Fictions

[Fic Naruto] Confront and Broken Relations (end)

posted on 20 Aug 2006 15:06 by deej  in Fictions

Title: Confront and Broken Relations(เผชิญหน้า กับ สัมพันธ์ที่ถูกตัด)
Author:
D จัง
Category:
Horror หุหุไม่โรแมนติกแน่นอน
Pairing:
Sasuke/Naruto
Rating:
NC-17 ไม่ก็ 18
Spoilers:
Boom No.27 นิดหน่อย
Disclaimer:
ฟิคเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อสนองจิ้นส่วนตัว เนื้อเรื่องและตัวละครมาจากการ์ตูนเรื่องนินจาคาถาฯ อันเป็นสมบัติของจัมป์ และสำนักพิมพ์เนชั่นแล้วก็คนแต่งมะใช่ของข้าเจ้าแต่อย่างใด
Summary:
การที่ต้องเผชิญหน้ากัน ความหวาดหวั่นย่อมเกิดขึ้น ช่วงเวลาที่ห่างหายไปทำให้ใครอีกคนเปลี่ยนแปลงไป จะทำอย่างไร..หากความสัมพันธ์แสนล้ำค่ากำลังจะถูกบดขยี้
Author notes:

พออ่านบูมเล่ม 27 แล้วเกิดอาการจิ้นอย่างรุนแรงค่ะ ตอนแรกก็แค่จิ้นในใจอ่ะนะ แต่พอทำไปทำมาเกิดอาการอยากแต่งฟิคได้ไงไม่รุ ผ่านไปตั้งอาทิตย์นึงถึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่าโรคจิ้นกำเริบจนอาการหนักหนาสาหัสมาก ต้องกลับไปร้านเช่าการ์ตูนอีกครั้ง..และเนื่องจากที่บ้านไม่มีเครื่องสแกนค่ะ ก็เลยพกกล้องไปถ่ายรูปมาประกอบฟิคซะเลย 55อายน้องที่อยู่ในร้านมากเลย แต่เพื่อฟิคแล้วแค่นี้ยอม(ด้าน)ค่ะ เนื้อเรื่องอาจผิดเพี้ยนจากเรื่องจริงไปบ้างเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินของเนื้อเรื่องนี้นะคะ เพราะงั้นอย่าไปคำนึงถึงเรื่องจริงที่อ่านจากบูมเป็นอันขาด และคำบางคำที่ใช้ได้อิงจากบูมค่ะ หากมันจะผิดจากหลักภาษาไปบ้างต้องขออภัยด้วยนะ เพื่ออรรถรสค่ะ^_^

เมื่อการเผชิญหน้าที่เฝ้ารอคอยมานานกว่าสองปีครึ่งมาถึง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมิใช่ความยินดี.. ณ สถานที่แห่งเดียวกันหากแต่อยู่คนละระดับของสายตาไม่น่าเชื่อว่าจะให้ความรู้สึกที่กดดันถึงเพียงนี้ บนเนินผาสูงปรากฏร่างของผู้ที่ห่างหาย.. สายตามคมเฉียบมองลงมาด้วยความหมางเมินและเย็นชาอย่างหาที่เปรียบมิได้ --สองปี สองปีแห่งการเฝ้าค้นหาติดตามด้วยความหวัง จนเมื่อพบเจอกัน..ไยต่างกันถึงเพียงนี้ ต่างจากแต่ก่อนโดยสิ้นเชิง ใบหน้าขาวเรียบนิ่งไร้ความรู้สึกยังคงจ้องมองผู้มาใหม่ทั้งสี่คนโดยปราศจากคำพูด

"ซา..สึเกะ" เสียงครวญเพรียกชื่อผู้ที่อยู่ในห้วงคำนึงเสมอมาอย่างเผลอไผล

"นารุโตะ.. นี่นายก็มาด้วยรึ"

"ชั้นมาพานายกลับ ..กลับไปหมู่บ้านด้วยกันเถอะนะ" แม้ผู้พูดจะพูดไปเช่นนั้น ทว่า..ไม่มีความมั่นใจในคำพูดของตัวเองเสียเลย

"กลับไปซะ ตอนนี้นายสู้ชั้นไม่ได้หรอก" คำตัดรอนเย็นชาเฉกเดียวกับใบหน้าเรียบนิ่งนั้นยังความปวดใจมาสู่บุคคลที่อยู่เบื้องล่างถึงสองคน หนึ่งคือเด็กสาวที่มอบรักให้สุดหัวใจ กับอีกหนึ่ง..อดีตเพื่อนที่ห่วงหาสุดจะทน..ดวงตาสีทองฉายแววปวดร้าววูบหนึ่งก่อนจางหายไปราวไม่เคยเกิดขึ้น

"ชั้นตัดความผูกพันที่พวกนายว่าไปหมดแล้ว"

"ทำไมตอนนั้นนายไม่ฆ่าชั้นซะ?!! แล้วยังคิดจะตัดความผูกพันที่ว่าอีกรึ ซาสึเกะ!!" ความไม่แน่ใจพร่างพรูออกมาพร้อมคำพูดที่กักเก็บมานาน

"เหตุผลมันก็ง่ายๆ ใช่ว่าชั้นจะตัดความผูกพันกับนายไม่ได้...เพียงแต่..มันก็แค่ความลังเล..." เจ้าของเนตรวงแหวนยังคงสงบนิ่งเหมือนเดิมราวเรื่องที่เอ่ยนั้นไม่ใช่เรื่องของตนเองแม้แต่น้อย

พลันร่างที่ยืนตระหง่านบนเนินผาหายวับ เพียงกะพริบตาครั้งเดียว..ซาสึเกะก็มาประชิดตัวนารุโตะเสียแล้ว ลำแขนที่พาดผ่านบ่าของอีกฝ่ายขณะที่ตัวเองกำลังยืนสบายๆ หากอีกร่างเกร็งแข็ง...ตกตะลึงในความรวดเร็วอันเหลือเชื่อนั้น ดูราวกับตอกย้ำ.. ย้ำให้ชัดถึงความแตกต่างของพลัง

รวดเร็ว!! ทุกคนประจักษ์แล้ว เด็กหนุ่มคนนี้เป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวหากจะปะทะกันในตอนนี้

"นายฝันอยากเป็นโฮคาเงะไม่ใช่รึ ว่างนักรึไง..ถึงได้มาไล่ตามชั้นอยู่แบบนี้ ไปฝึกวิชาไม่ดีกว่ารึ หือ..นารุโตะ"

"ไม่งั้นคราวนี้.. นายจะตายเพราะความลังเลของชั้นก็ได้นะ"

"ถ้าแค่เพื่อนคนเดียวยังช่วยไม่ได้ แล้วจะเอาหน้าที่ไหนไปเป็นโฮคาเงะ" ดวงตาสีทองส่องประกายกล้าอย่างมุ่งมั่น เพื่อน..คนแรกที่ยอมรับในตัวเขา จะไม่ปล่อยไปเป็นอันขาด..ไม่มีวัน "ใช่มั๊ยล่ะ.. ซาสึเกะ"

มุมปากผู้เป็นเจ้าของเนตรวงแหวนกระตุกบางจนไม่มีใครสังเกตเห็น ใบหน้าขาวผินไปมองอีกฝ่ายอย่างเต็มตา

ในระยะชิดใกล้ นารุโตะสบกับนัยน์ตาสีดำอันลึกล้ำไร้ก้นบึ้งนั้นแน่วนิ่ง

พลันเหมือนถูงดูดดึงด้วยอำนาจบางอย่าง นัยน์ตาของเด็กหนุ่มเริ่มพร่ามัวแล้วมืดดับ..ทิวทัศน์รอบด้านเริ่มบิดเบี้ยวและเปลี่ยนแปลง

จ๋อม!

เสียงน้ำหยดก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงัน รอบด้านมืดสนิท พื้นดินที่เคยแห้งสนิทบัดนี้กลับกลายเป็นพื้นเรียบเจิ่งนองไปด้วยน้ำ สิ่งที่สะท้อนให้ดวงตาสีทองได้เห็นคือร่างกายตัวเองเท่านั้น กลิ่นคาวแปลกๆคละคลุ้งแทบอาเจียน.. ขาเพรียวเริ่มก้าวเดินอย่างงุนงงนึกแปลกใจกับสภาพที่เกิดขึ้น..มือทั้งสองข้างควานออกไปเบื้องหน้าไร้จุดหมาย

"บ้าเอ๊ย! ที่ไหนกันวะ... ซากุระจัง!! ซาอิ!! อยู่ไหนกันน่ะได้ยินชั้นมั้ย?!!"

"ซากุระจัง!?!"

"ซาอิ!?!"

"หัวหน้ายามาโตะ!?!"

เสียงตะโกนดูจะก้องสะท้อนไปมาราวอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม แม้จะตะโกนออกไปดังแค่ไหนก็ไม่มีแม้เสียงขยับตัวตอบกลับมา

"ซ..ซา สึเกะ" เสียงเพรียกนามผู้ที่ไม่ควรเอ่ยในยามนี้ดังแผ่ว เด็กหนุ่มคิดว่าก็คงไม่มีเสียงตอบกลับมาเหมือนในคราแรกน่ะแหละ

ทว่า...

"ยอมเรียกหาชั้นแล้วเหรอ" เจ้าของนามกระซิบอยู่ริมหูอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว นารุโตะดีดตัวหนีด้วยสัญชาติญาณ มือทั้งสองข้างประสานอินอยู่เบื้องหน้าเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ น่าสังสัยว่าในความมืดมิดนั้น ตัวซาสึเกะอยู่ไหนตั้งแต่แรก และถึงแม้จะมืดสนิทเพียงใด..ตัวเขากับร่างตรงหน้ากลับกระจ่างชัดส่องสว่าง

"ที่นี่ที่ไหน คนอื่นๆล่ะ"

"ที่นี่มีนายกับชั้นแค่สองคน ถ้านายไม่ชนะชั้น ..ก็ออกไปจากที่นี่ไม่ได้"

ขาดคำท้าทายเรียบๆนั้นนารุโตะก็ลงมือทันที "คาถาแยกเงาพันร่าง!!"

หาก...ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เด็กหนุ่มตะลึงค้าง..คาถาของเขาไม่ได้ผล!! ทั้งๆที่เขาก็รู้สึกถึงจักระในร่างตัวเองเนี่ยนะ!! เกิดอะไรขึ้นกัน?? นารุโตะประสานอินอีกหลายครั้ง ก็ยังคงเหมือนเดิม ทุกคาถาล้วนไร้ผล

ขณะร่างสถิตของจิ้งจอกเก้าหางกำลังง่วนอยู่กับการเปลี่ยนประสานอินไปเรื่อยๆ ซาสึเกะกลับก้าวเข้าหาอย่างเยือกเย็นและเงียบเชียบ และไม่ทันรู้ตัวมือที่ประสานอินอยู่นั้นถูกรวบแล้วจับกระชากแยกจากกันทันที

นารุโตะเกร็งแขนต่อต้านแรงมหาศาลนั้นสุดกำลัง เรียวแขนสั่นระลิก..ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แขนเขาก็ยิ่งอ่อนล้าหมดแรง เด็กหนุ่มตัดสินใจตวัดขาขึ้นเตะ ทว่า..เท้าของอีกฝ่ายก็ถูกยกขึ้นมาสกัดได้อย่างแม่นยำพร้อมทั้งเตะตัดไปที่ข้อพับของอีกฝ่ายจนนารุโตะล้มหงายหลัง

ยิ่งสัมผัสใกล้พื้นมากเท่าไหร่กลิ่นคาวชวนอ้วกก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น นารุโตะยกมือที่สัมผัสถูกของเหลวข้นบนพื้นขึ้นดู นัยน์ตาสีทองเบิกกว้างก่อนหันไปจ้องร่างที่ยืนค้ำตระหง่านเหนือร่างอย่างไม่อยากเชื่อ

ในที่สุดก็รู้ว่ากลิ่นไม่พึงปรารถนาคือกลิ่นของ...เลือด!! เลือดจำนวนมากเจิ่งนองไปทั่ว กี่ชีวิตกันที่ต้องหลั่งเลือดมากมายขนาดนี้

"สีแดง...สวยไหมล่ะ นารุโตะ" เพียงลมหายใจสะดุด..ซาสึเกะก็คร่อมร่างผู้ที่ล้มอยู่ก่อนแล้ว ..ใบหน้าเย็นชาห่างเพียงคืบยักยิ้มเล็กน้อย ยิ้ม..ที่ไปไม่ถึงดวงตา

ขณะจ้องสบนัยน์ตาสีดำไร้ก้นบึ้งอยู่นั้น ร่างเบื้องล่างพลันรู้สึกเหมือนขยับตัวไม่ได้ ค้างนิ่งอยู่ท่าไหนท่านั้น

ฝ่ามือเรียวขาว..เปื้อนเลือด ยกขึ้นไล้ริมฝีปากสั่นระริก..จนย้อมกลายเป็นสีแดง ของเหลวผ่านล่วงเข้ามาสัมผัสกับปลายลิ้น..รสชาติแปร่งปร่าน่าคลื่นไส้ ซาสึเกะดันแผ่นอกอีกฝ่ายลงติดพื้นก่อนใบหน้าขาวจะค่อยเคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยและบดขยี้ริมฝีปากนั้นราวหิวกระหาย...

"อึ๊!!" เสียงครางอย่างตกใจดังแผ่วอยู่ในลำคอ นารุโตะอยากเบือนหน้าหนี..หากทำไม่ได้ ร่างเขา..ควบคุมไม่ได้

"ชั้นต้องทำยังไง นายถึงจะไปให้พ้นๆซะที ฮึ?"

ซาสึเกะหยิบมีดสั้นของนารุโตะออกมา ก่อนตวัดมืออย่างรวดเร็ว..เพียงพริบตาเดียวเท่านั้น เศษผ้าที่ครั้งหนึ่งเป็นอาภรณ์ห่อหุ้มกายก็กระจัดกระจายออกไป เรือนร่างสีน้ำผึ้งเผยให้เห็นเบื้องหน้าทันที

ร่างสูงไล้ฝ่ามือแดงฉานไปตามผิวเนื้อเรียบลื่นมือ.. --ร่างกายที่ไม่เคยปรากฏร่องรอยบาดแผลใดใด-- ทิ้งรอยเลือดเป็นทาง "สวยจริงๆ.. รู้ไหม..ตอนนี้เส้นทางของพวกเราตัดขาดจากกันแล้ว นายจะยังไล่ตามชั้นอีกทำไม..รู้บ้างไหมว่ามือคู่นี้เคยเกือบฆ่านายมาแล้วนะ" ยิ่งพินิจเรือนร่างสีน้ำผึ้งสว่างตัดกับสีแดงอย่างงดงาม..ก็ยิ่งกระตุ้นความรู้สึกดำมืดให้ขยายวงกว้างออกไปไม่รู้จบ

"หึ ทำตาขวางเชียวนะ ..แล้วนายจะได้รู้ ว่าชั้นเปลี่ยนไปมากแค่ไหน"

ไม่ใช่แค่พลังที่เปลี่ยนแปลง

ไม่ใช่แค่ร่างกายที่เปลี่ยนแปลง

หาก...หัวใจดวงเดิมเปลี่ยนไปแล้ว ตลอดกาล...

...ทั้งที่อากาศในนั้นเย็นจนชื้น ทว่า..ความกดดันที่ส่งผ่านมากับสายตาเย็นเยียบกลับทำให้เหงื่อกาฬไหลซึม

"นายทำบ้าอะไร เอามือออกไปนะ!!" ร่างเปลือยเปล่าตวาดเสียงเขียวทันทีที่มือบนหน้าท้องเคลื่อนคล้อยลงต่ำ พลันร่างไร้อิสระสะดุ้งเฮือก มืออันแสนเย็นเฉียบกอบกุมศูนย์รวมของร่างกายก่อนเลื่อนไล้แผ่วเบาเรียกอาการขนลุกชันจากร่างข้างใต้

"อะ.. งือ.. เอา..ออกไปนะ" ดวงตาสีทองแรกเมื่อสบกับเนตรวงแหวนยังกร้าวแกร่ง มาบัดนี้กลับดูเลื่อนลอยไร้การควบคุม อุณหภูมิในร่างเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆต่างจากมือที่สัมผัสแก่นกายอย่างเร่งเร้านั้นโดยสิ้นเชิง

ซาสึเกะยังคงจ้องมองใบหน้าที่บิดเบี้ยวจากอารมณ์ด้วยความหยามหยัน ก่อนก้มลงมอบจุมพิตอุกอาจ..ลิ้นนุ่มเปรียบประดุจงูร้าย ควานลึก กว้านล้วง ไล่ต้อนรวดเร็วจนอีกฝ่ายจนมุม..ในที่สุดนารุโตะก็ต้องตอบสนองตามอารมณ์ที่โหมกระพือหนักขึ้นทุกที

เด็กหนุ่มผวาสูดลมหายใจเข้าลึกเมื่อจุมพิตดุเดือดยาวนานผละออก...อากาศในปอดเหมือนถูกสูบออกไปเกือบหมด อุณหภูมิในร่างเหมือนพุ่งไปรวมกันที่ใบหน้า ดวงตาสีทองปรือปรอยฉ่ำหวาน

"บ้าเอ๊ย.. ฮึ้ย!!" นารุโตะพยายามขยับแขนเพื่อหวังเหวี่ยงหมัดเข้าใบหน้าขาวที่ลอยอยู่เบื้องหน้า..นัยน์ตาคู่นั้นหยามหยันจนทนไม่ได้ แต่...แค่จะขยับนิ้วยังทำไม่ได้เลย

"คิดจะทำอะไร หือ...นารุโตะ จะชนะชั้นงั้นเหรอ แค่กระดิกนิ้วนายยังทำไม่ได้ สำนึกไว้เถอะนายมันอ่อนแอ" ฝ่ามือเย็นเฉียบเริ่มรูดรั้งแผ่วเบาอีกครั้งก่อนจะหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ซาสึเกะมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของอดีตเพื่อนอย่างนึกขัน ...มีอารมณ์ถึงขนาดนั้นแต่นารุโตะกลับพยายามกลั้นเสียงครางอย่างสุดกำลัง เด็กหนุ่มกัดฟันแน่นสะกดเสียงอันไม่พึงประสงค์เต็มที่ ทว่า...

"อ.. อือออ" เมื่อถึงที่สุดของฟากฝั่งอารมณ์ ปากที่เคยปิดสนิทกลับเผยอครางเครือและหอบเหนื่อยรุนแรง น้ำรักขุ่นขาวทะลักออกมาเต็มมือปนเปื้อนกับสีแดงของเลือด

นารุโตะได้แต่นึกสังเวชตัวเองในใจ นี่เขาอ่อนแอ..โดนเหยีบย่ำได้เพียงนี้เชียวหรือ.. ต่อต้านอะไรไม่ได้เลย ไม่ได้แม้แต่น้อย...

"เฮือก?!!"

ซาสึเกะแยกเรียวขาอ่อนแรงออกกว้างก่อนส่งนิ้วเรียวสวยที่ปรนเปรอพิษพิศวาสให้เมื่อครู่จมดิ่งสู่ช่องทางเบื้องหลังอย่างรวดเร็ว

"ฮะ!! อ...เอาออกไป ซา..สึเกะ เอาออกไป..."

สิ่งแปลกปลอมเริ่มขยับเขยื้อนเพียงครู่แล้วถอนออกมา ซาสึเกะมองผลงานตัวเองอย่างสะใจ ร่างสีน้ำผึ้งบัดนี้แดงเรื่อไปทั้งร่าง..จากทั้งอุณหภูมิที่พุ่งสูง..และจากเลือดแดงฉานเจิ่งนองทั่วพื้น เด็กหนุ่มพลิกกายอ่อนระทวยคว่ำหน้าก่อนปลดอาภรณ์ตัวเองอย่างใจเย็น ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไรทั้งสิ้น...ไม่มีใครหนีออกไปจากที่นี่ได้ถ้าเขาไม่ต้องการ ตอนนี้นารุโตะก็เป็นแค่ของเล่นที่เขาจะทำยังไงก็ได้

ใช่..ยังไงก็ได้ตามใจปรารถนาเลย

ลำแขนแกร่งสอดรอบเอวคอดก่อนยกให้สะโพกตั้งสูงขึ้น... น้ำสีแดงบนพื้นทะลักเข้าปากเข้าจมูกจนนารุโตะสำลัก...แต่อีกคนกลับมองด้วยความขบขันเต็มประดา

จะด้วยความสงสารหรือสมเพช หรือแม้แต่อยากสนุกให้มากขึ้นก็ตามแต่ เพียงปลายนิ้วสัมผัสท้ายทอยก็ทำให้เรี่ยวแรงของอีกฝ่ายกลับมานิดหน่อย..ได้ตามความคิดของตัวเอง!!

เมื่อนารุโตะรับรู้ถึงกำลังกายที่กลับคืน..บ้าง เขารีบหยัดกายให้พ้นภาวะน้ำท่วมปากจมูกทันที "แค่กๆๆ" ทั้งพยายามดึงกายให้พ้นจากการเกาะกุมที่เหนียวแน่น.. หาก..เพียงคลานหนีออกมาได้แค่ครึ่งช่วงแขน ลำแขนแกร่งกลับกระตุกเอวบางกลับมารวดเร็ว

สัมผัสจากบางสิ่งร้อนเร่าจ่ออยู่ช่องทางเบื้องหลัง บางสิ่ง..ที่ใหญ่กว่านิ้วเรียวยาวซึ่งเคยบุกรุกมาแล้วครั้งหนึ่ง นัยน์ตาสีทองเบิกโพลงเมื่อสิ่งนั้นบดเบียดเข้ามาเรื่อยๆ..ก่อนผลักดันเข้าสู่ร่างเบื้องหน้าในรวดเดียว

"อ...." นารุโตะกรีดร้องไร้เสียงอย่างเจ็บปวด..ใบหน้าสะบัดแหงนเงยส่งผ่านความเจ็บปวดออกมาไม่ปิดบัง.. เขาไม่เคยหวั่นกับภาระกิจใดทั้งสิ้น เขา..ผู้ไม่เคยหวั่นต่อความเจ็บปวดใดใด บัดนี้..ร่ำร้องเงียบๆอย่างน่าสงสาร เจ็บร้าวเหมือนร่างถูกฉีกทึ้งด้วยมือของอสูรกาย ความหวาดหวั่นเต้นระริกอยู่ทุกรูขุมขน

"มันยังไม่จบแค่นี้หรอก นายคงไม่คิดว่าชั้นจะหยุดอยู่แค่นี้นะ"

"อย่า..."

"หึหึ ไม่คิดว่าจะได้ยินเสียงแบบนี้จากปากนาย ขอดูหน่อยเถอะ ว่าเสียงของนายจะทำให้ชั้นพอใจได้แค่ไหนกัน"

"ไอ้บ้าเอ๊ยยย เก่งจริงมาสู้กันสิวะ อั่ก!!" ร่างเบื้องหลังกระแทกกายรุนแรงเข้าไปหนึ่งครั้งจนทำให้คนปากดีจุกจนพูดไม่ออก

"ปากเก่งจริงนะ แค่จะทำให้หลุดจากสภาพนี้ยังไม่มีปัญญา ริจะท้าดวลกับชั้นเหรอ..ยังเร็วเกินไป"

ร่างค้างนิ่งเบื้องหลังเริ่มขยับกาย ความฝืดเฝือนกับสิ่งที่เสียดสีกับช่องทางคับแน่นนั้นเรียกความเจ็บปวดมาสู่ผู้ถูกกระทำอย่างไร้ปรานี แม้จะเจ็บแทบตาย..หากเด็กหนุ่มกัดฟันแน่น ศักดิ์ศรีที่พอมีตอนนี้คือต่อต้าน ไม่ยอมแพ้ให้สิ่งที่อีกคนอยากได้ได้สมปรารถนา

อยากได้ยินเสียงชั้นเรอะ..ไม่มีทางซะละ แค่นี้เท่านั้น ขอแค่ศักดิ์ศรีเล็กๆที่ยังพอเหลืออยู่นี่เท่านั้น เขาจะปกป้องมันจนวินาทีสุดท้าย

แรงกระแทกกระทั้นโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ความเจ็บปวดก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ยิ่งการสอดแทรกดำเนินไปนานเท่าไหร่..นารุโตะก็ยิ่งทรมานมากขึ้นเท่านั้น รุนแรง..จนช่องทางบอบบางฉีกขาด หยาดเลือดไหลเรื่อยลงมาตามเรียวขาสีน้ำผึ้ง แล้วสักพักบางสิ่งอุ่นร้อนก็ทะลักตามออกมา

"อืมม..." เสียงครางต่ำลึกดังค่อยอยู่เบื้องหลัง หลังปลดปล่อยอารมณ์ดิบเป็นรอบแรก "หึหึ นับว่านายยังเก่งนะ ไม่ร้องสักแอะ" ซาสึเกะผลักร่างเบื้องหน้าออกไปจนใบหน้าของร่างนั้นไถครูดไปกับพื้น..ร่าง..ไถลไปไกลจากจุดเดิม ลำแขนอ่อนแรงนั้นไม่ช่วยให้แรงกระแทกลดลงเลย

"แค่กๆ" เขาสำลักเลือดเจิ่งนองนั่นอีกครั้งแล้ว กลิ่นคาวนี้ทำอย่างไรก็ไม่ยอมชินกับมันแม้แต่น้อย แม้จะใช้มือยันกายให้หยัดลุก ทว่า..เรียวขากลับสั่นระริกจากความเจ็บปวดจนทำให้ยืนไม่ขึ้นสักที

สำนึกตอนนี้มีเพียงคำว่า ต้องหนี ต้องหนีไปให้พ้นจากที่นี่ หนีให้พ้นจากสภาพนี้ในตอนที่มีโอกาส "ปัดโธ่เว้ย!! ลุกสิวะ เดินสิ!!" เสียงสบถดังเบา แค่เสียงที่พูดอยู่ตอนนี้ก็แหบแห้งไร้เรี่ยวแรง..อย่าว่าแต่เดินเลย แค่จะลุกยืนก็แย่แล้ว

การดิ้นรนของคนที่ตนทำให้ไร้ทางต่อสู้ยังความหฤหรรษ์มาสู่เจ้าของเนตรวงแหวน เรียวปากบางแสยะยิ้มเหี้ยมก่อนย่างเข้าหาคนที่กำลังดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด...แต่ยังไงก็ไปไม่รอด เด็กหนุ่มเดินไปหยุดยืนเบื้องหน้าร่างที่ยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้นและก้มลงมองอย่างหยามหยันก่อนทรุดกายลงนั่งให้ใบหน้าอยู่ระดับเดียวกัน

"ไง..จะไปไหนล่ะ ยังสนุกไม่พอเลย" ด้วยความรวดเร็วมือแกร่งสอดขยุ้มเรือนผมสีทองที่ท้ายทอยก่อนดึงรั้งให้ร่างนั้นลุกยืน สองเท้าก้าวเดิน..พาให้อีกร่างถอยหลังอย่างไม่มีหลัก หากแล้วจู่ๆ แผ่นหลังเปลือยเปล่าสัมผัสวัตถุขรุขระและเย็นเยียบ

ก้อนหิน!?!

ก้อนหินมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน??

ทว่าความสังสัยทั้งมวลต้องหยุดชะงัก เมื่อร่างสูงกว่ารั้งกลุ่มผมที่ท้ายทอยอีกครั้งพาให้ใบหน้าแหงนเงยขึ้น

"ดูนายจะแปลกใจนะ น่าจะรู้ได้แล้วนี่ว่าที่นี่ชั้นควบคุม ก็บอกแล้วว่าถ้าไม่ชนะ.. นายก็ไปจากที่นี่ไม่ได้"

นารุโตะเม้มริมฝีปากแน่น สมองตื้อตัน..ไม่ว่าจะคิดหาทางรอดยังไงก็คิดไม่ออก โดยเฉพาะเรื่องกำลังของร่างกายของเขานี่ละที่เป็นปัญหาใหญ่ จะทำอะไรได้ถ้ายังไร้เรี่ยวแรงอยู่อย่างนี้ อย่าว่าแต่ตอนนี้เลย.. ขนาดเวลาปกติเขาเองยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะสู้ซาสึเกะได้

เด็กหนุ่มเกร็งเยือกเมื่อเรียวปากได้รูปประทับแนบแน่นลงมา..บดขยี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างหิวกระหาย ไม่ว่าจะเปลี่ยนมุมแค่ไหนก็ดูจะไม่เพียงพอ ร่างกายอุ่นร้อนบดเบียดร่างบางเข้ามาเรื่อยๆจนแผ่นหลังกดทับกับหินก้อนใหญ่เบื้องหลัง มือเรียวบดขยี้แผ่นอกนวลมือก่อนกดเน้นย้ำลงไปจนอีกฝ่ายครางฮือ ...เรียวลิ้นแทรกผ่านกำแพงแนวฟันเข้ามากวาดไปทั่วโพรงปาก สัมผัสกับลิ้นที่พยายามหดหนีสุดกำลัง

ทว่า..เมื่อยิ่งถูกดึงดันเท่าไหร่ลิ้นที่หดหนีก็ยิ่งเริ่มตอบรับมากขึ้น

..มากขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่ง...พัวพันนัวเนียอย่างขาดสติ มัวเมาอยู่กับรสจุมพิตเร่าร้อน เกือบ..ลืมเลือนไปว่า ความตั้งใจแท้จริงคือหนีจากสถานการณ์เหล่านี้ มารู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อเรียวขาถูกลำแขนแกร่งสอดเข้าไปใต้ขาพับก่อนยกขึ้นสูง

"อื้อ อื้อ อ.." และเหมือนจะรู้ชะตากรรมว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นต่อนับจากนี้ นารุโตะพยายามร้องประท้วงและเบี่ยงใบหน้าหนี ซึ่งก็ดังอยู่แค่ในลำคอแถมยังไม่สามารถหลุดพ้นจากริมฝีปากดุเดือดที่กำลังปล้นชิงอิสรภาพของเขาในขณะนี้ด้วย ฝ่ามืออ่อนแรงที่เคยจับยึดลำแขนแกร่งบัดนี้ทั้งป่ายปัดทั้งผลักไสร่างเบื้องหน้าออกไป...แม้จะไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย ก็ยังดิ้นรนไม่ลดละ

สุดท้ายก็อย่างที่คิด สิ่งที่รุ่มร้อนของซาสึเกะแทรกเข้ามาจนร่างรองรับนั้นสะดุ้งเยือก ความเจ็บแล่นปราดสู่ช่องทางเบื้องหลัง เลือด..ที่คิดว่าหยุดไหลไปแล้ว ซึมเรื่อยสู่เรียวขาสีน้ำผึ้งอีกครั้ง

เหมือน..น้ำตาที่คิดว่าน่าจะเหือดแห้ง กลับไหลรินในหัวใจดวงนี้...ครั้งแล้วครั้งเล่า

เมื่อใดกัน ที่มันจะจบลงสักที ?..

ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้... ?

..คำว่าเพื่อน ไร้ความหมายสำหรับนายสินะ ซาสึเกะ... ทุกคำถามล้วนยังไร้ซึ่งคำตอบ

เมื่อเรียวปากถูกถอนออกไป นารุโตะสูดอากาศเข้าปอดเหมือนกำลังจะขาดใจถ้าจูบดุเดือดแบบนั้นยังดำเนินต่อไปอีกสักนิด

"อย่า..ทำ..แบบนี้อีกเลย..." น้ำเสียงแผ่วโหยนั้นดูน่าสงสาร แต่ไม่ใช่สำหรับคนที่เป็นผู้ควบคุมเกมในครั้งนี้ ..ถือว่าความอ่อนแอของอีกฝ่ายที่ปรากฏชัดเหมือนเป็นการได้แต้มเพิ่มขึ้น ยัง...แค่นี้เขายังไม่ชนะหรอก มันต้องยิ่งกว่านี้ นัยน์ตาสีนิฬวาววับดั่งผู้ชนะ

".........."

ร่างแกร่งเริ่มเคลื่อนกาย เหมือนคำอ้อนวอนเป็นตัวจุดชนวน...

แรงกระทั้นครั้งแล้วครั้งเล่าพาให้แผ่นหลังเปลือยเปล่ากระแทกเข้ากับโขดหินเบื้องหลังอย่างรุนแรง รอยครูดทั้งหลายพากันปรากฏและเพิ่มพูนความเจ็บปวดให้เด็กหนุ่ม หาก...ร่างบางกัดฟันแน่น อดทน ต่อความเจ็บปวดทั้งปวง เพื่อ...เพื่ออะไรกันล่ะ?? จะทนไปอีกทำไมนะ ไม่เห็นมีเหตุผลเลย

ไม่หรอก..ไม่ใช่ไม่มีเหตุเสียทีเดียว คงเป็นทิฐิมากกว่า ทิฐิกับศักดิ์ศรี..ที่ถูกเหยียบย่ำ

"จะทนอยู่ทำไม..ร้องออกมาสิ" ซาสึเกะหยุดนิ่ง จ้องมองใบหน้าเหยเกสมใจ ฝ่ามือเรียวเลื้อยไปเบื้องหลัง...ก่อนจิกนิ้วกดซ้ำไปที่บาดแผลอาบเลือด!!

"อ๊ากกกกกกก..... แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก" เด็กหนุ่มระบายลมหายใจหนักเพื่อลดทอนความเจ็บปวดนั้น แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยช่วยอะไรได้มากนัก บาดแผลสดๆยังคงเจ็บปวดอย่างไม่ลดละ แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใด การเคลื่อนกายท่ามกลางความเรียบลื่นจากสิ่งที่ปลดปล่อยไว้ทีแรกกำลังสร้างอารมณ์แปลกปลอมให้เกิดขึ้นกับร่างกาย จิตใจ และสมองของเขา ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นกำลังพราก ฉุดกระชากสติที่มีอยู่ให้หลุดลอยออกไปทุกที ในหัวเริ่มเลื่อนลอยเหมือนเมฆหมอกบดบังความนึกคิด ร่างกายของเขากำลังเรียกร้องสัมผัสด้วยการบดเบียดเข้าหาและตอบสนองต่อการเคลื่อนกายเบื้องหน้าอย่างไม่รู้สึกตัว ลำแขนอ่อนแรงเคลื่อนคล้องรอบลำคอแกร่ง

อารมณ์ใคร่และความหวามไหวกำลังมีชัยเหนือความเจ็บปวดทั้งปวง

เมื่อซาสึเกะรับรู้ว่ามีเรียวแขนโอบรอบลำคอของเขาจึงได้หันมาสังเกต สีหน้าที่ไร้การควบคุมกับนัยน์ตาปรือปรอยเชื่อมหวานยิ่งปลุกปั่นความรุนแรงในจิตใจ ถ่ายทอดผ่านสู่แรงกระทั้นที่เพิ่มสูงและเร่งเร้าอันหาใช่เพียงผิวเผิน หากเน้นย้ำในทุกจังหวะการเคลื่อนไหว..ตอกย้ำความแข็งแกร่ง ตอกย้ำถึงชัยชนะในกำมือ

ฝ่ามือเรียวเย็นเฉียบกอบคุมความแข็งขึงที่เรียกร้องการแตะต้อง ขยับไหวพาขีดอารมณ์ร่างสีน้ำผึ้งพุ่งสูง อุณหภูมิของสองร่างร้อนรุ่มดุจเปลวเพลิง ไฟราคะโหมกระพือให้มันร้อนผิดกับอุณหภูมิภายนอกร่าง การขยับกายที่อ่อนไหวสลับรุนแรงชักนำไปสู่อีกฟากฝั่งของความปรารถนา นัยน์ตาสีทองพร่ามัวเบื้องหน้าคือสีขาวโพลนสว่างจ้า ในหูยังได้ยินเสียงกระซิบแห่งชัยชนะของร่างสูง

"บอกแล้วใช่ไหม นายไม่มีวันชนะชั้นหรอก.."

ร่างทั้งร่างสะดุ้งเยือก สัมผัสแผ่วเบาจากฝ่ามือของหัวหน้ายามาโตะที่บ่าลาดบางปลุกสติที่หลุดลอยให้กลับเข้าที่เข้าทาง ร่างนั้นยังยืนนิ่งกับที่ ทว่า..สิ่งที่ผิดปกติคือ ใบหน้าเนียนแดงซ่าน ลมหายใจขาดห้วงหอบกระชั้น และ...นัยน์ตาเลื่อนลอยราวตกอยู่ในห้วงแห่งภวังค์ สิ่งที่ทุกคนได้เห็นมีเพียงเท่านี้ เป็นครู่กว่าหัวหน้ายามาโตะจะตัดสินใจสัมผัสบ่าบางที่สั่นเล็กน้อยนั่น ครู่เดียวที่ทุกคนรับรู้...กลับยาวนานราวไม่มีวันจบสิ้นของนารุโตะ มีแค่เขากับคนที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้เท่านั้นที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ

ใบหน้าแดงซ่านเบือนจากหัวหน้ายามาโตะไปสบเข้ากับเนตรวงแหวนอย่างอ่อนล้า เขารับรู้เต็มหัวใจแล้วว่า...ไม่ว่าจะพลังหรือจิตใจ เขาพ่ายแพ้อย่างหมดรูปโดยสิ้นเชิง

นัยน์ตาสีดำลึกล้ำนั้นมองกลับด้วยความเย็นชาแฝงแววเยาะหยันไม่ปิดบัง เรียวปากงดงามขยับไหว 'นายไม่มีวันตามชั้นทัน'

โอโรจิมารุพาซาสึเกะจากไปแล้ว ทว่า..ไม่ได้พาความเจ็บปวดในใจนี้ไปด้วย ทิ้งคั่งค้างตกตะกอนในหัวใจนารุโตะจนขุ่นมัว ทั้งซากุระ ทั้งซาอิและยามาโตะ เฝ้ามองเบื้องหลังเด็กหนุ่มอย่างสงสารจับใจ หญิงเพียงหนึ่งเดียวอย่างซากุระถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่

ใบหน้าเจ็บปวดที่ไร้ซึ่งน้ำตากัดฟันกรอด รสชาติแห่งความพ่ายแพ้และรู้สึกเหมือนตัวเองไร้ค่ากัดกร่อนจิตใจจนย่อยยับ ความผิดหวังและเจ็บใจผลักดันให้น้ำตาทิ้งตัวลงมาเงียบๆ นารุโตะยกมือขึ้นมาปาดมันออกไปอย่างรวดเร็ว...แล้วครั้งนี้เขาก็ปล่อยให้เพื่อนคนสำคัญจากเขาไปอีกครั้ง ไม่ได้เรื่อง!! ใช่เขามันไม่ได้เรื่อง!!

เด็กหนุ่มสาบานกับตัวเอง เขาจะเก่งขึ้น เขาจะแกร่งขึ้น เขาจะไม่มีวันพลาดอีก..

กลับมาเถอะ..ซาสึเกะ

ความปรารถนาอันมุ่งมั่นลุกโชนอีกครั้ง ปลายนิ้วเรียวยกแตะริมฝีปากอิ่ม..สัมผัสแผ่วจากจุมพิตก่อนรู้สึกตัวยังรู้สึกได้...ความอบอุ่นของมันสลักฝังแน่นอยู่ในหัวใจไม่มีวันจาง... ร่างกายนี้ทุกส่วนสัดล้วนเพรียกหาความคุ้นเคยในจิตใต้สำนึก

*************************

"คิดว่าตื่นนอนใหม่ๆจะทำให้อารมณ์เสียซะอีก.." โอโรจิมารุทักขึ้นเมื่อพบว่าร่างที่ตามติดมาเบื้องหลังเผยอยิ้มน้อยๆตลอดเวลา ซาสึเกะยังคงสงบปากสงบคำเหมือนเดิม ไม่ใช่เพราะเกรงกลัวหรือเกรงใจ หาก..เรื่องแบบนี้ต้องเก็บเอาไว้คิดคนเดียวก็เท่านั้น

จบ


edit @ 2006/10/13 20:34:39

[Fic MikeXGolf] ใครเป็นเหตุ?

posted on 09 Feb 2006 17:30 by deej  in Fictions

[Fiction GXM]ใครเป็นเหตุ?

ไมค์มองหน้าพี่ชายที่หงอยหยั่งกะไก่เป็นหวัดนกมาตั้งแต่เข้าห้องอัดเสร็จ แม้แต่ซ้อมเต้นก็ยังคงหงอย หงอย แล้วก็หงอย... จนกระทั่งนั่งรถตู้กลับบ้านก็ยังไม่เลิกหงอยเสียที

"พี่กอล์ฟเป็นอะไรน่ะ? ซึมทั้งวันเลยนะ"

"เฮ้ออออ...." หากคำตอบที่กลับเป็นเพียงเสียงถอนหายใจยาวๆก็เท่านั้น แล้วอีกฝ่ายก็หันหน้าออกนอกรถราวต้องการอยู่ในโลกส่วนตัว

ทันทีที่รถตู้จอดสนิทหน้าบ้านนิธิไพศาลกุล..ฝ่ายพี่ชายที่นั่งเงียบมาตลอดทางก็เดินลิ่วเข้าบ้านไปไม่รอไมค์เหมือนอย่างเคย

"อะไรฟะ? จะหงอยก็หงอยไปเดะ สัมภาระของตัวเองก็ทิ้งให้เราหิ้วอีก" ทำบ่นแต่ก็หอบหิ้วข้าวของของทั้งตนเองและพี่ชายไปอยู่ดี พอเข้าบ้านก็เห็นหลังไวๆของพี่ชายหายลับขึ้นไปบนห้องตัวเอง

"ไงจ๊ะไมค์? วันนี้มีปัญหาอะไรหรือเปล่า? แม่เห็นพี่เราท่าทางไม่ค่อยดีเลยนะ" คุณแม่ถามด้วยความห่วงใยเนื่องด้วยลูกชายของหล่อนเป็นคนที่ร่าเริงอยู่เสมอไม่ว่างานจะหนักหนาแค่ไหนก็ตาม แต่ดูเหมือนวันนี้กอล์ฟจะเงียบลงไปถนัดตา

"ไม่มีอะไรหรอกครับแม่ ไม่รู้พี่กอล์ฟมันเป็นอะไรเหมือนกัน แต่อย่าห่วงเลยครับ..คงไม่เป็นไรหรอก" มั้งนะ ตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

"พี่กอล์ฟเปิดประตูหน่อย" ไมค์เอาเท้าเตะประตูเบาๆให้เกิดเสียง (มารยาทงามจริงๆ)

เงียบ..... ไม่มีแม้กระทั่งเสียงขยับตัว

ความไม่พอใจเริ่มแล่นเป็นริ้วๆ

"พี่กอล์ฟ.."

"....."

ความรำคาญเพิ่มดีกรีขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

"พี่-กอล์ฟ-เปิด-ประ-ตู"

"....."

ปึ้ด!!!

เส้นความอดทนขาดผึง คนที่ยืนอยู่หน้าประตูวางของในมือเบาๆแล้ว....กระชากบานประตูห้องพี่ชายให้เปิดออก

ปัง!!

ยิ่งพอเห็นว่าพี่ชายยังคงนอนสงบนิ่งบนเตียงกว้างราวไม่รับรู้การกระทำของเขาเลยก็ยิ่งพาให้อารมณ์ขุ่นมัวทะยานสูงปรี๊ดดดดดทะลุปรอท

"ย้ากกกกกกกก" ร่างบอบบางของน้องชายพุ่งเข้าหาร่างที่นอนอยู่อย่างรวดเร็ว เพียงแค่กอล์ฟลืมตาขึ้นมองเท่านั้น ร่างน้อยๆ(?)ของน้องชายก็กระแทกทับเขาเข้าอย่างจัง

"โอ้ยยยยย"

จากนั้นก็พลิกตัวคร่อมแล้วกระชากคอเสื้อพี่ชายจนร่างอีกฝ่ายลอยขึ้นจากเตียง

"เป็นบ้าอะไรห๊ะ??!!! ซึมเป็นไก่หงอยอยู่ได้ แล้วเรียกทำไมไม่เปิดประตู..รู้มั้ยว่าของมันหนักนะ ปล่อยให้หิ้วอยู่คนเดียวแล้วยังทำตัวงี้อีก มันใช้ได้ที่ไหนกัน!!!! ฮึ้ยยยยย" แถมท้ายด้วยการเขย่าจนหัวสั่นหัวคลอน ดีนะที่เนื้อเยื่อคอมนุษย์เหนียวพอที่จะเหนี่ยวรั้งไม่ให้หัวหลุดออกไปได้...

"ขอโทษ..." เสียงแผ่วเบาและสั่นจากการเขย่าของกอล์ฟเรียกสติคนขี้โมโหให้เย็นลงได้นิดหน่อย...ไมค์ปล่อยมือจากคอเสื้อพี่ชายแล้วนั่งลงข้างเตียงหันหลังถามแบบอารมณ์ยังไม่ค่อยดี

"จะบอกหน่อยได้มะ?? ว่ามันเกิดอะไรขึ้น"

ความเงียบยังคงเป็นคำตอบที่ดีของกอล์ฟ สุดท้ายไมค์ก็เลยหันไปเพื่อเผชิญหน้าเค้นเอาคำตอบที่ไม่ใช่แค่ความเงียบ แต่แล้ว...

"อ้าว เฮ้ย!!! พี่กอล์ฟ..ร้องไห้ทำไม?"

"ฮึก ไมค์... เชียร์ขอเลิกกับพี่ง่ะ ฮืออออออ" พี่ชายปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายน้องนุ่งพลางโผเข้าไปซับน้ำตากับอกบางๆของน้องชายซะอีก

"โธ่เอ๊ย แค่นี้เอง เชียร์คงแค่งอนที่พี่กอล์ฟไปเจ๊าะแจ๊ะกับผู้หญิงอื่นเท่านั้นแหละ อย่าคิดมาน่า" ไมค์ลูบผมนุ่มของพี่ชายปลอบโยน "ไปอาบน้ำดีกว่านะ แล้วเดี๋ยวไมค์มานอนเป็นเพื่อน"

กอล์ฟพยักหน้าน้อยๆก่อนจะค่อยๆหายลับเข้าไปในห้องน้ำสุดหรูที่อยู่ในห้องนอนของตน เมื่อเห็นดังนั้นฝ่ายน้องชายจึงได้กลับห้องของตนเพื่อไปอาบน้ำอาบท่าบ้าง วันนี้ซ้อมเต้นก็เหนื่อยแล้ว...ยังมาเจอพี่ชายงอแงอีก เหนื่อยใจไปอีกอย่าง ก็ดี ครบสูตร...เหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจ

"เฮ้อ อยากหัวเราะจริงๆ" แต่กลับหัวเราะไม่ออกแฮะ

ทันทีที่ไมค์ออกจากห้องน้ำก็ตกใจแทบผ้าขนหนูหลุด เมื่อเห็นร่างคนขาวๆนอนขดอยู่บนเตียงของตน ดีที่ว่าดึงสติกลับมาทัน นึกได้ว่าคงเป็นพี่ชายของตัวเองนั่นแหละ

ฮึ้ย..ตกใจหมด นึกว่าโดนผีหลอกซะแล้ว

"พี่กอล์ฟ..ทำไมไม่รอไมค์ที่ห้องล่ะ?"

ร่างขาวๆนั้นหันกลับมาพร้อมดวงตาที่ยังแดงช้ำทำให้น้องชายยิ่งสงสารขึ้นไปอีก กอล์ฟลุกขึ้นจากที่นอนนุ่มเข้ามาจูงน้องชายที่ยังไม่ได้แต่งตัวขึ้นมานอนด้วยกัน

"เดี๋ยวสิ ให้ไมค์ไปแต่งตัวก่อน"

"ไม่เอา นอนอย่างนี้ก็ได้นี่ นะ" ไม่รอให้น้องชายได้คัดค้านอะไรกอล์ฟก็รีบกดร่างน้องชายลงข้างกายแล้วจัดการปิดโคมไฟที่หัวเตียงพาให้ห้องมืดสนิท

"เออ..ก็ได้ นี่เห็นว่าอกหักมาหรอกนะ" แต่แอร์ในห้องก็ทำให้ร่างเปลือยครึ่งท่อนหนาวได้เหมือนกัน และดูเหมือนพี่ชายจะรู้ใจ อ้อมกอดอุ่นรวบร่างน้องชายเข้าไปแนบชิดภายใต้ผ้าห่มหนา ...นิทรานี้ก็คงไม่หนาวนักหรอกนะ

.........................................

........................

...........

กอล์ฟสะลึมสะลือตื่นขึ้นในยามเช้า สิ่งแรกที่ปรากฏในสายตาคือใบหน้าหวานยามหลับของน้องชายที่ยังคงนอนอยู่ในวงแขนของเขา หากลุกจากเตียงคงทำให้ไมค์ตื่น พี่ชายผู้แสนดีก็เลยนอนมองน้องชายต่อดีกว่า เพราะยังไงวันนี้ก็เข้าบริษัทตอนเที่ยงอยู่แล้วเลยไม่ต้องรีบตื่น

".........." โครงหน้าของน้องชายที่ละม้ายกับเด็กสาวที่ตนชอบอยู่พาให้นึกถึงคำพูดจากโทรศัพท์เมื่อวานนี้ขึ้นมาอีก

'กอล์ฟ...เชียร์ทนไม่ไหวแล้วนะ เราเลิกกันดีกว่า'

เดี๋ยวสิเชียร์ ผมไม่เคยคิดจะนอกใจคุณนะ

'พอเถอะ เชียร์เหนื่อยแล้ว เราจบกันด้วยดีจะดีกว่านะ'

ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด

เสียงปลายสายตัดไปแล้วแต่ชายหนุ่มยังคงถือโทรศัพท์ค้างอยู่ในมือ เหมือนสมองจะหยุดทำงานอย่างฉับพลัน ดีที่ว่าสต๊าฟเข้ามาเรียกเขาไปอัดเสียงต่อจึงยังไม่มีเวลาให้คิดอะไรมากนัก แต่พอเลิกงานปุ๊บ เรื่องที่น่ากังวลก็ถาโถมเข้ามาในสมองไม่หยุดหย่อนจนต้องปล่อยโฮเอากับน้องชายที่ตนสนิทที่สุด พูดไปมันก็น่าอายอยู่หรอก..แต่ว่า ได้อ้อนไมค์แล้วมันดีขึ้นนี่นา >.<

ไมค์ตื่นขึ้นก็พบพี่ชายตื่นอยู่ก่อนแล้ว สายตานั้นจับจ้องมาที่หน้าตน...ทว่าหัวใจคงอยู่ที่อื่นกระมัง ถึงไม่มีปฏิกริยาตอบรับอะไรเลย

"พี่กอล์ฟ ตื่นแล้วเหรอ?...."

"อืม" พี่ชายตอบรับเบาๆแล้วจุมพิตที่หน้าผากอีกฝ่ายรับอรุณ "อรุณสวัสดิ์"

นานแล้วที่พวกเขาไม่ได้ทำแบบนี้ ไมค์นึกแล้วหน้าแดง...ก็ตอนนี้พวกเขาไม่ใช่เด็กๆอย่างแต่ก่อนแล้วนะ แถมเป็นผู้ชายตัวโตๆแล้วด้วย แต่ตัวเองก็ทำแบบเมื่อก่อนตามไปด้วย ไมค์หอมแก้มพี่ชายก่อนกล่าวอรุณสวัสดิ์เบาๆแล้วดันกายออกจากแขนของอีกฝ่ายเพื่อหวังไปอาบน้ำ

"เฮ้ย!!!!!" เสียงหวานอุทานดังลั่นเมื่อพบว่า ไอ้ผ้าขนหนูที่นุ่งเมื่อคืนนี้มันหลุดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ รีบควานหามาพันกายเป็นพัลวัน

กอล์ฟเอามืออุดปากตัวเองกลั้นเสียงหัวเราะแทบไม่อยู่เมื่อเห็นอาการหลุดๆของคนขี้เก๊ก

"หุบปากไปเลยนะ ไอ้พี่กอล์ฟบ้า อย่ามองนะเว้ย!!!" นิ้วเรียวชี้หน้าพี่ชายอย่างกราดเกรี้ยว ทั้งโกรธ ทั้งอาย

"อายอะไรล่ะ ..พี่เห็นของนายจนเบื่อแล้ว แล้วใครใช้ให้นุ่งผ้าขนหนูนอนวะน้องรัก หึหึ"

"ไอ้......"

ก็มันเพราะใครกันเล่าโว้ยยยยยยยยย

ไมค์ได้แต่เดินปึงปังหายเข้าไปในห้องน้ำ เสียงน้ำไหลจากฝักบัวดังขึ้นพร้อมเสียงบ่นก่นด่างึมงำๆฟังไม่ได้ศัพท์ กอล์ฟส่ายหัวเล็กน้อยก่อนจะเดินยิ้มกลับห้องตัวเองสักที เช้านี้อารมณ์ดีขึ้นแบบทันตาเห็นเลยแฮะ

กอล์ฟลงมาข้างล่างเพื่อหาอาหารสายทานร่วมกับน้องชาย ความรู้สึกในขณะนี้สดชื่นขึ้นกว่าเมื่อวานมากนัก ชายหนุ่มกะว่าจะโทรไปขอคืนดีกับเชียร์และปรับความเข้าใจกัน เขายิ้มอารมณ์ดีให้น้องชายที่นั่งลงข้างๆ ข้าวต้มร้อนๆถูกเซิร์ฟก่อนทั้งคู่จะออกไปทำงาน

"กอล์ฟไมค์ พวกเราจะไปที่สนามบินกันแล้วนะ ช่วง 3-4 วันนี้ก็ดูแลตัวเองกันดีๆล่ะ" คุณแม่บอกลูกชายทั้งสองก่อนนำกระเป๋าเดินทางทั้งหลายยัดใส่รถที่จอดรออยู่หน้าประตู

"ฝากความคิดถึงให้พี่แซนกับพี่แบงค์ด้วยนะครับแม่" ไมค์ฝากความระลึกไปถึงพี่ชายอีก 2 คนที่อยู่ในต่างแดน ที่ทุกคนในครอบครัวกำลังยกโขยงกันไปเยี่ยม แต่ตัวเขากับกอล์ฟมีงานจึงทำให้ตามไปด้วยไม่ได้

"อย่าลืมซื้อของมาฝากด้วยนะ" กอล์ฟเย้าเล่นอย่างอารมณ์ดี แต่ความจริงก็อยากได้ของฝากอยู่เหมือนกัน และรอยยิ้มจากลูกชายทั้งสองทำให้ผู้เป็นมารดาหายห่วงกับอาการของทั้งสองเมื่อวานนี้และเดินทางได้อย่างสบายใจ

.........................................

ทุกคนกำลังอลหม่านกับการเตรียมพร้อมสำหรับคอนเสิร์ตเล็กๆของกอล์ฟไมค์ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ฝ่ายฉาก แสง สี เสียงกำลังเซตอุปกรณ์กันให้วุ่น ฝ่ายนักร้องเองก็กำลังทวนคิวและสคริปต่างๆอย่างตั้งใจ จากนั้นจึงซ้อมแสดงอีกครั้งก่อนจะไปอาบน้ำเพื่อแต่งตัวเตรียมไว้ก่อน

สองหนุ่มนั่งรอการแต่งหน้าซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนขึ้นคอนเสิร์ตอย่างตื่นเต้น แม้จะมีการแสดงมาหลายครั้งแล้วก็ตาม...ความตื่นเต้นก็ยังมีอยู่ดี แล้วช่างแต่งหน้าสาวเทียมก็ปรี่เข้ามาพร้อมหนังสือพิมพ์ในมือ

"น้องกอล์ฟขา~~พี่เห็นข่าวนี้แล้วขำจังค่ะ เนี่ยๆ ดูสิ นักข่าวก็นั่งเทียนเขียนไปได้ ทั้งๆที่น้องกอล์ฟกับน้องเชียร์ไม่ได้มีอะไรกันซะหน่อย เนอะ" นิ้วเรียวยาวชี้ไปยังหน้าข่าวบันเทิงที่พาดหัวข่าวอย่างน่าสนใจ

'นักแสดงสาวเชียร์ ฑิฆัมพร ออกเดทกับเติ้ล ตะวันที่โรงหนังอีจีวีค่ำวานนี้ สงสัยข่าวกับนักร้องหนุ่มหน้าใสจะแค่ข่าวลือ....'

เนื้อข่าวเป็นอย่างไรต่อ.. และช่างแต่งหน้าสาวเทียมคนนั้นพูดอะไรต่อ กอล์ฟไม่รับรู้อีกแล้ว หัวใจของเขาหนักอึ้ง แล้วพึมพำขอตัวเบาๆกับคนรอบข้างเพื่อเดินหาที่สงบๆในการตั้งสติและทำใจออกไปอย่างเหม่อลอย ไมค์มองอาการของพี่ชายตนอย่างห่วงใย..จึงลุกตามออกไปบ้าง

กอล์ฟยืนสงบนิ่งมองใบหน้าตนในกระจกกว้างที่อยู่ภายในห้องน้ำซึ่งขณะนี้ไม่มีใครเข้ามาเลย เสียงประตูเปิดแผ่วเบาทำให้เขาหันไปมอง โครงหน้าที่คล้ายเด็กสาวคนนั้นเข้ามาใกล้เขาและมองอย่างห่วงใยเปิดเผย ไมค์หันกลับไปกดล็อกประตูห้องน้ำกันมิให้คนอื่นเข้ามา..ก่อนเดินเข้าไปสวมกอดพี่ชายแน่น

"พี่กอล์ฟฟังไมค์นะ"

"อือ..."

"ไมค์รู้ว่าพี่กอล์ฟเจ็บ แต่ว่า...อีกแค่ครึ่งชั่วโมงเราต้องแสดงคอนเสิร์ตกันแล้ว เพราะงั้น..ต้องรีบทำใจให้ได้นะ ไมค์รู้ว่ามันยาก..แต่ว่าหน้าที่ก็คือหน้าที่ พี่กอล์ฟต้องแยกให้ออกนะ" ไมค์ดันตัวออกห่าง เขาโอบประคองใบหน้าเศร้าหมองของพี่ชายไว้ในอุ้งมืออบอุ่นทั้งสองข้าง

"พี่กอล์ฟต้องตัดเรื่องทุกอย่างออกจากใจให้หมด แล้วยิ้มเพื่อแฟนเพลงของเรา เสร็จจากคอนเสิร์ตเมื่อไหร่...ค่อย.."

"พี่รู้..." กอล์ฟจับมือนุ่มของน้องชายออกจากใบหน้าตนแล้วกลับเป็นฝ่ายสวมกอดอีกฝ่ายแทน ชายหนุ่มกดหน้าซบอยู่กับไหล่บาง

ไมค์รู้สึกเย็นบริเวณไหล่ เขารู้...พี่กอล์ฟไม่อยากให้เขาเห็นความอ่อนแอที่ยิ่งกว่าครั้งไหนๆของตนในครั้งนี้ เขา...ที่เป็นน้องชายก็คงทำได้เพียงโอบกอดปลอบโยนเท่านั้นเอง

เวลาผ่านไปเพียงไม่นานคนที่ซบอยู่ที่ไหล่ก็เป็นฝ่ายถอนกายออกมาซืดจมูก ไมค์มองภาพนั้นอย่างอ่อนโยน ที่แพขนตาของพี่ชายยังมีหยดน้ำเกาะพราว

"ดูซิ พี่กอล์ฟไม่หล่อเลย.. ตาช้ำหมดแล้ว" ชายหนุ่มใช้นิ้วโป้งทั้ง2ข้างของตนไล้ปาดคราบน้ำตาให้อีกฝ่ายอย่างเบามือ "ไหนยิ้มให้ไมค์ดูหน่อย"

กอล์ฟทำตามคำขอของน้องชาย แม้จะฝืดเฝือน ทว่าก็ยังดีกว่าเมื่อครู่เป็นกอง

"อืม...หล่อขึ้นแล้ว อ้อ..อย่าลืมยิ้มให้มากกว่านี้ตอนขึ้นเวทีนะ" กอล์ฟยิ้มรับและจับจูงมือของน้องชายออกจากห้องน้ำที่เขาทิ้งความเจ็บช้ำไว้เบื้องหลังเพื่อทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด

คอนเสิร์ตของทั้งสองผ่านพ้นไปด้วยดี ไมค์แอบถอนใจโล่งอกไม่น้อยที่พี่ชายของเขาทำตัวได้เป็นปกติเหมือนเดิมจนไม่มีใครสังเกตเห็น

เพียงแค่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน... เรี่ยวแรงและความเข้มแข็งที่ชายหนุ่มมีก็มลายในพริบตา กอล์ฟนั่งอย่างหมดแรงลงบนโซฟาในห้องโถง ดวงตาเหม่อลอยไปไกลถึงเด็กสาวแสนสวยคนนั้น เฝ้าคิดและถามตัวเองว่า..เขาไม่ดีตรงไหน ทำไมเชียร์ถึงทิ้งเขาได้ลงคอ พลันความคิดทั้งหลายหยุดชะงัก..สติกลับสู่ปัจจุบัน บางอย่างเย็นเฉียบกระทบใบหน้าด้านข้าง

"อะไรน่ะ?" กอล์ฟมองน้ำสีแดงเข้มในแก้วทรงสูงที่ไมค์นำมาแตะหน้าเขาอย่างสงสัย

"ลองกินดูสิ" ไมค์กล่าวพลางทรุดนั่งข้างพี่ชายพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

"อื๋อ!!! นี่มันไวน์นี่นา"

"ถูกต้องนะคร้าบบบ ไวน์ของพ่อน่ะ" ไมค์ชูขวดไวน์สองขวดใหญ่ที่แอบอยู่ด้านหลังออกมา ...ไวน์นอกชั้นดีที่พ่อของพวกเขาได้รับเป็นของขวัญปีใหม่และยังไม่เคยถูกเปิดเลยลอยยั่วอยู่ตรงหน้า "รอแป๊บนะ" ไมค์ผละเข้าไปในครัวแล้วกลับมาอีกครั้งพร้อมถังใส่ขวดไวน์ที่บรรจุน้ำแข็งก้อนเล็กอยู่เกือบเต็ม เด็กหนุ่มยัดขวดไวน์ที่ยังไม่ได้เปิดลงไป

"เอาล่ะได้เวลาฉลองแล้ว แด่คอนเสิร์ตที่แสนสนุกในวันนี้.." ไมค์ยื่นแก้วของตนไปเบื้องหน้าอย่างรอคอย

กอล์ฟรู้..น้องชายไม่ได้จะฉลองที่คอนเสิร์ตวันนี้ออกมาดีหรอก เพียงแค่อยากให้เขา'ดื่มเพื่อลืมเธอ'..หากแต่หาข้ออ้างในการดื่มให้เขาเท่านั้นเอง แล้วอย่างนี้เขาจะปฏิเสธความหวังดีของน้องชายผู้น่ารักได้อย่างไร

พี่ชายยื่นแก้วใสกระทบเบาๆกับแก้วที่รออยู่ก่อนแล้ว เสียงกังหวานใสของแก้วเนื้อดีประทับอยู่ในโสตประสาทอย่างชัดเจน ทำไมแค่เสียงแก้วกระทบกันถึงได้เพราะขนาดนี้นะ??

..........

..................แล้วเมื่อเวลาผ่านไปพักใหญ่ น้ำเมาสีแดงเข้มก็หมดไปขวดกว่าๆ คนที่ดื่มไปเยอะที่สุดก็หนีไม่พ้นคนอกหักหมาดๆนั่นแหละ แต่ความมึนเมากลับพอๆกับอีกคนที่คออ่อนกว่า

ทั้งกอล์ฟและไมค์ที่ครองสติไม่อยู่ บทสนทนาธรรมดาๆกลับกลายเป็นเรื่องขบขันได้ เสียงหัวเราะใสๆของสองหนุ่มมีขึ้นเป็นระยะๆ แต่แล้ว...ความอึดอัดใจของกลอ์ฟก็เริ่มถูกระบายให้น้องชายได้รับฟังไม่ขาดปากในตอนท้ายๆ

"พี่ไม่ดีตรงไหนเหรอไมค์ ทำไมเขาถึงทิ้งพี่ไปล่ะ?"

"โธ่เอ๊ย!!! กะแค่ผู้หญิงคนเดียวทำเป็นเฮิร์ทไปได้ หาใหม่ก็สิ้นเรื่อง ไม่เห็นต้องง้อกะแค่ผู้หญิงคนเดียวเลย อึ๊ก!!" และนี่ก็คือความในใจแท้จริงของหนุ่มหน้าใสที่ตอนแรกพยายามปลอบใจพี่ชายน่าดู...

กอล์ฟนิ่งเงียบก่อนจะดื่มต่อชนิดไม่ปริปากอะไรอีก

...................แล้วไวน์ขวดที่ 2 ก็พร่องไปอีกมาก...เหลือเพียงก้นขวดเท่านั้น สติอันน้อยนิดก็หายไปอีกมากโข แต่เป็นเพราะตอนหลังนี่กอล์ฟแทบจะดื่มอยู่คนเดียว ไมค์ก็เลยมีสติมากกว่า...พอเห็นว่าพี่ชายแทบจะไม่ไหวแล้วจึงดึงแก้วไวน์ออกจากมือ

"พี่กอล์ฟ...พอด้ายแล้ว.. มาวมากแล้วนา ขึ้น..ไปนอนนนเหอะ ม้ายพาปายนอนเองงงงง" แต่ดูเหมือนกอล์ฟจะพูดอะไรต่อไม่ได้แล้วไมค์ก็เลยเข้าประคองข้างพากันโซซัดโซเซขึ้นชั้นสองของบ้านไปอย่างปลอดภัย แม้จะกินเวลามากกว่าปกติเกือบ 10 เท่าก็เหอะ

เมื่อเหวี่ยงร่างไร้เรี่ยวแรงของพี่ชายลงบนเตียงกว้างแล้ว..ตัวเองก็แทบไม่เหลือแรงไปทำอะไรต่อจึงล้มตัวนอนตามไปอีกคนและหลับแทบจะในทันที

....ขณะที่สติของไมค์กำลังจะดิ่งสู่นิทรา ความเคลื่อนไหวแผ่วเบาบริเวณใบหน้ากลับปลุกเขาให้ตื่นอีกครั้ง หนุ่มน้อยลืมตาเพื่อมองหาสิ่งที่รบกวนเขายามดึกเช่นนี้....

พี่ชายที่ทำหน้าเจ็บปวด...นอนมองเขาอยู่...มือข้างหนึ่งกำลังลูบซีกหน้าเขาแผ่วเบา ไม่ช้านานกอล์ฟเลื่อนตัวขึ้นคร่อมร่างที่ยังนอนนิ่งก่อนประทับจุมพิตวนทั่วใบหน้าของน้องชาย ไมค์ทำอะไรไม่ถูกเพราะยังคงงงกับพฤติกรรมแปลกไปนั้น แต่พลันที่ริมฝีปากของพี่ชายประกบลงบนริมฝีปากของเขา ไมค์ก็รู้ว่าตัวเองนิ่งต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

ฝ่ามือเรียวยาวผลักอกพี่ชาย ทว่าเรี่ยวแรงคนเมาไม่ได้สติดูจะมากกว่าคนที่นอนอยู่เบื้องล่าง แล้วเมื่อกอล์ฟเลื่อมริมฝีปากลงไปฝังรอยที่ซอกคอขาวอีกฝ่ายก็ลนลานกระถดกายหนีทันที

"พี่กอล์ฟ!! ทำบ้าอะไรน่ะ!! ปล่อยนะ"

เสียงงึมงำบริเวณซอกคอทำให้ไมค์รู้ทันทีว่าพี่ของเขาเมาขนาดหนักไปแล้ว เสียงเพรียกชื่อเด็กสาวอันเป็นเหตุให้กอล์ฟอกหักพร้อมคำตัดพ้อดังมาแว่วๆ

หัวใจดวงน้อยกระตุกวาบ "เฮ้ย!!! นี่ไมค์นะ ไม่ใช่เชียร์!!!"

ทว่า...เสียงใดๆดูจะไร้ผล กอล์ฟปลดกระดุมเสื้อน้องชายออกจนหมด...มือร้อนลูบไล้หน้าอกแบนเรียบอย่างสนุกมือพร้อมกับการปิดกั้นเสียงโวยวายหนวกหูด้วยริมฝีปากตนเอง

ไมค์ทุบแขนทุบหลังอีกฝ่ายเป็นพัลวัน พลันแรงที่ระดมทุบลงไปนั้นอ่อนยวบเมื่อลิ้นนุ่มของพี่ชายดึงดันเข้ามาแลกสัมผัส...กวาดสำรวจไปทั่วโพรงปากของเขา

"อือ...." ไมค์ได้ยินเสียงครางของตัวเองดังขึ้นพร้อมกับอาการเสียววูบที่ท้องน้อย มือที่กำหมัดแน่นค่อยๆคลายออกเปลี่ยนไปลูบท้ายทอยร่างด้านบน..อีกข้างเลื่อนลูบไล้แผ่นหลังพี่ชายอย่างลืมตัว..แล้วเพียงครู่เดียวก็ทึ้งเสื้ออีกฝ่ายออกไปจากร่างโดยได้รับความร่วมมือจากเจ้าของเป็นอย่างดี

อาการขัดขืนหายไปสิ้น..เมื่ออารมณ์หวามไหวถูกชักพา ฉุดกระชากสติลับหายไปกับร่างกายที่ร้อมรุ่มจนน่ากลัว...

กอล์ฟเลื่อนมือที่สาละวนอยู่ตรงหน้าอกเนียนลงไปเบื้องล่าง ลูบผ่านแนวต้นขาหนักสลับเบา..เรียกเสียงครางอย่างไม่พอใจจากร่างข้างใต้ แล้วพอมือร้อนไล้ผ่านกลางหว่างขา...ส่วนนูนของร่างของไมค์ก็แทบเผาร่างเขาจนไหม้ แต่พอมือนั้นทำท่าจะละเลยเขาไป....

"อื๊อ..." ไมค์ร้องอย่างขัดใจพร้อมตะปบมือนั้นให้สอดเข้าไปในกางเกงของเขาสัมผัสกับส่วนร้อนผ่าวที่รอการปลดปล่อย แล้วเจ้าตัวก็อำนวยความสะดวกให้พี่ชายด้วยการปลดซิปและกระดุมกางเกงให้...กอล์ฟสานต่อด้วยการร่นสิ่งเกะกะนั้นลงไปที่หัวเข่าแล้วใช้เท้าเขี่ยมันออกไปให้พ้นทาง

กอล์ฟยังคงสนุกอยู่กับการแลกจุมพิตกับน้องชายโดยไม่สนใจร่างที่ตั้งตระหง่านอย่างรอคอยของอีกฝ่าย ร่างข้างใต้ขัดใจต่อการกระทำนั้นจึงเรียกร้องด้วยการถอดพันธนาการของร่างด้านบนออกบ้าง มือบางลูบไล้หนักๆจนกอล์ฟเผลอครางเสียงหวานออกมา

"อ๊ะ.." เพียงแค่ถอนริมฝีปากออก ไมค์ผลักร่างอีกฝ่ายลงไปเบื้องล่าง สายตาที่สบกับพี่ชายนั้นร้อนไปด้วยไฟปรารถนา เครื่องหน้าคล้ายอิสตรีเลื่อนลงต่ำ...ครอบครองสิ่งที่พองโตขึ้นด้วยริมฝีปากตน ลิ้นเรียวเกี่ยวกระหวัดแม้ไม่ชำนาญ... หากฉุดอารมณ์ของพี่ชายจนพุ่งสูง..กอล์ฟขยุ้มเส้นผมนุ่มมือของน้องชายระบายความอึดอัด สติของเขากลับมาตอนไหนกันนะ? ทั้งๆที่กลับมาแล้วทว่าหากหยุดตัวเองไม่ได้...เขากับไมค์มากันไกลเกินจะหวนกลับไปแล้ว

"อ๊า~~..." ดำเนินเช่นนั้นเพียงไม่นาน...น้ำขาวขุ่นพุ่งเข้าลำคอไมค์จนแทบสำลัก ทันทีที่หันไปสบตากับน้องชายที่แหงนมองอยู่ก่อน กอล์ฟพบว่าน้ำแห่งความสุขปริ่มออกจากริมฝีปากสีชมพูสดที่แสยะยิ้มอย่างอ่อนหวานมาให้...ดูเหมือนความสุขที่ไมค์ได้รับคงยังไม่พอเพียง

"อ๊ะ??" กอล์ฟเจ็บแปลบบริเวณเบื้องหลังอย่างกะทันหัน ยังไม่ทันกระจ่างก็โดนไมค์ประกบริมฝีปากแน่น..รสชาติของตัวเองก็ไม่เลวนัก กอล์ฟสะดุ้งอีกครั้งเมื่อถูกรุกรานมากขึ้น

"อื้อ..." คนถูกรุกรานส่ายหน้าหนีจูบที่พยายามเบี่ยงเบนความสนใจ "ม..ไมค์ พี่เจ็บ ไม่เอา"

"อย่าดื้อน่า พี่กอล์ฟเริ่มเองนะ โทษไมค์ไม่ได้"

...คราวนี้นิ้วเรียวที่ไมค์ส่งไปสำรวจทางก็ถูกถอนออกแล้วแทนที่ด้วยตัวตนที่รอคอยเวลานี้มาแสนนาน...

"อะ...ไมค์!!!"

ไมค์มอบจุมพิตร้อนๆให้พี่ชายอีกครั้งจนได้ยินเสียงครางหวานๆแว่วออกมา เด็กหนุ่มค่อยๆดันตัวลึกลงเรื่อยๆ....แนบสนิท..ไร้ช่องว่าง

"พี่กอล์ฟ..ไมค์จะไปแล้วนะ"

กอล์ฟเพียงพยักหน้าแหยๆเรียกรอยยิ้มหวานจากร่างด้านบน...ที่ใจดีเลื่อนมือกระตุ้นด้านหน้าอีกฝ่ายเพื่อลดความกังวลจากการเคลื่อนตัวของเขา

ไมค์เคลื่อนกายเนิบช้าและค่อยๆเร็วขึ้นเรื่อยๆ เสียงหอบเสียงครางของคนสองคนดังระงมทั่วห้องกว้าง... แม้มีเครื่องปรับอากาศแต่กลับไม่ได้ช่วยให้เด็กหนุ่มสองคนเย็นลงได้ มีแต่จะร้อน..และร้อนยิ่งขึ้นมาเวลาดำเนินผ่านไปเรื่อยๆ

....

.......

การปลดปล่อยรอบสองของกอล์ฟสิ้นสุดลงพร้อมๆกันน้อยชาย ไมค์ทิ้งกายลงบนตัวอีกฝ่ายหอบจนตัวโยนหัวใจเต้นแรง ใบหน้าที่เคยชมพูหวานใสเปล่งปลั่งยิ่งกว่าเดิม

กอล์ฟพรมจูบเบาๆบนเนินไหล่บางชื้นเหงื่อของน้องชายโดยไม่ยอมปริปากเอ่ยสิ่งใด... ครู่เดียวหัวใจสองดวงที่เต้นกระหน่ำก็สู่ภาวะปกติ ไมค์เริ่มไล้ริมฝีปากแถวซอกคอเนียนก่อนวกหาริมฝีปากพี่ชายอย่างกระหายอีกครั้ง..และกอล์ฟตอนรับสัมผัสนั้นอย่างยินดี

หาก...ดวงตาคู่สวยของกอล์ฟเบิกกว้างอย่างตกใจ เมื่อตัวตนที่สงบนิ่งของน้อยชายที่ยังอยู่ในกายเขาขยายอีกครั้ง

"อื๊อออ ม..ไม่เอาแล้วนะไมค์ พี่เจ็บ" เสียงหวานของพี่ชายร้องขออย่างเว้าวอน

ไมค์ยิ้มอย่างเห็นใจ แต่... "คงไม่ได้หรอกพี่กอล์ฟ พี่ได้ไปตั้ง 2 รอบ แต่ไมค์แค่รอบเดียวเอง ขาดทุนแย่.."

การขยับกายของไมค์เปลี่ยนคำประท้วงทั้งปวงเป็นเสียงครวญหวานหูจนเกือบสว่าง... (ซึ่งตัวแค่นั้นมันไปแรงมาจากไหนฟะ??-"-)

..........

....................

เพียงแค่ลืมตาขึ้น...ความเมื่อยขบก็แล่นไปทั่วร่างโดยเฉพาะบริเวณสะโพก กอล์ฟนอนนิ่งเช่นนั้นพักใหญ่ สมองที่มีสติครบถ้วนระลึกถึงเหตุการณ์แสนร้อนแรงเมื่อคืนที่เพิ่งผ่านพ้น มานึกๆดูแล้วเหตุการณ์แบบนั้นมันเกิดขึ้นได้ยังไงนะ..กับน้องชายแท้ๆของตัวเอง ตัวเขาที่เป็นฝ่ายเริ่มด้วยความไม่มีสติ..ทว่าเมื่อสติกลับคืน ร่างกายกลับไม่ยินยอมที่จะหยุด แล้วไมค์ล่ะ?? ทำแบบนั้นกับเขาเพราะอะไร? ถ้าน้องชายของเขาตื่นขึ้นมา..ความรู้สึกระหว่างพี่น้องจะเปลี่ยนไปไหมนะ

จะว่าไป..การที่เขาเห็นไมค์เป็นเชียร์แล้วทำแบบนั้นลงไปอาจเป็นสิ่งผิดมหันต์และไม่น่าให้อภัยสำหรับไมค์ แต่..ไมค์มันมีแต่ได้กับได้นี่หว่า เราสิ!!เสียทั้งขึ้นทั้งล่อง

ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว เมื่อคิดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นจึงตัดสินใจขยับตัวอย่างยากลำบากเพื่อลากสังขารอันหนักอึ้งของตนเข้าห้องน้ำ ทั้งๆที่เขาเหนื่อย..เมื่อย..และเจ็บขนาดนี้ ไอ้น้องผู้แสนน่ารักของเขายังคงหลับอย่างสบายไร้กังวล

หึ..สบายนักนะ

กอล์ฟเงื้อหมอนใบโตขึ้นเหนือศีรษะ...แล้วฟาดหัวคนที่นอนหลับสนิทแรงๆซักทีก่อนเดินหนีเข้าห้องน้ำแบบทุลักทุเล

คอยดูเถอะ แค้นนี้ต้องชำระ!!

ไมค์งัวเงียลืมตามองหาผู้ประทุษร้ายตนแต่กลับไม่พบร่าง...ได้ยินเสียงน้ำไหลจากห้องน้ำจึงรู้ว่าคงหนีเข้าไปในนั้นแล้ว

"ทำร้ายกันได้ไง เดี๋ยวก็โดนอีกรอบหรอกพี่กอล์ฟ" เสียงข่มขู่ของน้องชายที่อยู่หน้าประตูทำให้กอล์ฟยัวะจัด เปิดประตูผางออกชี้หน้าน้องชายอย่างไม่รู้จะด่ายังไงดี (ถูกสอนมาดี ด่าไม่เป็น) โกรธทั้งอายจนหน้าแดง

"ฮึๆ ลงทุนเปิดประตูให้เลยเหรอ งั้นไมค์อาบด้วยคนละกัน" สิ้นเสียง..ร่างบางผลุบเข้าไปทันทีพร้อมปิดประตูให้เสร็จสรรพ กอล์ฟมองน้องอย่างหวาดระแวง หากไมค์ยังทำตัวอย่างปกติ...อาบน้ำด้วย...แค่นั้นจริงๆ

........................................

กอล์ฟเข้าบริษัทด้วยท่าทางสะโหลสะเหลผิดกับอีกคนที่เปล่งปลั่งผุดผาดผิดมนุษย์(?)

"กอล์ฟไปทำอะไรมาน่ะ? โทรมเชียว"

"ผมปวดหัวครับ" กอล์ฟกล่าวจริงแค่ครึ่งเดียว เป็นข้อแก้ตัวที่ดีที่ผู้จัดการจะไม่สืบสาวมากนัก

"วันนี้ให้สัมภาษณ์ไหวมั้ย?"

"ไหวครับ"

"งั้น...เจซซี่ แต่งหน้ากอล์ฟให้ดูสดใสหน่อยนะ ฝากด้วย" ผู้จัดการกล่าวกับสาวเทียมช่างแต่งหน้าที่เทคนิคเหลือร้าย เจ๊แกแต่งคนไม่สวยให้สวยได้ หายห่วงเรื่องฝีมือไปเลย

"ไม่ต้องห่วงค่ะคุณผู้จัดการ เจซจัดให้"

เมื่อทุกอย่างเตรียมการไว้พร้อมแล้วรอเพียงการสัมภาษณ์เท่านั้นทุกคนก็ออกไปจากห้องแต่งตัว เหลือไว้เพียงคู่หูดูโอ้ที่นั่งมองกันอยู่คนละทาง

"พี่กอล์ฟ โกรธไมค์เหรอ?"

"เปล่า" พี่ชายตอบห้วนสั้น ไม่ได้โกรธ..แต่งอน ก็คิดดูสิ..ทำกับเขาไปขนาดนั้นแล้วไม่เห็นมาง้อมาขอโทษสักคำ คนอะไรฟะ..ไม่คิดจะง้อพี่มันมั่งหรือไง

ฮึ้ยๆๆๆ ยิ่งคิดยิ่งโมโห

"งั้นไมไม่คุยกับไมค์เลยล่ะ" เริ่มถามแบบงอนๆไม่พอใจ หากคำตอบคือความเงียบ ...แต่แล้วพี่ชายที่นั่งหน้าเรียบเฉยก็ยิ้มหวานให้เขา

"อยากให้พี่พิสูจน์ไหมล่ะ?"

ไมค์มองท่าทางที่เปลี่ยนไปของพี่ชายอย่างฉงน กอล์ฟเคลื่อนกายมาหาน้องชายที่นั่งมองมาด้วยใบหน้างงๆ

น่ารักจริงนะน้องชายฉัน หึหึหึ

กอล์ฟนั่งคร่อมลงบนหน้าขาของน้องชาย แขนขาวโอบรอบลำคอเรียวระหง

"พี่ถามอะไรหน่อยสิไมค์"

"มีอะไร?"

"นายรู้สึกยังไงที่พี่เห็นนายเป็นเชียร์จนทำบ้าๆลงไปน่ะ?" ก่อนจะจัดการอะไรต่อไป ขอให้เขาได้รับรู้ความรู้สึกของน้องชายเสียหน่อยเถอะว่ามีสภาพจิตใจแบบใด ถ้าหากโกรธเกลียดและเสียใจในการกระทำของเขา ...เขาก็คงจะต้องเป็นฝ่ายขอโทษ แทนที่จะให้อีกฝ่ายเป็นฝ่ายมางอนง้อ

ใบหน้าหวานนิ่งคิดก่อนจะยิ้มบางๆอย่างเศร้าซึม "ตอนแรกก็เสียใจนะ ไม่คิดเลยว่าพี่จะเห็นไมค์เป็นตัวแทนผู้หญิงได้ แต่ว่า..ไมค์ไม่ได้เสียซะหน่อย มีแต่ได้กับได้" จากนั้น..นัยน์ตาหวานก็เปล่งประกายขึ้นผิดเมื่อครู่ลิบลับ

คิ้วเรียวของพี่ชายกระตุกขึ้นนิดหนึ่ง ..ที่แท้ไอ้น้องชายผู้น่าสงสารก็คิดแบบนี้นี่เอง ดีล่ะ!!!...

กอล์ฟยิ้มบางๆ...ใบหน้าคมซุกซบสูดกลิ่นความหอมจากร่างบางกว่า...เลื่อนไล้จุมพิตบรรจบที่ริมฝีปากอิ่มชมพูสดที่เผยอรอรับอยู่แล้ว แขนเรียวกระหวัดเอวพี่ชายเพื่อแนบชิดร่างเข้าไปอีก..แต่กอล์ฟขืนไว้ด้วยมือสองข้างที่ยันแผ่นอกแบบบาง ก่อนจะบอกให้รู้ด้วยร่างกายว่าเพราะอะไร...

มืออุ่นร้อนข้างหนึ่งไล้วนลงเบื้องล่างหายลับเข้าไปในกางเกงในตัวบางของไมค์ ลูบไล้อย่างเบามือ....จนตื่นตัว

แล้วจู่ๆกอล์ฟก็หยุดการกระทำทุกอย่างลง ชายหนุ่มลุกหนีออกไปยืนทางหนึ่งเหมือนรอคอยอะไรบางอย่าง ไมค์มองรอยยิ้มเยาะอย่างหงุดหงิด..ลุกตามติดหวังให้เกิดความแนบชิดอีกครั้ง มาปล่อยให้ค้างแบบนี้ได้ยังไง!!

แต่ทว่า...อนิจจาไมค์กี้คงหมดโอกาส

แอ๊ด...

"ได้เวลาแล้วค่ะน้องกอล์ฟน้องไมค์" สต๊าฟสาวเปิดประตูห้องแต่งตัวเข้ามาก่อนไมค์จะขยับลุกเสียอีก

กอล์ฟมองหน้าเหวอๆของเจ้าตัวดีอย่างขำๆก่อนจะเป็นฝ่ายตอบรับแทน "ครับ ไปเดี๋ยวนี้แล้วครับ"

ไมค์ถลาเข้าไปคว้าแขนพี่ชายแน่นก่อนกระซิบริมหู "แก้แค้นไมค์สินะ.... ไม่ต้องห่วง..คืนนี้โดนแน่พี่กอล์ฟ"

"ขอผมไปห้องน้ำสักครู่นะครับ" แล้วจึงหันไปกล่าวกับสต๊าฟสาวที่ยังยืนมองอยู่

"ค่ะ"

....

........

คนอื่นๆมองสองพี่น้องงงๆ ขามากอล์ฟยังโทรมอยู่เลย ไหงตอนนี้หัวเราะคิกเชียว แล้วไอ้คนที่หน้าเด้งตอนมา...กลับหน้าหงิกซะงั้น

เออ....ห้องแต่งตัวมันมีอาถรรพ์รึไงวะ?????

................EnD................

จงอ่านโจทย์ที่ให้แล้วตอบคำถาม (เลือกตอบกี่ข้อก็ได้ เคะๆๆๆ)

ก) เชียร์

ข) ไวน์

ค) ไมค์

ง) กอล์ฟ

จ) ดีจัง


edit @ 2006/10/10 20:01:23

The Last Battle (ศึกสุดท้าย)

ม่านราตรีโรยตัวท่ามกลางบรรยากาศอันแสนอึดอัด สองพี่น้องนั่งมองหน้ากันเงียบๆมาพักหนึ่งแล้ว อาหารที่องค์หญิงแห่งธาค่าจัดให้มื้อนี้อาจเป็นมื้อสุดท้ายระหว่างพวกเขา แม้ทั้งสองจะฝืนยิ้มและรินเหล้าให้กันเหมือนฉลอง...ฉลองให้ศึกสุดท้ายที่ต้องต่อสู้ หากแต่รอยยิ้มเหล่านั้นกลับไม่ได้มาจากหัวใจ

"เจ้าจำได้ไหม? เราคุยกันแบบจริงจังที่สุดกันตอนไหน.." น้องชายเป็นฝ่ายถามขึ้นเมื่อชนแก้วกับพี่ชายแล้วกระดกเหล้าเข้าปาก

"ตอนนั้นเป็นตอนที่ข้าเสียนางฟ้าน้อยไปใหม่ๆ ข้าเดินหมดอาลัยไปถึงสะพานแล้วก็เจอเจ้า แล้วเจ้าก็บอกกับข้าว่าซิมลั้งตายแล้ว"

"ใช่ แล้วเจ้ายังบอกอีกว่าข้ามันไม่ได้เรื่อง แล้วเราก็ตบกัน..." แปะ

แปะ.."ไม่ได้เรื่อง..ฮึฮึ"

แปะ.."พูดใหม่ซิ..."

แปะ.."ไม่ได้เรื่อง.."

แปะ.."พูดใหม่ซิ..."

แปะ.."ไม่ได้เรื่อง.."

แปะ.."พูดใหม่ซิ..."

สองพี่น้องระลึกถึงความหลังอันแสนชื่นมื่นทั้งทุกข์ระทมของพวกเขา และผลัดกัน.. จะว่าตบก็คงไม่ถูกเพราะแรงที่มากระทบนั้นน้อยนิดนักน่าจะเรียกว่าตีที่ใบหน้าของอีกฝ่ายเสียมากกว่า เป็นการหยอกล้อซึ่งต่างจากครั้งนั้นที่พวกเขาตบหน้ากันอย่างเอาเป็นเอาตายถึงขั้นตัดความสัมพันธ์ต่อกัน...

รอยยิ้มยังฉาบอยู่บนใบหน้าของฮวยบ่อข่วย

เพี๊ยะ!!! พลันใบหน้านั้นฉงนเป็นอย่างหนักเมื่อจู่ๆพี่ชายก็ตีกลับแรงจนหน้าหัน แล้วสิ่งที่ทำให้ตกใจยิ่งกว่าคือ ชายหนุ่มเจ็บจี๊ดที่บริเวณคอ...แล้วร่างกายที่เคยแข็งแกร่งเนื่องด้วยเยี่ยมวรยุธก็อ่อนแรงลงอย่างไม่น่าเชื่อ

"พี่... เจ้าทำอะไรกับข้าน่ะ???" น้ำเสียงแผ่วโหยถามอย่างตื่นตระหนก..ร่างทั้งร่างสั่นระริกอย่างห้ามไม่อยู่

เซียวฮื่อยี้ยิ้มให้น้องชายเพียงคนเดียวอย่างอ่อนโยนยิ่งก่อนโยนเข็มอาบยาทิ้งไป "ก็แค่ยาชาน่ะ ไม่เป็นอันตรายหรอก เพียงแค่ 12 ชั่วโมงยาก็จะหมดฤทธิ์"

....แล้วก่อนที่ร่างของน้องชายจะร่วงจากเก้าอี้ เซียวฮื่อยี้เข้าไปคว้าร่างที่บางกว่าตัวเองขึ้นพาดบ่าแล้วพาไปยังเตียง ระหว่างทางมือหนาก็ตบบั้นท้ายด้วยความเอ็นดู เขาวางร่างอีกฝ่ายลงอย่างทะนุถนอม.. ชายหนุ่มไล้ปลายนิ้วไปยังโครงหน้าของน้องชายอย่างแสนรัก

"นับว่าไม่เสียชาติเกิด ที่มีเจ้าเป็นน้องชาย"

"จะทำอะไร??.." ฮวยบ่อข่วยยังคงถามย้ำถึงจุดประสงค์ของพี่ชายทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจ หากก็ยังหวังว่าจะไม่เป็นตามที่ตนคิด

"เราไม่มีพ่อแม่ ข้าที่เป็นพี่ชาย.. พี่ชายก็เปรียบเสมือนพ่อ ให้ข้าคนนี้ได้ทำอะไรเพื่อเจ้าบ้าง... ตั้งแต่รู้จักกันมาข้ายังไม่เคยทำอะไรเพื่อเจ้าสักครั้ง ครั้งนี้ขอให้ข้าไปแทนเจ้าเถอะนะ ...เจ้ารู้อะไรไหม..กระดาษขององค์หญิงธาค่าที่ให้เราจับวัดดวงกันน่ะ มันกระดาษเปล่าทั้งคู่นั่นแหละ เพราะงั้นไม่ใช่เจ้าหรอกที่ต้องไปสู้กับนาง"

ริมฝีปากเรียวสั่นระริก..ขอบตาร้อนผ่าวนั้นส่งสายตาเจ็บปวดและตัดพ้อมายังสายเลือดที่เหลือเพียงหนึ่งเดียวหากไม่นับบุตรชายของตัวเขาเอง ชายหนุ่มพยายามจ้องเข้าไปในตาของอีกฝ่ายราวร้องขอ...

"ข้าจะไปเอาลูกมาคืนให้เจ้า เดี๋ยวมานะ" เซียวฮื่อยี้พูดไว้เพียงนั้นแล้วลับหายออกจากห้องไป ส่วนน้องชายทำได้เพียงมองตามอย่างเจ็บปวด

...ทำไมนะ?

...ทำไมจะต้องมาตายแทนเขาด้วย?

พลันหน่วยน้ำที่คลออยู่ในตาก็ทิ้งตัวลงมาเป็นสาย..........

.

...

.....

เซียวฮื่อยี้ลอบเข้าไปในตำหนัก ไปยังห้องของกังเง็กอี้ผู้มีศักดิ์เป็นถึงพระสนมเอก ...นางมารร้ายที่พรากคนรักทั้งของเขาและฮวยบ่อข่วยไป ทิซิมลั้ง..น้องสาวบุญธรรมผู้น่ารักของเขาและภรรยาที่แสนดีของฮวยบ่อข่วย เพียงเพราะต้องการอำนาจวาสนาถึงกับโกหกใครต่อใครว่าตั้งท้องลูกของฮ่องเต้ แท้จริงกลับขโมยหลานของเขาไปสวมรอย และเพราะต้องการครอบครองฮวยบ่อข่วย ถึงกับสังหารทิซิมลั้งที่วิปลาสเพราะเสียลูกน้อย...

โชคดีที่นางไม่อยู่ทำให้ได้หลานชายกลับมาโดยง่าย และไม่วายทิ้งข้อความให้นางมารดีใจเล่นด้วย นาง...ที่หลงรักฮวยบ่อข่วยแบบไม่ลืมหูลืมตา จะต้องมาตามนัดอย่างแน่นอน

.

...

.....

ไม่นานนักเซียวฮื่อยี้ก็กลับเข้ามาพร้อมทารกน้อยในอ้อมแขน เขายื่นเจ้าตัวน้อยให้ผู้ให้กำเนิดดูจากนั้นจึงวางไปทางหนึ่ง...ส่วนตัวเองนั่งลงข้างร่างที่นอนไร้เรี่ยวแรงและดูหมดหวัง ฝ่ามือแกร่งเอื้อมลูบศีรษะของอีกฝ่ายราวกับปลอบประโลมและลูบไล้ตามใบหน้าเช็ดธารน้ำตาที่ยังหลั่งรินไม่ขาดสาย

"ฟังข้านะ เจ้าต้องเลี้ยงหลานข้าให้เติบโตแข็งแรง... รู้ไหม?" พี่ชายพูดพลางจุมพิตบนหน้าผากมนแล้วยังคงคลอเคลียอยู่ข้างแก้ม

"หากข้าตาย... หากข้าไม่กลับมา..." ริมฝีปากอุ่นร้อนเลื่อนไล้สัมผัสเนียนแก้มแล้ววกเข้าหาริมฝีปากเรียวที่แสนจะสั่นไหว

"พี่..." น้ำเสียงสั่นพร่าเอ่ยอย่างเจ็บปวด ...หวังเพียงพี่ชายจะไม่จากไป เสียงที่เล็ดลอดจากการไม่แนบสนิทของเรียวปากทำให้เซียวฮื่อยี้ตัดสินใจแนบลงไปอีกจนไร้ช่องว่าง

จากนั้นเรียวลิ้นอุ่นร้อนจึงไล้ตามริมฝีปากเรียวกระตุ้นให้อีกฝ่ายรับเขาเข้าไป ..หากฮวยบ่อข่วยไม่ยอมแพ้ เขาเม้มริมฝีปากแน่น ...แล้วก็เป็นเขาเองนั่นแหละที่ทนการเรียกร้องนั้นไม่ไหวจนต้องยอมเปิดปากให้เรียวลิ้นผู้เป็นพี่ชายเข้ามากวาดความหอมหวานไปลิ้มรส

...ถึงแม้จะขมขื่นแต่มันก็ยังอ่อนหวานยิ่งกว่าสิ่งใด...

การแลกเปลี่ยนความรู้สึกของคนทั้งคู่ดำเนินไปได้สักพักฝ่ายพี่ชายจึงค่อยถอนกายออกมายืนมองน้องชายอย่างเต็มตาอีกครั้ง

ดวงตาที่เอ่อนองไปด้วยหยาดน้ำจ้องมองพี่ชายด้วยความเว้าวอน ...ริมฝีปากเรียวแดงเรื่อจากการกระทำเมื่อครู่เผยอขึ้นอีกครั้ง และครานี้สั่นไหวยิ่งกว่าครั้งใด "พี่..." อารมณ์หลากหลายส่งผ่านมากับน้ำเสียง ...ปรารถนา...ทว่าก็เจ็บปวด

เซียวฮื่อยี้มองความต้องการนั้นด้วยความสมใจ เขาปลดสายรัดเอวของตนออก แล้วอาภรณ์หลากชิ้นก็ตามกันไปกองอย่างไร้ค่าบนพื้นห้อง ร่างกายรุ่มร้อนทาบทันบนเรือนร่างอ่อนแรง ชายหนุ่มยิ้มให้น้องชายอีกครั้งพร้อมทั้งเสยเส้นผมที่ลงมาปรกหน้าให้พ้นทาง

...ใบหน้านี้ เรือนกายนี้ ริมฝีปากนี้ เขาจะจารึกไว้ในส่วนลึกสุดของหัวใจ...

"หากข้าไม่กลับมา... สัญญากับข้านะ..ว่าจะไม่ไปตามหาร่างของข้า" เขาพยักหน้าชี้นำให้อีกฝ่ายพนักตอบ แต่สิ่งที่ฮวยบ่อข่วยทำคือส่ายหน้าและขยับมืออันอ่อนแรงมาบีบมือพี่ชายให้แน่นที่สุดเท่าที่แรงในตอนนี้จะทำได้

เซียวฮื่อยี้ส่ายหน้าน้อยๆด้วยความระอาก่อนจะบีบมือตอบอีกฝ่าย ส่วนมืออีกข้างเชยคางมนให้ดวงตาสบกันนิ่ง "ข้าอยากให้มีแต่ความทรงจำดีๆเกี่ยวกับพี่ชายคนนี้ ให้ข้าหล่อที่สุดในความทรงจำของเจ้า" ชายหนุ่มประทับจุตพิตลงไปอีกครั้ง มือข้างที่เชยคางของอีกฝ่ายเลื่อนลงมาปลดอาภรณ์ที่ขวางกั้นระหว่างร่างสองร่างของฮวยบ่อข่วยออกอย่างแช่มช้า

"ข้ารู้... เมื่อข้าสู้กับเง็กอี้ ร่างของข้าคงไม่อยู่ในสภาพที่ดีนัก ไม่พิษที่ข้าดื่มเข้าไปก็อาจเป็นพลังของนางที่ทำให้ข้า.. ..ข้าไม่อยากให้เจ้าเห็นข้าในสภาพนั้น" เรียวปากยังคงคลอเคลียกันไม่ยอมห่าง ฝ่ามือร้อนลูบไล้ไปยังแผ่นอกเปลือยเปล่าลากเลื่อนลงสู่จุดอ่อนไหวของน้องชาย สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอาฮวยบ่อข่วยขนลุกชันทั่วสรรพางค์กาย

"อืออ...." เสียงครางเบาในลำคอด้วยขีดอารมณ์พุ่งสูงจนมิอาจห้าม ของเหลวขุ่นทะลักเปื้อนมือที่ยังคงวนเวียนอยู่แถวต้นขาไม่ยอมห่าง

"จำไว้นะ วันเชงเม้งเจ้าต้องเอาอาหารมาไหว้ข้าเยอะๆด้วยล่ะ" คำสั่งเสียยังคงพร่างพรูจากปากพี่ชายจนทำให้ฮวยบ่อข่วยยิ่งรู้สึกเจ็บร้าว ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้าพยายามปฏิเสธคำสั่งเสียเหล่านั้น

มันจะไม่มีวันนั้น...เขาได้แต่ภาวนา

น้ำตาไม่ยอมเหือดแห้ง...

เมื่อไหร่กัน..ที่ความทรมานนี้จะจบลง?

เมื่อไหร่กัน..ที่พี่ชายของเขาจะเลิกทำร้ายเขาด้วยคำพูดบ้าๆนั่น?

ห้วงคำนึงต่างๆถูกทำลายเมื่อเซียวฮื่อยี้แยกเรียวขาของน้องชายออกแล้วชันขาของอีกฝ่ายขึ้น ร่างกายผ่าวร้อนที่เสียดสีกันทำให้รู้ว่าพี่ชายของตนก็ต้องการปลดปล่อยเช่นกัน ความแข็งขืนจ่อเข้าที่ช่องทางคับแคบทำให้ฮวยบ่อข่วยหลับตาแน่น

"ลืมตา บ่อข่วย ..มองดูข้าให้ชัดๆ ทุกสิ่งที่เป็นตัวข้า... ให้เจ้าทั้งหมด จำวันนี้ให้ดี...ทุกสิ่งของข้าจะสลักอยู่ในตัวเจ้า ในวิญญาณของเจ้า"

น้ำเสียงแหบต่ำนั้นทำให้ฮวยบ่อข่วยข่มความกลัวลืมตาขึ้นมองและสบนัยน์ตาของพี่ชายนิ่ง แววแห่งปรารถนาปรากฏชัด พลันชายหนุ่มรู้สึกเจ็บร้าวบริเวณช่วงล่าง เซียวฮื่อยี้แทรกกายโดยไม่บอกกล่าว..ลึกลง และลึกลงเรื่อยๆ

"อ๊ะ!! พี่...ข..ข้าเจ็บ" ฮวยบ่อข่วยกอดไหล่พี่ชายแน่นดั่งต้องการลดทอนความเจ็บปวดนั้น เจ็บจนรู้สึกราวกับร่างกำลังจะถูกแยกจากกัน

ความคับแน่นและเสียงร้องด้วยความทรมานของน้องชายทำให้เซียวฮื่อยี้ค้างกายนิ่งรอให้อีกฝ่ายปรับตัว "คนเก่งของพี่ อย่าเกร็งนะ ..เราไม่มีเวลาแล้ว..." สิ้นเสียงบอกกล่าวอย่างอ่อนโยน การกระทำก็รุนแรงขึ้นอย่างมิอาจอดกลั้นได้อีก การกระแทกกายดำเนินซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เร็วขึ้น

แรงขึ้น

...จนถึงขีดสุด

ร่างสองร่างแทบลุกไหม้

...

......

เซียวฮื่อยี้ซบลงกับซอกไหล่ชื้นเหงื่อ เสียงหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนสองเสียงประสานกัน..โดยเฉพาะยามดึกสงัดเช่นนี้ ช่างเด่นชัดกลบเสียงหรีดหริ่งเรไรทั้งมวล และแม้จะมาถึงจุดหมายปลายทางแล้วทั้งคู่...ทว่าเซียวฮื่อยี้ก็ยังคงไม่ถอนกายออกไป เพียงครู่เดียวฮวยบ่อข่วยก็รู้สึกถึงความอึดอัดอีกครั้ง ใบหน้าเนียนชื้นเหงื่อแดงซ่าน

"พี่..."

เซียวฮื่อยี้จูบเน้นย้ำทำร่องรอยทิ้งไว้ตั้งแต่เนินไหล่ ซอกคอเรียวระหง แล้วจบลงที่ริมฝีปากเรียว...ที่เผยอรอรับอย่างรู้ดี ลิ้นร้อนพัวพันกันแนบแน่น แม้ยาที่ฮวยบ่อข่วยโดนจะทำให้ตนเชื่องช้าลงแต่ก็ไม่สามารถกลบความรุ่มร้อนของจุมพิตได้ ไม่นาน...พี่ชายก็เป็นฝ่ายเคลื่อนกายอีกครั้ง

"อึ๊!!.." แล้วความที่ยังไม่ชินก็ทำให้ฮวยบ่อข่วยอุทานด้วยเจ็บแปลบขึ้นอีกครั้ง หากไม่นาน..ความเจ็บกลายเป็นความชา แล้วความรู้สึกอึดอัดก็กลายเป็นความหฤหรรษ์ เสียงครางเครือในลำคอดังไม่หยุดหย่อนตามจังหวะการเคลื่อนไหวของร่างด้านบน

"อื้อออออ......."

แล้วความรุ่มร้อนก็สิ้นสุดลง เมื่อความทรมานแสนหวานถูกปลดปล่อยเซียวฮื่อยี้ค่อยถอนกายออกไปยันกายมองหน้าน้องชาย ใบหน้าเนียนของน้องชายแดงซ่าน เม็ดเหงื่อผุดพราย... ดวงตาที่สะท้อนแต่เงาของพี่ชายปรือปรอย เซียวฮื่อยี้ลูบไล้ใบหน้านั้นอย่างแสนรัก เช็ดเหงื่อและคราบน้ำตาจนเหือดแห้งแล้วลุกไปใส่เสื้อผ้าที่ตนเองเคยถอดทิ้งอย่างไม่ใยดีก่อนหน้านี้ ฮวยบ่อข่วยมองการกระทำเหล่านั้นไม่วางตาราวกับกำลังบันทึกทุกการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายมิให้ลืมเลือน

เซียวฮื่อยี้เดินไปหยิบของสิ่งหนึ่งที่อยู่บนโต๊ะขึ้นมา เขานั่งลงข้างกายเปลือยเปล่าที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงแล้ววางมันบนหน้าอกอีกฝ่าย "นี่คือตัวต่อหกแผ่นที่ข้าลักขโมยออกมาพร้อมลูกของเจ้า เจ้าเอานี่ไปศึกษาซะ นะ.. เจ้าจะได้สู้นางได้" ตัวต่อหกแผ่นบรรจุเคล็ดวิชาตัดบุปผาต่อหยก เซียวฮื่อยี้คิดเพียงว่า..หากฮวยบ่อข่วยสำเร็จวิชานี้ น้องเขาจะไม่แพ้ใครแม้แต่กังเง็กอี้

คำพูดที่คอยกรีดแทงจิตใจของเซียวฮื่อยี้ไปกระทบหัวใจที่เจ็บร้าวของฮวยบ่อข่วย ชายหนุ่มร่ำไห้เงียบๆอีกครั้ง..เขากัดริมฝีปากแน่นกลั้นเสียงสะอื้นจนตัวโยนก่อนรวบรวมแรงอันน้อยนิดปัดของมีค่าชิ้นนั้นทิ้งลงพื้น

ตุ้บ!!

"ไม่.." ดวงตาฉ่ำน้ำจ้องมองเว้าวอนพี่ชายอีกครั้ง

เซียวฮื่อยี้เพียงส่ายหน้า...ขอบตาร้อนผ่าว ดวงตาที่สะท้อนร่างคนสำคัญที่เหลือเพียงหนึ่งเดียวแดงช้ำ ความแข็งแกร่งที่เพียรสร้างมาแต่แรกทลายลงราบ...แล้วสายน้ำแห่งการลาจากก็ทิ้งตัวลงมาเป็นสาย ชายหนุ่มจุมพิตตามร่องรอยบนร่างของอีกฝ่ายที่ตนเป็นคนทำไว้และเน้นย้ำรอยเหล่านั้น..ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น..ให้คงอยู่ตลอดกาล

...ต้นขา

...หน้าท้องแบนราบ

...แผ่นอกที่สะท้านด้วยแรงสะอื้น

...ลำคอเรียวระหง

...เนียนแก้ม หน้าผากมน ปลายจมูกโด่งรั้น และ

สัมผัสริมฝีปากที่สั่นระริกจนแนบสนิทไร้ช่องว่างใดใด

ฮวยบ่อข่วยเอื้อมมือจับยึดแขนเสื้ออีกฝ่ายแน่น เมื่ออีกฝ่ายถอนกายออกไปเขาก็ทำได้เพียงดึงรั้งด้วยแรงที่อ่อนล้าเท่านั้น เซียวฮื่อยี้แกะมือที่เกร็งจนข้อนิ้วขาวออกเหมือนไม่รับรู้ว่าน้องชายต้องการอะไร ชายหนุ่มคลี่ผ้าห่มคลุมเรือนร่างเปลือยเปล่าจนถึงหน้าอก

"ย..อย่าไป...ฮึก อย่า..."

เซียวฮื่อยี้เก็บตัวต่อหกแผ่นที่พื้นขึ้นมาวางข้างกายอีกฝ่ายก่อนจะลูบไล้โครงหน้าน้องชายเบาๆ คนึงหา..อาวรณ์...และจารจำ

"ดูแลหลานข้าให้ดีนะ" แล้วตัดใจเดินออกจากห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไอรัก .......ก่อนพ้นประตูห้องนั้น..ชายหนุ่มหันใบหน้าแย้มยิ้ม...หากเปื้อนคราบน้ำตากลับมาหานัยน์ตาที่ยังคงจ้องมองเขาอยู่อีกครั้ง

"ข้ารักเจ้านะ...น้องชาย" แล้วร่างผู้เป็นพี่ชายก็ลับหายออกไปพร้อมบานประตูที่ปิดสนิทลง.... ทิ้งให้ร่างที่นอนอยู่บนเตียงสั่นสะท้านโดยไม่มีผู้ใดคอยปลุกปลอบ ทิ้งให้ร่างที่นอนอยู่บนเตียงผจญกับความเกรงกลัวต่อการสูญเสียอยู่กับลูกน้อย ...โดยไม่สามารถติดตามไปช่วยอะไรพี่ชายได้เลย

.......................................

แล้วเมื่อชายหนุ่มตื่นขึ้นในยามเช้า สิ่งที่สมองระลึกถึงเป็นสิ่งแรกคือ..พี่ชาย แล้วเขาก็พบว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดกลับคืนมาแล้ว และเมื่อมองไปยังตัวต่อหกแผ่นที่พี่ชายเสี่ยงไปเอามาเขาก็ปัดมันไปกระแทกกับกำแพงโดยแรงอย่างเจ็บใจ

...เจ็บใจต่อการกระทำที่โง่เง่าที่สุด

คิดจะยอมตายแทนเขาได้ยังไง?

พลันเมื่อตัวต่อเปิดออก ชายหนุ่มพบว่าตนยังมีวิธีเอาชนะกังเง็กอี้ได้ พอจะมีวิธีช่วยพี่ชายแล้ว

"ที่แท้ เจ้าของวิชาตัดบุปผาต่อหยกก็เกรงว่ามันจะอยู่ในมือคนชั่ว ถึงได้บอกวิธีเอาชนะไว้นี่เอง" ฮวยบ่อข่วยกล่าวอย่างยินดี ไม่รอช้าที่จะรุดไปหาพี่ชายโดยไว จุดหมายปลายทางเป็นที่ใดเขาย่อมรู้ใจของพี่ชายดี..วังบุปผา

เขาเข้าไปช่วยเซียวฮื่อยี้ขณะกำลังจะถูกฆ่าได้ทันเวลา แล้วก็สามารถสังหารกังเง็กอี้ได้สำเร็จ ...แต่ลมหายใจแห่งชีวิตของพี่ชายก็กำลังจะดับลงเช่นกัน

"ทำไมวันนี้มืดเร็วจังล่ะบ่อข่วย?" ใบหน้าไร้สีเลือดในอ้อมแขนของฮวยบ่อข่วยส่ายไปมาราวมองหาแสงแห่งความหวัง "ข้าง่วงจังเลย ขอข้าหลับหน่อยนะ เหนื่อยจริงๆ"

"ไม่ ไม่... อย่าหลับนะ นี่..คุยกับข้าก่อน เจ้าต้องอยู่กับข้า เจ้าต้องเป็นคนเลี้ยงหลานนะ" ชายหนุ่มร่ำไห้เจียนขาดใจ ไม่อยากสูญเสียคนๆนี้ไป

"เปลี่ยนชื่อลูกของเจ้าซะ ชื่อเก่าไม่ดี นะ"

"ได้ๆ อย่าเพิ่งหลับนะ เจ้าตั้งให้ข้าสิ"

"ฮึฮึ เอาเป็นเนี่ยมฮื้อดีไหม คิดถึงเซียวฮื่อยี้ไง"

"ดีๆ ข้าจะเปลี่ยน เปลี่ยนเป็นเนี่ยมฮื้อเลย อย่าหลับนะ"

"ม...ไม่ไหวแล้วล่ะ" ดวงตาไร้แววปรือปรอยและค่อยปิดสนิทลง ร่างในอ้อมแขนฮวยบ่อข่วยอ่อนยวบ

"ไม่นะ พี่!!!!!!!"

.........................................

วันเวลาผันผ่าน

เนี่ยมฮื้อเติบโตขึ้นเป็นเด็กดีและแข็งแรงอย่างที่ลุงของเขาหวังไว้ แต่ชายหนุ่มกลับมิได้รับรู้เลย

"เนี่ยมฮื้อ เจ้าออกไปเล่นข้างนอกก่อนนะ อย่าลืมไปไหว้หลุมศพทุกคนด้วยล่ะ"

"ครับท่านพ่อ ข้าไปก่อนนะครับท่านลุง" เด็กน้อยรับคำบิดา ......และหันไปพูดกับร่างชราที่นั่งนิ่งไม่ไหวติงราวไร้วิญญาณของ.....เซียวฮื่อยี้

"พี่...ข้าตัดสินใจถูกแล้วใช่ไหมที่ใช้เข็มสกัดจุด..ไม่ให้เจ้าตายในวันนั้น" ทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องราวในอดีต ฮวยบ่อข่วยจะเจ็บปวดจนหลั่งน้ำตาทุกครั้ง ชายหนุ่มไล้มือไปบนมือเหี่ยวย่นของอีกฝ่าย และจุมพิตเบาๆบนหลังมืออย่างเคารพรัก เขาพยายามทุกวิถีทางที่จะปลุกพี่ชายให้ตื่นจากภวังค์เสียที

".....................เจ้าจำพวกเขาได้ไหม?" ฮวยบ่อข่วยวางตุ๊กตาไม้แทนตัวคนสำคัญทุกคนของเซียวฮื่อยี้ลง เขายื่นหน้าเข้าไปเกือบชิดใบหน้าเหี่ยวย่นและจับมือที่ไม่เคยขยับมาแนบซีกหน้าของตน

"และสุดท้ายก็ข้า ...ข้าเป็นน้องชายของเจ้า รอคอยให้เจ้าตื่นมาโดยตลอด ฮึก.." ชายหนุ่มปาดน้ำตาทิ้งไปกัดริมฝีปากแน่นกลั้นเสียงสะอื้น ตลอด 8 ปีมานี้..แม้จะพูดไปเท่าใดปฏิกิริยาที่กลับมาคือความนิ่งเฉยไม่ไหวติง ...ทนไม่ได้ที่จะจ้องมองดวงตาที่ไม่ยอมสะท้อนสิ่งใด...

ฮวยบ่อข่วยเดินไปล้มตัวลงนอนบนเตียงและหลับไหลอย่างคนหมดแรง ....จึงไม่เห็นว่า คนที่นิ่งสนิทมาตลอดหลายปีเริ่มขยับมือ

ร่างอ่อนแรงขยับกายเดินมายังร่างที่หลับสนิท เขานั่งลงพิจารณาใบหน้ายามหลับที่ยังมีคราบน้ำตาของน้องชาย มือเหี่ยวย่นที่เคยแข็งแกร่งเอื้อมลูบไล้โครงหน้าอีกฝ่ายแผ่วเบา แต่ก็ยังสามารถปลุกน้องชายจากนิทรารมณ์ได้..

ฮวยบ่อข่วยนิ่งงัน น้ำตาของเขาหลั่งรินอีกครั้ง...ทว่า..ครานี้เกิดจากความปิติยินดียิ่ง

"พี่..." ชายหนุ่มโผเข้าหาร่างที่เขาเฝ้ามองและรอคอยวันนี้มานานแสนนาน เซียวฮื่อยี้จุมพิตรับขวัญน้องชายเบาๆ ความทรงจำวันคืนเก่าๆหวนกลับมาให้ระลึกถึง สายเลือดยังคงพันผูกให้พวกเขาผูกพันกันยิ่งกว่าใคร...

.....จากนี้ไปฮวยบ่อข่วยไม่ต้องทรมานกับการรอคอยคนสำคัญอีกแล้ว.....

ลาก่อน การรอคอยที่แสนเนิ่นนาน

ลาก่อน คืนวันอันแสนทรมานจิตใจ

ลาก่อน คราบน้ำตาที่มากับความห่วงใย

ลาก่อน ดวงใจที่แหลกสลายเพราะไร้คนอุ้มชู

*********EnD*********


edit @ 2006/10/10 19:16:14