจะชวนให้ไม่น่ากลืนแค่ไหนเขาก็ยังเคี้ยวๆ แล้วกลืนมันลงไปจนได้ รัชวินเริ่มเปิดใจให้ความสนิทสนมกับเขามากขึ้น แต่มันก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้เด็กหนุ่มกล้าเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริง เพราะรัชวินมองเขาเป็นเพียงน้องชายคนหนึ่งเท่านั้นเอง
สมองน้อยๆ ของตะวันเริ่มทำงานหนัก เขาต้องรีบเผด็จศึกก่อนคู่แข่งจะหวนกลับมา ถึงแม้ดูแล้วท่านประธานจะไม่น่ากลับมาก็ตามแต่ลักษณะท่าทางก็ยังบอกได้ว่าอีกฝ่ายยังตัดใจจากรัชวินไม่ขาดอยู่ดี มีเพียงการกระทำภายนอกที่ดูเย็นชา แต่สายตาอติทัตเวลาเผลอมองมานั้นยังมีแววอาทรให้เห็น
แล้วทำไมเขาถึงรู้น่ะเหรอ? ก็เพราะคอยไปแอบมองสองคนนี้บ่อยๆ น่ะสิ!! แหม ก็เป้าหมายของหัวใจดันไปอยู่ใกล้อดีตคนรักซะเหลือเกินมันก็ต้องมีสอดส่องกันหน่อย เกิดถ่านไฟเก่าที่ยังไม่ค่อยจะดับดีมันดันติดสปาร์คกันขึ้นมา เขาก็คุณสมหวังรับประทานสิครับ
ป้าบ!!
“ใครวะ?!” ตะวันหันไปหาตัวผู้ประทุษร้ายด้วยความโกรธเต็มที่ แต่ทันทีที่เห็นเจ้าของฝ่ามืออรหันต์ก็ให้เหี่ยวลงทันตาเห็น
“ก็พี่แกไงวะ จะใครเสียอีก รีบๆ กินเข้าไปได้มั้ย มันจะหมดเวลาพักอยู่แล้วนั่งเหม่ออยู่ได้ ไอ้นิสัยเอ๋อๆ นี่เมื่อไหร่จะแก้หายซะที พี่สอนตั้งกี่ครั้งแล้วไม่รู้จักจำ หัดเกรงใจคนอื่นเขาบ้างสิเขาอุตส่าห์มากินข้าวเป็นเพื่อนยังต้องให้มานั่งรอแกเสกข้าวอีกหรือไง ทำตัวดีๆ หน่อยเข้าใจมั้ย?” พี่ชายผู้เปรียบเสมือนแม่คนที่สองบ่นจนเป็นที่พอใจแล้วก็เดินจากไป คาดว่ารัตติน่าจะสังเกตน้องชายตัวเองอยู่นานจนทนไม่ไหวต้องมาออกแรงกระตุ้นเข้าหน่อย
“เออ บ่นได้บ่นดี อย่าให้ถึงทีตะวันมั่งละกัน จะบ่นให้หูชาไปเลย” พออีกฝ่ายคล้อยหลังเท่านั้นน้องชายผู้แสนดีก็นินทาส่งตามหลังไปด้วยเรียกเสียงหัวเราะจากคนนั่งตรงข้ามอย่างช่วยไม่ได้
“วันกับพี่ดูสนิทกันดีนะ”
“อื้อ ก็นิดหน่อย จะว่าเหมือนเพื่อนหรือเหมือนแม่ดีนะ พี่ติชอบคิดว่าตัวเองเป็นพี่ต้องดูแลน้องตลอด ทั้งๆ ที่ผมกับพี่ห่างกันแค่สองปีเอง ทำยังกะตัวเองแก่กว่าซะเต็มประดา” ตะวันเผลอทำปากยื่นตามนิสัย ดูๆ ไปมันก็น่ารักดีไปอีกแบบ รัชวินจึงเอานิ้วปาดเข้าไปที่ปากยื่นๆ นั่นด้วยอยากแกล้ง ชายหนุ่มหน้าขาวหัวเราะร่วนเมื่อตะวันเม้มปากแล้วทำหน้าเบ้
“โห พี่วิน!! ถึงพี่จะนิ้วสวยแต่มันไม่ได้แปลว่ามือพี่มันจะไม่เค็มอย่างชาวบ้านเขานะ ปาดเข้ามาได้ แล้วเข้าห้องน้ำล้างมือเปล่าเนี่ย...” ตะวันแสร้งบ่นแล้วทำเป็นดื่มน้ำตามยกใหญ่ยิ่งเรียกรอยยิ้มกว้างจากฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น รัชวินสับมะเหงกไปที่หน้าผากเด็กหนุ่มเบาๆ เป็นการสัพยอก
“จะบ้าเหรอ ถ้าพี่ไม่ล้างมือแล้วจะกินข้าวได้ไงเล่า ก็ถูกของติแล้วล่ะ มัวแต่เล่นแล้วเมื่อไหร่จะกินเสร็จสักที เดี๋ยวก็ไม่ทันเข้างานหรอก”
“มีอะไรหรือเปล่าคะคุณทัต?” หญิงสาวข้างกายอติทัตทักขึ้นเมื่อจู่ๆ แฟนหนุ่มก็หยุดชะงักอยู่ตรงหน้าแคนทีนระหว่างสั่งกาแฟสดให้ขึ้นไปเสิร์ฟในห้องทำงานสำหรับเขาและเธอ
ชายหนุ่มก้มมองใบหน้าร่างอรชรก่อนยิ้มพลางส่ายศีรษะเป็นการปฏิเสธ อติทัตพยายามอย่างมากในการที่จะละสายตาจากภาพรอยยิ้มเปิดเผยของอดีตคนรักลับๆ ของเขา รอยยิ้มแบบที่เขาไม่เคยเป็นคนสร้างขึ้นได้เลยแม้สักครั้ง ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ความสัมพันธ์ ‘ฉันนายจ้างกับลูกจ้าง’ ถูกพัฒนาขึ้นมา กลายเป็นคำว่า ‘คนรัก’ แต่กลับกลายเป็นนักศึกษาฝึกงานที่เพิ่งได้รู้จัก เป็นผู้ที่ทำให้ใบหน้านิ่งเรียบอยู่เป็นนิจจุดรอยยิ้มสดใสได้ขนาดนั้น
หนึ่งปีของเขา สู้ไม่ได้เลยกับนักศึกษาฝึกงานที่เพิ่งเข้ามาทำความรู้จักกับรัชวิน ฝ่ามือใหญ่ข้างกายกำเข้าหากันแน่นจนเจ็บ
พิมพ์รดามองใบหน้าคู่หมั้นและสามีในอนาคตอย่างเคลือบแคลง แววบางอย่างในดวงตาที่อติทัตไม่ยอมละไปจากโต๊ะมุมหนึ่งในแคนทีนมันตรงข้ามกับอาการส่ายหน้าของชายหนุ่มอย่างสิ้นเชิง สัญชาติญาณบางอย่างของผู้หญิงบอกกับเธอว่ามันไม่ปกติแน่นอน
“หรือคุณอยากสั่งอาหารในแคนทีนขึ้นไปทานที่ห้องเหรอคะ?”
ชายหนุ่มหันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถามก่อนจะได้คำตอบที่ทำให้สันหลังร้อนวาบขึ้นมา
“รดาเห็นคุณจ้องแคนทีนเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่เลยคิดว่าคุณอยากได้ของไปทานเล่นในห้องทำงานเสียอีก
อติทัตยิ้มกลบเกลื่อนอีกครั้ง “ผมกำลังชั่งใจว่าจะตามเลขามาคุยเรื่องงานดีไหมน่ะ”
“ก็ไปบอกเขาสิคะ”
“ไม่ดีกว่ามันยังไม่ใช่เวลางาน ให้เขาพักเถอะผมไม่อยากรบกวนเวลาส่วนตัวของเขา...”
“ดูคุณแคร์เลขาคุณจังนะคะ”
“ม..ไม่ใช่แบบนั้น ผมก็แค่...”
“ช่างเถอะค่ะ รดาก็แค่พูดไปงั้น เราไปที่ห้องคุณกันดีกว่านะ” พิมพ์รดายิ้มหวานพลางคล้องแขนชวนชายหนุ่มไปยังห้องทำงานราวกับเมื่อครู่เป็นเรื่องลมฟ้าอากาศไม่ได้สลักสำคัญอะไร
แต่กลับเป็นอติทัตที่กังวลลึกๆ เขาเองก็ดูออก พิมพ์รดาฉลาดทีเดียวที่ไม่ทำอะไรโผงผาง เธอเพียงแต่เตือนให้เขารู้ตัวทางอ้อมเท่านั้นว่าเธอจับสังเกตเห็นบางอย่างเข้าแล้ว
“ผมต้องหลับแน่เลย อิ่มขนาดนี้อ่ะ” ตะวันบ่นพลางลูบหน้าท้องที่ซ่อนมัดกล้ามไว้ภายใต้ชุดนักศึกษาไปมา
“ก็ใครใช้ให้กินเยอะขนาดนั้นล่ะ สมน้ำหน้า” รัชวินไม่ว่าเปล่า เขาตีพุงที่ป่องกว่าปกติของเด็กหนุ่มเป็นการแกล้งไปหนึ่งที
“พี่วินๆ มาทางนี้หน่อยค่ะ”
ทั้งสองกำลังกลับเข้าทำงานหลังจากจัดการทั้งของคาวของหวานจนเกลี้ยงโต๊ะ แต่ก่อนที่จะกลับห้องทำงานก็ต้องมาชะงักอยู่ตรงซุ้มกาแฟสดเมื่อเด็กสาวมือวางอันดับหนึ่งเรื่องชงกาแฟของตึกนี้เรียกไว้
“จ๋าฝากกาแฟสองแก้วนี้ไปให้บอสพี่ทีสิ แก้วนี้ลาเต้ แก้วนี้เอสเปรสนะคะ พอดีจ๋าต้องไปส่งกาแฟที่ชั้นสี่อีกตั้งสิบกว่าแก้ว ยังไม่ได้ทำเลย ช่วยจ๋าหน่อยนะ นะๆ”
“ได้สิ ว่าแต่ คุณท.. บอสพี่สั่งสองแก้วเลยเหรอ?”
“ค่ะ จ๋าเห็นมากับผู้หญิงคนนึง ส๊วยยยย สวย ยังกะลูกคุณหนูแน่ะ” เด็กจ๋ายังคงจ้อได้เรื่อยๆ โดยไม่ทันสังเกตว่าสีหน้าของรัชวินเปลี่ยนไปทันทีเมื่อได้ยินว่าอติทัตมากับผู้หญิง แต่ก็ไม่รอดพ้นสายตาสำหรับคนที่ยืนอยู่ข้างๆ และลอบมองอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลาไปได้
“จ๋าช่วยลัดคิวทำนมสดปั่นให้ผมแก้วนึงสิ พี่วินเอาไร ผมเลี้ยงเอง” เด็กหนุ่มหันไปยิ้มโปรยเสน่ห์ใส่ขอลัดคิวกันดื้อๆ และไม่ต้องผิดหวังเมื่อสาวเจ้าตอบรับแข็งขัน
“อุ๊ย ของวันจ๋าจัดให้ ส่วนของพี่วินน่ะนมเย็นปั่นแต่ไม่หวานมาก จ๋าจำได้ค่ะ” จากนั้นเด็กสาวก็หันไปสนใจหน้าที่หลักของตัวเอง ส่วนผสมต่างๆ ถูกจับยัดลงเครื่องปั่นด้วยความรวดเร็วอย่างมืออาชีพ
ขณะที่เสียงเครื่องปั่นน้ำกำลังทำงานอย่างหนักหน่วง ตะวันก็ไม่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ “เดี๋ยวผมช่วยพี่วินถือไปให้ละกันนะ”
“อืม ขอบใจ” รัชวินตอบกลับด้วยอาการเลื่อนลอยเล็กน้อยทำให้ตะวันยิ่งขมวดคิ้วอย่างเป็นกังวล เขาจึงไม่ละความพยายามที่จะชวนอีกฝ่ายคุยไปเรื่อยๆ
“ว่าแต่เราสองคนชอบอะไรคล้ายกันเลยเนอะ” เด็กหนุ่มส่งยิ้มหวานๆ ที่สาวๆ เขาบอกว่ามันละลายหัวใจพวกเธอ หวังให้มันไปละลายหัวใจของรัชวินเช่นกัน แต่เท่าที่ดูแล้วถึงแม้จะไม่สามารถเรียกได้ว่า ‘ละลาย’ แต่กลายเป็นคำว่า ‘อุ่นจนค่อยๆ เหลวลงเล็กน้อย’ ก็ดีถม เพราะชายหนุ่มยิ้มตอบและมองตรงมาที่ตะวันอย่างเปิดเผยผิดกับครู่นี้
“นั่นสิ แต่พี่ว่าพี่กินหวานจัดอย่างวันไม่ไหวหรอก เป็นเบาหวานแน่ๆ พี่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเสียด้วย”
“โห ผอมอย่างพี่คงไม่เป็นหรอกมั้ง”
การมีตะวันเดินคุยมาเป็นเพื่อนทำให้รัชวินสงบลงได้มาก และเข้มแข็งพอที่จะเผชิญกับความเป็นจริงเบื้องหน้าที่ยังสามารถสร้างความเจ็บปวดให้เขาอยู่บ้าง แม้จะไม่หนักหนาเท่าวันแรกๆ ก็ตามที
ตะวันทำหน้าที่เคาะประตูห้องประธานกรรมการและเปิดเข้าไปให้คนที่ถือกาแฟไว้เต็มสองมือ แววตาเสียใจสะท้อนขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อรัชวินเห็นคนสองคนกำลังนั่งคุยกันด้วยท่าทางสบายอยู่บนโซฟารับแขกตัวเขื่องในห้องนั้น ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็วแต่มันก็นานพอที่อติทัตจะสังเกตเห็น
รัชวินก้าวเข้ามาเสิร์ฟกาแฟด้วยอาการสงบเป็นปกติราวกับสายตาเมื่อครู่เป็นภาพลวงตา “เอสเปรสโซ่ของบอส และลาเต้ของคุณผู้หญิงครับ”
“อุ๊ย!! รู้ได้ไงคะว่ารดาสั่งลาเต้ ขอบคุณนะคะ” หญิงสาวรับมาพร้อมกับขอบคุณเบาๆ แต่ก็ไม่วายแปลกใจว่าเหตุใดชายร่างเพรียวตรงหน้าจึงรู้ว่าเธอสั่งกาแฟอะไรไว้
รัชวินเพียงยิ้ม ก็ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าคนที่ ‘เคยเป็น’ คนรักชอบอะไรและไม่ชอบอะไรบ้าง อติทัตมักจะดื่มแต่เอสเปรสโซ่ทุกครั้งที่สั่งกาแฟเพราะชายหนุ่มไม่ชอบของหวานและชอบกาแฟรสเข้มมากกว่า
อติทัตเองเพียงมองตาอีกฝ่ายก็รู้แล้วว่าคิดอะไรเขาจึงเบี่ยงประเด็นด้วยการแนะนำตัวว่าที่เจ้าสาวแก่อดีตคนรักเสีย
“วิน นี่คุณพิมพ์รดา คู่หมั้นผมเอง สัปดาห์หน้าเธอจะมาเรียนงานกับผม ยังไงฝากดูแลเธอด้วย”
“สวัสดีครับ” รัชวินกล่าวพร้อมกับยกมือไหว้หญิงสาวด้วยอาการเหมือนคนข้อต่อขัด ยากเย็นเหลือเกินกว่าจะยกมาจรดตรงหน้าอกและเอ่ยคำนั้นออกไปได้ แต่มือนุ่มนิ่มจับมือเขาลงอย่างสนิทชิดเชื้อ
“ไม่ต้องไหว้รดาหรอกค่ะ คิดว่าอายุน่าจะห่างจากคุณไม่เท่าไหร่เดี๋ยวรดาอายุสั้นกันพอดี” หญิงสาวเอ่ยอย่างเป็นกันเอง รอยยิ้มหวานส่งให้ดวงหน้านั้นงดงามยิ่งขึ้น รัชวินมองเลยไปยังชายหนุ่มที่ยังนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาแล้วตระหนักในนาทีนั้นว่า เขาคือ ‘ส่วนเกิน’ ในชีวิตอันสมบูรณ์พร้อมของนายอติทัต โรจนสุวรรณ ประธานกรรมการหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงอนาคตไกล
“คุณทัตบอกว่าคุณวินเป็นเลขา แล้วก็จะเป็นคนช่วยสอนงานรดา ยังไงรบกวนด้วยนะคะ หลังแต่งงานแล้วรดาคงจะเข้ามาจับงานที่นี่เต็มตัว”
รัชวินถอนสายตากลับมาเพื่อสนทนาต่อกับเธอย่างยากเย็น แต่ความไม่ถือตัวและมีอัธยาศัยอันดีของหญิงสาวทำให้เขาชื่นชมเธอได้ไม่ยาก หญิงสาวที่ทั้งสวย ทั้งรวย ทั้งเก่ง ที่สำคัญคืออุปนิสัยอันดีงามของเธอทำให้เขายอมแพ้อย่างราบคาบและตัดใจได้สนิทยิ่งขึ้นนับจากนี้
ด้านอติทัตกลับไม่ได้สนใจการสนทนาของสองคนที่คนหนึ่งตนเคยเรียกว่าคนรัก กับอีกคนหนึ่งที่กำลังจะเป็นคนรักในอนาคต แต่กลับจ้องไปยังเด็กหนุ่มในชุดนักศึกษาที่ยืนถือแก้วน้ำพิงกรอบประตูไม่รู้ไม่ชี้ และไม่ยอมไปไหน กระทั่งรัชวินหันไปเห็นเข้า
“เขามารออะไรหรือเปล่าคะคุณวิน?”
“เอ่อ นั่นนักศึกษาฝึกงานน่ะครับ เขาช่วยผมถือน้ำมาให้เพราะเห็นว่าผมคงถือไม่ไหวเพราะมีของผมเพิ่มอีกแก้วหนึ่ง”
“บอกให้เขากลับไปทำงานได้แล้วถ้าไม่ผ่านการฝึกงานผมคงช่วยไม่ได้ เสร็จแล้วช่วยมาคุยเรื่องงานกับผมต่อด้วย” อติทัตสั่งเสียงห้วนก่อนลุกไปนั่งยังโต๊ะทำงานพร้อมที่จะเริ่มคุยงานทุกเมื่อ
รัชวินรับคำเบาๆ ก่อนรีบไปไล่เด็กหนุ่มที่ทำเหมือนไม่รู้ชะตากรรมตัวเองเอาซะเลยด้วยความเป็นห่วง แม้อติทัตจะไม่ได้มีนิสัยพาลแต่น้ำเสียงเมื่อครู่เหมือนไม่ใช่แค่ขู่เล่นๆ เท่านั้น
“วัน ทำไมไม่รีบกลับไปทำงาน เดี๋ยวก็เข้างานสายโดนพี่ๆ เขาว่าเอาหรอก” ชายหนุ่มรีบลากแขนที่แข็งแรงกว่าออกมาให้พ้นจากสายตาไม่พอใจของอติทัตทันที แต่ดูเหมือนตะวันจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือเท่าไหร่เพราะร่างกายสูงกำยำนั่นไม่ค่อยจะเขยื้อนจากที่นัก
“ไม่เป็นไรหรอกพี่ เหลือเวลาพักอีกตั้งห้านาที ผมอยากชวนพี่ไปหาข้าวเย็นกินก่อนกลับบ้านน่ะ” แม้เด็กหนุ่มจะคุยกับเขาด้วยโทนเสียงปกติ แต่ด้วยระยะที่ห่างเพียงไม่กี่เมตรท่านประธานที่นั่งดูรายงานการบัญชีย่อมได้ยินชัด มือหนากำปากกาแน่นแทบอยากให้มันหักคามือ
“รู้แล้วๆ เดี๋ยวใกล้เลิกงานค่อยคุยกันอีกทีก็ได้ ตอนนี้ไปก่อนเถอะ” รัชวินปรามเสียงเบา เขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองกลัวอะไร แต่รีบให้ตะวันกลับไปทำงานยิ่งเร็วที่สุดเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น และต้องแอบลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเด็กหนุ่มจอมดื้อยอมรามือไปโดยดี
“วิน!! ที่ประชุมตอนบ่ายสามวันนี้คุณเตรียมข้อมูลให้ผมครบแล้วใช่ไหม?” อติทัตถามเสียงห้วนก่อนประตูห้องของตนเองจะถูกปิดสนิทลง
เลขาหนุ่มชะงักเท้า ในเมื่อตนเองจำได้แม่นว่าวันนี้นอกจากจะนัดเจอกับลูกค้าตอนเช้าแล้วบอสของเขาก็ไม่มีงานด่วนหรือการประชุมอะไรอีก แต่เมื่อสบสายตาที่เงยขึ้นจากกองเอกสารเข้า เขาจำต้องตามน้ำและตอบรับเสียงไม่ดังนักก่อนจะรีบหลบออกจากห้องอย่างคนกลัวความผิด ...ผิดต่อหญิงสาวแสนดีและงดงามคนนั้น
“อ้าว? มีประชุมเหรอคะ อย่างนี้รดาก็ไม่ได้เรียนงานจากคุณวินสิ” พิมพ์รดาเงยหน้าขึ้นจากลาเต้ที่พร่องไปค่อนแก้วด้วยความแปลกใจ
“ครับ ขอโทษจริงๆ เพิ่งนึกได้เมื่อครู่นี้เอง” ชายหนุ่มบีบมือนุ่มเป็นการขอโทษ และแค่รอยยิ้มของเขาก็ทำให้เธอยอมอภัยให้โดยไม่มีเงื่อนไข
“งั้นรดาขอตัวกลับเลยดีกว่าไว้ค่อยนัดวันมาเรียนงานทีหลัง ตั้งใจทำงานนะคะ” เธอจูบแก้มสากเบาๆ เป็นการบอกลา และกลับไปง่ายๆ โดยไม่สงสัยอะไร
ภายหลังภรรยาในอนาคตออกไปได้ครู่เดียว อติทัตก็กดโทรศัพท์เรียกเลขาส่วนตัวเข้าพบเขาในห้องทันที
“บอสมีอะไรจะใช้ผมหรือครับ?” รัชวินมองอีกฝ่ายที่มานั่งตรงโซฟาแทนที่โต๊ะทำงานอย่างแปลกใจ อติทัตมีใบหน้าที่โกรธขึ้งอย่างไม่ควรเป็น เพราะไม่ว่านึกอย่างไร วันนี้เขายังไม่เห็นว่าจะมีอะไรมาทำให้อีกฝ่ายอารมณ์เสียเลย
“ทำไมเด็กนั่นต้องตามติดคุณขนาดนั้น?”
คำถามนี้เขาไม่คิดเลยว่าจะมาได้ยินจากปากคนที่เพิ่งบอกเลิกเขาไปหมาดๆ รัชวินหลับตาพลางสูดลมหายใจเข้าลึก บางทีเส้นด้ายที่ยึดเหนี่ยวเขาสองคนเอาไว้ยังคงไม่ขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิงเช่นที่เขาคิด แต่คนอ่อนแออย่างรัชวินเนี่ยแหละจะตัดมันด้วยมือของตัวเอง
“คิดว่าผมไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายให้คุณฟัง ถ้าเรื่องมีแค่นี้ล่ะก็ผมขอตัว รายงานของแผนกไอทีผมยังรวบรวมให้คุณไม่เสร็จเลย” ชายหนุ่มผิวขาวจัดตั้งใจหันกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ ทว่าถูกกระชากรั้งไว้ด้วยแรงมหาศาล แรงบีบที่ข้อมือแทบจะทำให้เขาสูดปากร้องหากก็รั้งไว้ทัน
“อย่ามาทำเป็นเดินหนีผม!!”
“เปล่าเลยคุณทัต ผมไม่ใช่คนที่เดินหนี คุณต่างหาก... คุณ...เป็นคนเดินหนีผมไปก่อน คุณ...ที่เป็นคนจบทุกอย่างระหว่างเรา และคุณ...ก็เป็นคนที่ต้องการเริ่มต้นใหม่กับใครสักคนที่เหมาะกับคุณ มากกว่าเลขาที่เป็นผู้ชายด้วยกันอย่างผม” แม้ทุกประโยคจะกรีดรอยแผลที่มีอยู่ให้อ้ากว้างขึ้นไปอีก แต่รัชวินยังคงถือมีดเล่มนั้นและเชือดมันลงบนร่างของตนเองอย่างเยือกเย็น เพื่อประโยชน์ต่อตัวเขาเองและคนที่เขาเคยรักหมดหัวใจ
“สิ่งที่คุณทำอยู่ตอนนี้ ไม่ต่างอะไรกับเด็กหวงของเล่น ผมก็แค่ของเล่นที่คุณทิ้งไปแล้ว แต่เมื่อมีคนอื่นนำมันไปเล่นต่อ คุณกลับต้องการเอาคืนเพื่อให้มันมาพังคามือคุณดีกว่าคามือคนอื่นงั้นเหรอ?”
เมื่ออติทัตยังคงนิ่งและอับจนต่อคำตอบ รัชวินจึงเป็นฝ่ายหาคำตอบให้ชายหนุ่มเสียเอง
“ถ้าคำตอบมันยากขนาดนั้นก็อย่าไปคิดเลยดีกว่าครับ สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราสองคนคือปล่อยอดีตไปเสีย อยู่กับปัจจุบันและทำเพื่ออนาคตที่มีค่าดีกว่าจะมาจมอยู่กับอดีตที่มีแต่จะทำให้เจ็บปวดกับเราทั้งคู่ อย่าทำให้ผมมองหน้าคุณรดาไม่ติดดีกว่าครับ เธอเป็นคนดีไม่ใช่เหรอ คนดีๆ อย่างนั้นไม่ควรถูกตอบแทบด้วยการทรยศหักหลังจากคนที่เธอไว้ใจมอบชีวิตให้ดูแล”
ชายหนุ่มแกะมือหนาออกช้าๆ ใช้ความเย็นเข้าดับความร้อนรุ่มในจิตใจของอีกฝ่ายที่เริ่มสงสัยลังเลต่อการตัดสินใจของตนเอง
“เรายังเป็นเพื่อน เป็นเจ้านายกับลูกน้องที่ดีต่อกันได้ ผมไม่คิดจะทิ้งคุณไปไหน จะคอยอยู่เป็นเพื่อนคุณตรงนี้ไม่เปลี่ยนแปลง ผมอาจอ่อนแอจนน่ารำคาญ แต่เชื่อผมเถอะ สักวันผมจะเข้มแข็งและผ่านทุกอย่างไปด้วยดี คุณเองก็ต้องเข้มแข็งเพื่อคนในอนาคตของคุณเหมือนกัน”
อติทัตมองในตาโศกคู่ที่เขาคุ้นเคย มารู้ค่ายามเมื่อทุกอย่างสายเกินแก้ ชายหนุ่มอยากหัวเราะให้กับความโง่เขลาของตนเอง เขาเกือบทำสิ่งเลวร้ายด้วยการทำลายรัชวินเป็นครั้งที่สอง และทำร้ายจิตใจหญิงสาวที่เขาคิดจะดูแลเธอไปตลอดชีวิตด้วยความคิดชั่วแล่นเท่านั้นเอง
“ผมขอโทษ และขอบคุณมากที่เตือนสติผม ขอบคุณจริงๆ วิน”
รัชวินไม่ขัดขืนเมื่ออดีตคนรักดึงเขาเข้าไปกอด อติทัตจัดการกับความคิดของตนเองแล้ว ...ตัวเขาเองล่ะจะทำอย่างไร? ถึงจะพยายามแล้ว แต่ก็ยังตัดใจก็ยังไม่เด็ดขาดสักที จะต้องทำอย่างไร?
“...วิน พี่วิน!!”
“ห... หือ?”
รัชวินสะดุ้งเฮือกเมื่อตะวันจับบ่าเขาเขย่าไม่เบานัก “เรียกพี่ดีๆ ก็ได้ ตะโกนทำไมตกใจหมด” ชายหนุ่มแสร้งรับขวดน้ำเปล่าที่อีกฝ่ายไปหาซื้อมาให้ดื่มเหมือนกระหายเสียเต็มประดา
ตะวันมองออกว่าเป้าหมายของหัวใจเขาเศร้าซึมมาตั้งแต่ตอนเจอกันหลังเลิกงาน กระทั่งเขาบังคับมาหาของกินที่ถนนข้าวสารเพื่อหวังให้แสงสีปลุกความรื่นเริงแก่รัชวินบ้าง แต่มันก็ยังไม่ได้ผลอยู่ดี เขาจึงพาอีกฝ่ายมานั่งในสวนสาธารณะตรงป้อมพระสุเมรุที่ค่อนข้างสงบและสวยงามแทน แต่ชายหนุ่มก็ยังคงจมจ่อมอยู่กับตัวเอง มองพระจันทร์ดวงโตเหนือแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเลื่อนลอยราวกับจะเลือนลับไปกับพระจันทร์เมื่อมันตกน้ำ ซึ่งเขายอมไม่ได้!!
มือกร้านจากการกระแทกลูกบาสมาเกือบตลอดชีวิตการเป็นนักเรียนนักศึกษากอบกุมและโอบประคองมือที่เย็นชืดจนมันเริ่มอุ่นขึ้นเล็กน้อย
รัชวินตกใจไม่น้อยที่จู่ๆ ขวดน้ำที่เขาเอามาดื่มบังหน้าถูกคว้าออกไปและแทนที่ด้วยมืออุ่นร้อนของคนอ่อนวัยกว่า ชายหนุ่มไม่กล้ากระชากมือออกจึงปล่อยให้ถูกลูบคลำอยู่แบบนั้น และเมื่อมือของเขาอุ่นขึ้นก็เหมือนกับความอบอุ่นนั้นดึงสติกลับมาด้วย
สติที่ทำให้ดวงตาเขาเปิดกว้าง ...จนสามารถเห็นความหวังดีที่มักถ่ายทอดให้เขาเสมอ ความหวังดีที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้รับจากคนเพิ่งรู้จักกันเพียงไม่นาน และรับรู้แล้วว่าภายใต้ความหวังดีนั้นมีอีกความรู้สึกหนึ่งส่งผ่านมาด้วย
“วันชอบพี่เหรอ?”
คราวนี้เป็นตะวันที่ต้องสะดุ้งบ้าง ก็จู่ๆ คนนั่งเงียบดันทะลุกลางปล้องขึ้นมากระแทกใจเขาขนาดนั้นจะไม่ให้ผวาอย่างไรไหว
“ผมก็ไม่ได้เกลียดพี่ซะหน่อย”
“แต่ก็ไม่ได้ชอบพี่สินะ” รัชวินชักมือออกจากการจับกุมก่อนหันหลังให้อีกฝ่ายจนตะวันโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
“ไม่ใช่อย่างน้านนน พี่วินอย่างอนดิ ว๊า ทำอย่างนี้ผมก็ไม่มีทางเลือกอ่ะสิ” ฝ่ามือหนาขยี้ผมตัวเองอย่างอับจนหนทาง ตะวันหมุนไปหมุนมาเพราะไม่รู้จะเริ่มต้นพูดอย่างไร กว่าจะตัดสินใจพูดได้ก็ปล่อยเวลาเลยผ่านจนพระจันทร์ดวงโตลอยมาอยู่เกือบตรงศีรษะ ผู้คนร้างราไปจากบริเวณนั้นแทบไม่เหลือ
“คืองี้นะ จริงๆ ผมก็แอบชอบพี่นั่นแหละ ตั้งแต่แรกแล้ว แต่ผมคิดว่าให้พี่ค่อยๆ รู้จักผมดีกว่าที่จะพรวดพราดเข้าไปขอพี่เป็นแฟน แต่ผมก็รู้อีกว่าพี่วินชอบคุณอติทัตเลยขอดูแลพี่อยู่เงียบๆ น่าจะดีที่สุด แต่ก็นะ...ผมไม่ใช่คนนิสัยรอคอยโชคชะตา อะไรที่ผมอยากได้ อยากมี หรืออยากเป็น ผมจะพยายามทำมันด้วยตัวผมเอง ผมถึงได้พยายามใกล้ชิดเพื่อให้เรารู้จักกัน แล้วก็หาวิธีชนะใจพี่แบบเนียนๆ น่ะ”
ตะวันจ้องมองไปยังดวงจันทร์แสงนวลตาก่อนจะเรียงร้อยความคิดแล้วพูดมันออกมา เด็กหนุ่มแอบขอพรจากพระจันทร์ ให้ช่วยดลจิตดลใจคนข้างๆ ให้หันมามองตัวเขาบ้าง แม้จะดูไร้สาระแต่เขาก็ชอบเพลงจันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้าที่แม่คอยร้องกล่อมเขาฟังตั้งแต่เด็กเสมอมา
ขณะที่เด็กหนุ่มยังเพลิดเพลินกับแสงนวลบนเบื้องนภา รัชวินอาศัยโอกาสนั้นพินิจเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรก รูปกายภายนอกที่ไม่ว่าจะดูดีแค่ไหนก็เทียบไม่ได้เลยกับความอบอุ่นที่ตะวันดวงนี้พยายามส่งมอบมาให้เขาโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวเช่นกัน
การเลิกร้างกับอติทัตควรเป็นสิ่งเจ็บปวดเสียใจที่สุดในชีวิตแต่เขากลับยืนหยัดขึ้นมาได้ด้วยเวลาอันรวดเร็วไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่ตะวันหรอกหรือที่คอยป้วนเปี้ยนกวนใจจนเขาไม่มีเวลาคิดฟุ้งซ่านในเรื่องนั้น กระทั่งแทบจะลืมเลือนในบางครั้งด้วยซ้ำไป
เด็กหนุ่มร่างสูงผินกลับมามองคนที่นั่งจ้องเขาอยู่นานก่อนจะคุกเข่าลงคว้ามือขาวจัดมาบีบกระชับไว้ “บังคับให้ผมสารภาพซะขนาดนี้ พี่จะรับผิดชอบผมไหม?”
รัชวินแทบจะหลุดขำพรืด เพราะเขากำลังคิดว่าตะวันกำลังจะขอความรักจากเขาเสียอีก แต่ดันกลายเป็นเรียกร้องหาความรับผิดชอบซะอย่างนั้น!!
“เด็กบ๊องเอ๊ย รอเราโตกว่านี้ก่อนแล้วค่อยมาพูดกัน” รัชวินทิ้งท้ายไว้ด้วยรอยยิ้ม นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีคนมาขอความรักจากเขาใต้แสงจันทร์ ช่างโรแมนติกดีแท้ แต่ไหงมันน่าขำขนาดนี้ก็ไม่รู้สิ ชายหนุ่มปล่อยให้มือข้างที่เย็นชืดของตนเองถูกเกาะกุมไว้แบบนั้นเพราะมันทำให้เขารู้สึกอบอุ่นดี ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เขาจะเปิดใจยอมรับความรู้สึกของตะวัน แต่รัชวินรู้ว่าเขาจะเริ่มต้นความรักใหม่ได้อย่างสวยงามกว่าเดิมแน่นอน
‘พระจันทร์ครับ ท่านช่วยอวยพรให้ผมด้วยนะครับ’
ความผิดหวังไม่ใช่สิ่งสุดท้ายในชีวิต คนเราล้มแล้วก็สามารถลุกขึ้นมาเดินได้ด้วยกันทั้งนั้นแม้ว่าจะใช้เวลาต่างกันไปก็ตาม บางคนอาจโชคดีมีคนช่วยค้ำจุนเช่นเขา แต่บางคนกลับไม่มีใครเลย แต่ใครล่ะที่จะรักเราเท่ากับตัวเราเอง หากไม่อาจลุกขึ้นได้ด้วยขาของตนเองก็จงไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยว จนกว่าจะยืนเองได้อย่างเต็มภาคภูมิอีกครั้ง

edit @ 14 Mar 2012 22:46:12 by DaftDee
