Novels

[Novel]Eternal Night beside My Vampire (end)

posted on 25 Dec 2006 23:46 by deej  in Novels

Eternal Night Beside My Vampire [Christmas Project]

ในคืนเดือนมืด...ทางเดินไร้ไฟยิ่งมืดสนิท ไฟโคมดวงน้อยส่องสว่างอยู่ในวงจำกัด ...มือหนึ่งกระชับหูตะเกียงมือหนึ่งกระชับเสื้อคลุมแน่นเข้า สองเท้ารีบเร่งจากเดินกลายเป็นวิ่ง โบสถ์อยู่อีกไม่ไกลเท่าใดนัก

แต่ทว่า...จู่ๆร่างกายถูกกระชากเข้าข้างทางที่ประกอบด้วยไม้พุ่มรกทึบ ปากของอองเดรถูกปิดสนิทจนไม่อาจร้องตะโกนขอความช่วยเหลือได้ดั่งใจ

ร่างของอองเดรถูกจับคว่ำหน้าลงกับพื้นเย็นเยียบ..กลิ่นดินกลิ่นหิมะกระจายเข้าจมูก เข่าของร่างด้านบนกดแน่นลงบนเอวคอดบางก่อนผ้าผืนบางอวลกลิ่นน้ำหอมจะปิดปากและผูกเงื่อนตายที่ท้ายทอย ...มือของอองเดรที่ไขว่คว้าหาอิสรภาพถูกจับมัดไขว้ไว้เบื้องหลัง...ผ้าที่คิดว่าคงเป็นเสื้อคลุมครอบพันศีรษะพาให้ดวงตาเด็กหนุ่มบอดสนิทโดยสิ้นเชิง

ร่างลึกลับอุ้มอองเดรขึ้นพาดหลังอาชาก่อนควบทะยานด้วยความรวดเร็ว ลมหนาวบาดลึกลงผิวกายภายใต้เสื้อผ้าหนา...แรงกระเทือนทำให้เด็กหนุ่มจุกท้องจนอยากอาเจียน ยิ่งเวลาผ่านไปเด็กหนุ่มก็ยิ่งอยากให้ตัวเองสลบไสลไปเสีย อาการเจ็บจนจุกเริ่มทำให้เขาเวียนศีรษะหนักยิ่งขึ้น...เวลาเพียงไม่กี่สิบนาทีดูเนิ่นนานเกินกว่าเขาจะคาดคิด

...และทันทีที่เท้าม้าหยุดสนิท เมื่อร่างของอองเดรถูกประคองลงจากหลังม้า..และเมื่อเท้าของเขาแตะถึงพื้น เหมือนโลกจะมีแรงดึงดูดมากกว่าเคย..เหมือนขาของอองเดรเป็นอัมพาต เด็กหนุ่มทรุดนั่งแทบเท้าผู้ที่ประคองเขาทันที

อองเดรได้ยินเสียงหัวเราะขำใสกังวานไม่ดังนัก ก่อนร่างของเขาจะถูกอุ้มขึ้นมาและพาเดินไปยังทิศทางที่มีแสง เด็กหนุ่มรับรู้ได้ว่าบัดนี้ได้เข้ามาอยู่ในบ้านของใครคนหนึ่งแล้ว ...ไออุ่นจากเตาผิง.. และเสียงผู้คนมากมายดังอยู่รายรอบ..

เสียงพูดคุยดังห่างออกไปเรื่อยๆ กระทั่งเงียบสนิทตามเสียงปิดของประตูบานหนา ..ห้องนี้เย็นชืดผิดกับห้องที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง ร่างของอองเดรห่อตัวอัตโนมัติเมื่อหลังกระทบเตียงนุ่ม อาจด้วยความหนาวเย็นผสมกับความหวาดกลัวก็เป็นได้ ...มาบัดนี้เด็กหนุ่มก็ยังไม่รู้จุดประสงค์ของผู้ที่ลักพาตัวเขามาแต่อย่างใด...

แม้ผ้าที่ใช้คลุมศีรษะจะหลุดออกไปแล้ว ..ทว่าความมืดภายในห้องที่ไร้แสงไฟทำให้เด็กหนุ่มมองอะไรได้ไม่ชัดอยู่ดีแม้จะมีแสงระยับจากดวงดาวนอกหน้าต่างก็ตามที มือเย็นชืดแกะผ้าที่มัดมือให้อย่างง่ายดาย..อองเดรถอยหลังกรูดไปชิดหัวเตียงพลางดึงผ้ามัดปากโยนทิ้งไปทางหนึ่ง ดวงตาสีเขียวสดเพ่งมองไปยังร่างที่ซ่อนอยู่ในเงามืดด้วยความหวาดระแวง--ดวงตาคู่นั้นเป็นประกายสีทองราวสัตว์ป่า..อันไม่อาจกล่าวได้ว่านั่นเป็นดวงตาของมนุษย์เป็นแน่--ทำให้เด็กหนุ่มยิ่งหวาดผวา

มีเสียงดีดนิ้วดังขึ้นหนึ่งครั้ง จากนั้นไฟในเตาผิงก็ลุกพรึ่บขึ้นมาทั้งๆที่เงาร่างนั้นยังคงยืนอยู่ที่เดิม แสงจากกองไฟส่องกระทบเรือนร่างสูงโปร่งกระจ่างในสายตา ...อองเดรนิ่งงันดั่งถูกมนต์สะกด ความงดงามที่หาได้ยากยิ่งปรากฏอยู่เบื้องหน้า สิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นชายผู้นี้ล้วนดุจได้รับพรจากพระเจ้า ..ผิวสีขาวซีดที่โผล่พ้นเสื้อผ้านั้นนวลเนียนดุจหินอ่อนเนื้อดี ใบหน้าเรียวได้รูปรับกับคิ้วสีเข้มเรียวพาดอยู่เหนือนัยน์ตาสีแดงก่ำดุจทับทิมน้ำงาม จมูกโด่งสวย และ..ริมฝีปากบางสีแดงสดดุจอาบไล้ไปด้วยเลือด เส้นผมสีรัตติกาลเงาวับกำลังพลิ้วไหวราวเริงรื่นไปกับสายลมเอื่อย

ทว่า..รอยยิ้มของชายตรงหน้าทำให้อองเดรตระหนักได้ว่า บุคคลเบื้องหน้าหาใช่เทพบุตรดั่งรูปลักษณ์ไม่ ...เขี้ยวสีขาวทั้งสองซี่ที่ยาวผิดปกติกำลังอวดความสง่างามของมันส่งให้รอยยิ้มนั้นชวนสยองขวัญได้ยิ่งกว่าเรื่องเล่าที่เด็กหนุ่มเคยได้ยินมา

ปิศาจดูดเลือดที่คอยพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ ชีวิตแล้วชีวิตเล่าที่ต้องสังเวยโดยไร้ความผิด ความงดงามที่เห็น..หาใช่สิ่งที่พระเจ้าประทาน หาก..เป็นกับดักล่อลวงแห่งจอมมาร .....คมเขี้ยวคู่นั้นจะพรากชีวิต..จิตวิญญาณ..และความบริสุทธิ์จากหญิงสาวผู้ตกเป็นเหยื่อหรือชายหนุ่มผู้หลงมัวเมาไปกับตัณหาราคะ

ทว่า..สิ่งที่อองเดรไม่อาจรับรู้ บุคคลผู้นี้คือ จอมปิศาจแห่งยุคที่ถูกกล่าวขานมากที่สุด..แวมไพร์ผู้ทรงอำนาจ..จ้าวแห่งกิเลสตัณหา..ปฏิปักษ์แห่งศาสนจักร และ..จอมมายาผู้สร้างปาฏิหารย์ --เคานท์ฌองเตส จ้าวแห่งแวมไพร์และแวมไพร์สายเลือดแท้ที่หาได้ยากยิ่ง--

เคานท์รูปงามเข้าประชิดด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ..ก่อนไล้เล็บยาวสวยตามโครงหน้าซีดเผือดของอองเดร พาให้เด็กหนุ่มผู้รับใช้พระเจ้าหวาดกลัวจนตัวสั่น--มือเล็กบางล้วงลึกเข้าไปในอกเสื้อจับกุมกางเขนเงินอันน้อยไว้มั่นแล้วกระชากมันออกจากสร้อยและกระแทกตัวแทนความศักดิ์สิทธิ์นั้นใส่อกร่างเบื้องหน้า ทว่า...อีกฝ่ายกลับหลบหลีกออกมาด้วยความเร็วผิดมนุษย์จนมันวืดโดนเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

"พระผู้เป็นเจ้า โปรดประทานพลังแก่ลูก โปรดช่วยลูกขับไล่ปิศาจร้าย .."

"หึหึหึหึ ไม้กางเขน... เจ้าคิดว่ามันทำให้ข้ากลัวเช่นนั้นหรือ?? จะบอกอะไรให้เข้าใจไว้อย่างนะ" เพียงพริบตา ฝ่ามือเย็นจัดของเคานท์รูปงามคว้าหมับเข้าทั้งกางเขนเงินและมือผู้เป็นเจ้าของ...อองเดรได้ยินเสียงไหม้เบาๆ..และพบว่ามีควันจางๆ ลอยออกมาจากต้นเสียง "มันก็แค่ของเล่นที่ทำให้แสบๆ คันๆ สำหรับข้าเท่านั้น" เคานท์ฌองเตสโยนกางเขนน้อยเข้ากองไฟด้วยความแม่นยำ

อองเดรตาเหลือกลาน เขาเป็นเพียงนักบวชฝึกหัดที่เพิ่งเข้ามารับหน้าที่ได้ไม่นาน บทสวดทั้งหลายยังจำได้ไม่หมด..ประสาอะไรกับบทสวดขับไล่ภูตผีปิศาจ... ซ้ำร้าย ที่พึ่งเดียวที่มีก็ไม่อาจปกป้องอะไรเขาได้ด้วยบัดนี้ถูกโยนทิ้งไปอย่างไร้ค่าและมอดไหม้อยู่ในกองเพลิง

"รู้ไหมนักบวช กางเขนพวกนั้น.. แม้จะทำร้ายข้าไม่ได้แต่ว่า..สร้างแผลเป็นให้ข้าเชียวนะ" ฌองเตสแบมือข้างนั้นให้เด็กหนุ่มดู และปรากฏว่ามีรอยผื่นแดงไหม้เป็นรูปกางเขนบนมือเรียวงามจริง "แล้วค่าที่ทำให้ร่างของข้ามีริ้วรอยมันก็มากเกินกว่าเจ้าจะคาดคิด"

แล้วทันใดข้อมือทั้งสองของอองเดรถูกตรึงเข้ากับผนังด้วยแรงจากมือเพียงข้างเดียวของเคานท์รูปงาม นัยน์ตาสีแดงคู่สวยพินิจผิวกายผุดผาดไร้มลทินด้วยความชื่นชม ..ความงาม..ความบริสุทธิ์..คือสิ่งที่เขาปรารถนามาเนิ่นนาน --หญิงสาวบริสุทธิ์มากมายจึงกลายเป็นอาหารอันโอชะ ทว่า...เคานท์ฌองเตสไม่เคยอิ่มเอม เลือดของพวกหล่อน..พรหมจรรย์ของพวกหล่อน ไม่เคยทำให้เพียงพอ ยิ่งเสพสมยิ่งถวิลหา..หาใหม่ด้วยความเบื่อหน่ายอยู่ร่ำไป

ครานี้เหยื่อผู้แสนพิสุทธิ์กลับเป็นนักบวช..แถมยังเป็นเด็กหนุ่ม เพียงแวบแรกที่เห็นแค่ผ่าน..ความงดงามที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้านักบวชก็เชิญชวนให้ค้นหา เมื่อเฉียดใกล้..กลิ่นเลือดหอมหวนภายใต้ผิวกายก็เรียกร้องให้ฝังคมเขี้ยว พรหมจรรย์ที่อวลกลิ่นหอมประหลาดฉุดกระชากกามตัณหาของเขาให้ลุกโชน ...เคานท์ฌองเตสไม่เคยคาดคิดว่าตนจะกระชากนักบวชผู้บริสุทธิ์..ร่างศักดิ์สิทธิ์ตัวแทนพระเจ้า..ให้มาอยู่ในอ้อมแขนของตน ไม่เคยคิดจะยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเกลียดชังอีกทั้งยังหลบเลี่ยงการปะทะกับนักล่าแวมไพร์มาได้โดยตลอด

หาก..เมื่อรู้ตัวอีกที มือของเขาก็คว้าร่างนั้นเอาไว้แล้ว

มือเรียวสวยลากไล้ตามโครงหน้างดงามก่อนเลื่อนลงมาตามลำคอ ..แอ่งชีพจรเต้นระรัวจนรู้สึกได้ เสียงหัวใจของมนุษย์เต้นกระหน่ำ..โสตประสาทที่ว่องไวรู้สึกได้ดี ... เสื้อคลุมตัวยาวปิดบังความงามที่เขาหวังจะได้ยล..มันจึงถูกฉีกกระชากออกไปจนเผยร่างกายขาวนวล ..สีสันของความเยาว์วัยภายใต้ผิวกายขาวอมชมพูยั่วยวน เคานท์ฌองเตสอดฝากรอยเล็บด้วยความพอใจไว้ไม่ได้ เรียวเล็บงามกรีดลากตามแนวแผ่นอกที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจอันหนักหน่วงจนหยาดเลือดซึมไหลออกมา

"อึ๊!! เจ็บ ได้โปรด"

แต่สิ่งที่เคานท์ฌองเตสกระทำต่อร่างที่สั่นกลัวอย่างน่าสงสารคือ..การเล็มเลียรอยเลือดที่ตนเป็นคนทำให้เกิดขึ้น เพียงปลายลิ้นสัมผัสหยาดน้ำสีแดงเข้มเล็กน้อยนั่น ..ความหวานล้ำหอมกรุ่นอวลไปทั่วปาก

อย่างที่คิดไม่มีผิด เลือดของนักบวชผู้นี้เป็นอาหารชั้นเลิศที่หาไม่ได้ง่ายๆ

"ผมเป็นเพียงนักบวชฝึกหัด..ผมไม่เคยคิดทำร้ายพวกคุณเลย.. และต่อไปผมก็จะไม่ทำด้วย ฉะนั้นได้โปรดปล่อยผมไป" อองเดรอ้อนวอนอีกฝ่ายด้วยความกลัวจับจิต

...การตายอย่างสามัญไม่น่ากลัวเลย..เมื่อจะได้ไปอยู่ใกล้ชิดพระเจ้า หาก..น่ากลัวเป็นที่สุดเมื่อเขาต้องตายแบบร่างกายและจิตใจไม่อาจคงความเป็นตัวเองเอาไว้ได้ การตายจากคมเขี้ยวของแวมไพร์จะทำให้เขาไม่อาจไปสู่ดินแดนของพระเจ้า...ร่างของเขาจะไม่ได้รับการชำระบาป--เมื่อศพของเขาถูกพบมันจะถูกเผาในทันทีโดยไม่มีพิธีใดทั้งสิ้น..ก่อนที่จะกลายเป็นศพเดินได้--นั่นเป็นสิ่งที่อองเดรกลัวเป็นที่สุด เด็กหนุ่มเป็นเด็กกำพร้าที่ศาสนจักรรับอุปการะ เขาเติบโตท่ามกลางคำสอนของพระเจ้า ..เขาไม่เคยได้รู้จักและสัมผัสกับกิเลสหรือความชั่วใดๆ ที่ปุถุชนพึงมีพึงเป็น

--'ผ้าขาว' ผู้ไม่เคยแปดเปื้อน--

เคานท์ฌองเตสเองก็รับรู้สิ่งนั้นได้ ...หยดเลือดบ่งบอกทุกสิ่ง ชีวิตของอองเดรเขารู้จัก..วิญญาณของอองเดรเขาสัมผัสได้ อองเดรผู้บริสุทธิ์สะอาด... เคานท์รูปงามคำนึงในใจ เขาจะเสกสรรปั้นแต่งให้ผ้าขาวผืนนี้ขาดเขาไม่ได้...เพชรน้ำงามเม็ดนี้จะส่องประกายเคียงข้างเขาตลอดกาล

"เจ้าจะกลัวอะไรกับชีวิตอมตะอองเดร... "

"ชีวิตอมตะที่คุณพูดถึง...มันก็เป็นแค่ศพเดินได้เท่านั้น!!"

"หือ??.. ใครบอกเจ้ากันล่ะ อา..ถ้าเป็นพวกลูกๆ ของข้าทำล่ะก็..คงเป็นเช่นนั้น แต่เจ้ารู้ไหม..นี่น่ะ แวมไพร์ตรงหน้าเจ้านี้ คือเคานท์ฌองเตสนะ" ลูก..ความหมายคือผู้ที่มีชีวิตหลังความตายกลายเป็นแวมไพร์ด้วยฝีมือของเขา..เขาคือผู้ให้กำเนิดแวมไพร์ตนอื่น แวมไพร์สายเลือดตรงคนสุดท้ายในเมืองนี้

"ค...คุณ คุณคือเคานท์คนนั้น?!?"

"ผู้ที่ให้กำเนิดแวมไพร์ทั้งปวง จะชุบชีวิตใครก็ได้.. ฉะนั้นเจ้าจะไม่มีทางเป็นศพเดินได้ เข้าใจหรือยัง"

"...............แต่ผมยังคงไม่ต้องการ.. สิ่งที่ผมปรารถนาคือเส้นทางของพระเจ้า ได้โปรดปล่อยผมเถอะครับ"

"หึหึหึหึ เจ้าพูดง่ายจังนะ ...เจ้าลองคิดดูสิ หากมีอาหารชั้นยอดวางอยู่ตรงหน้าเจ้า เจ้าจะทำเช่นไร?...จะไม่กินมันงั้นหรือ?"

"ต..แต่ว่า ถ้ามันไม่ใช่อาหารของผม ผมก็ไม่กินหรอก"

".................. ฮะฮะฮะ เจ้าช่างฉลาดยอกย้อนนักอองเดร" ด้วยความหมั่นไส้ปนเอ็นดู เคานท์ฌองเตสเชยปลายคางเด็กหนุ่มขึ้นก่อนประทับจุมพิตบนริมฝีปากซีดสั่นและเย็นจัด เรียวลิ้นนุ่มลื่นดึงดันเข้าไปกวาดสัมผัสกับลิ้นร้อนที่พยายามหดหนี

อองเดรทั้งตกใจ ทั้งสับสน...เด็กหนุ่มไม่เคยได้รู้จักสัมผัสเช่นนี้จึงออกอาการต่อต้านโดยไม่ทันรู้ตัว กระทั่งจำยอมกระทำตามการชักนำที่อีกฝ่ายเชิญชวนเมื่อความหวามไหวประหลาดวูบอยู่ในอก

ขณะที่อะไรต่อมิอะไรจะเลยเถิด.. เสียงเปิดประตูบานหนาหนักดังขึ้นขัดจังหวะ

"ข้าเรียกเจ้าเช่นนั้นรึ?...ฟรานเชสก้า" เคานท์รูปงามเอ่ยถามทั้งที่ยังไม่ได้หันไปมองผู้มาใหม่แม้แต่น้อย ในน้ำเสียงเรียบเฉยนั้นยากจะเดาอารมณ์ผู้พูดก็จริงอยู่ หาก..ผู้ที่คุ้นเคยกันดีย่อมรับรู้อารมณ์ลึกที่ซ่อนเก็บไว้ได้ดี... เคานท์ฌองเตสกำลังหงุดหงิด

"ขออภัยค่ะท่านเคานท์ ข้าเพียงได้ยินว่าเมื่อท่านมาถึงก็พาเหยื่อเข้าห้องของท่าน วันนี้จะไม่มาสนุกกับข้าก่อนหรือคะ?" ร่างงดงามเย้ายวนมีเพียงผ้าห่มคลุมกายจากหน้าอกจรดปลายเท้า เผยไหล่นวลเนียนชวนสัมผัส ทุกครั้งที่ก้าวเดิน เรียวขาเปล่าเปลือยจะโผล่พ้นออกมา..อองเดรผู้ไม่เคยเห็นถึงกับกลืนน้ำลายไม่รู้ตัว แต่สิ่งที่ทำให้นักบวชฝึกหัดถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่..หาใช่ด้วยความหวามไหวแต่มันเป็นความหวาดหวั่น รอยเลือดแดงฉานบนเนินอกอวบอิ่มนั่น ...แน่นอนว่านั่นไม่ใช่เลือดหล่อนแน่ๆ

หญิงสาวผู้มีเรือนร่างอันเย้ายวนกิเลสชายหนุ่มทุกผู้ ปล่อยให้ผ้าห่มผืนใหญ่ตกลงไปกองกับพื้น ร่างกายขาวซีดได้สัดส่วนอวดโฉมล้อแสงไฟจนเด็กหนุ่มต้องเมินหน้าหนีไปอีกทางแถมที่แก้มอิ่มสองข้างก็พากันแดงเรื่ออย่างเขินอาย

ฟรานเชสก้าเยื้องย่างแช่มช้อยกระทั่งแตะสัมผัสใบหน้างดงามของเคานท์หนุ่มให้หันเหความสนใจมาทางตน "มาเล่นกับข้าก่อนนะคะ ส่วนเหยื่อนี่ก็เก็บไว้เวลาท่านหิวมิดีกว่าหรือ.." ริมฝีปากสีสดเคลื่อนเข้ามาใกล้ก่อนส่งเรียวลิ้นทักทายริมฝีปากที่เม้มสนิท

และเมื่อจ้าวแห่งแวมไพร์เปิดโอกาสให้หญิงสาวล่วงผ่านเข้าสู่โพรงปากได้ ฟรานเชสก้าก็ยิ่งทวีรสจูบให้เร่าร้อนขึ้นเรื่อยๆ

"อืม อึ..อือ" เสียงครางบาดหูของหญิงสาวที่ทำให้บางอย่างในอกของอองเดรเต้นพล่าน... ถึงแม้เคานท์หนุ่มจะกำลังแลกจุมพิตกับผู้มาใหม่อย่างออกรส ทว่า..มือแข็งแกร่งยังคงยึดข้อมือของเหยื่อเอาไว้ไม่มีทีท่าจะยอมปล่อยแม้แต่น้อย ดังนั้นทุกเสียงการเคลื่อนไหวของร่างกาย..อองเดรจึงได้ยินแจ่มชัดแม้จะหลับตาสนิทก็ตามที

..............."อองเดร.." เสียงเรียกเบาๆ จากท่านเคานท์ทำให้อองเดรค่อยหยีตามองใบหน้านั้น และทันทีที่สบกับนัยน์ตาสีแดงสด..

"จงดูข้าอย่าให้คลาดสายตา"

ดุจคำสั่งประกาศิต..อองเดรไม่อาจควบคุมตนเองได้อีก ร่างของเขานิ่งงันและนัยน์ตาสีเขียวคู่สวยจดจ้องอยู่เพียงร่างงดงามของเคานท์ฌองเตสเท่านั้น ...คำสาปจากชายหนุ่มงดงามผู้นี้หรือ?

เคานท์รูปงามเคลื่อนกายช้าๆ เข้าหาฟรานเชสก้าดั่งต้องการให้อองเดรมองเห็นแม้การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย เรือนร่างสูงโปร่งพาร่างหญิงสาวไปชิดกำแพงด้านหนึ่ง ..ร่างเปล่าเปลือยของหล่อนถูกแตะต้องสัมผัสจนทั่ว เพียงแค่สัมผัสเท่านั้นฟรานเชสก้าถึงกับครางกระเส่าให้ได้ยิน ร่างขาวซีดถึงกับบิดเร่าด้วยความโหยหา..หญิงสาวโผเข้าหาอ้อมอกและเบียดร่างแนบชิดไปทุกส่วนสัดก่อนปลดอาภรณ์ที่ปกปิดเนื้อหนังอีกฝ่ายออกด้วยความรวดเร็ว ...ไม่นานเคานท์หนุ่มก็เผยเรือนร่างที่แสนงดงามให้ได้เห็น

ร่างสองร่างบดเบียดเข้าหากันด้วยความหิวกระหาย เบื้องล่างเสียดสี..แล้วแนบสนิท ริมฝีปากสีแดงสดไล่จุมพิตลำคอระหงกระทั่งถึงกล้ามเนื้อเหนือหัวไหล่ คมเขี้ยวสีขาวค่อยกดฝังลงไปจากนั้นไม่นานหยาดเลือดแดงสดก็ทะลักออกมาให้เห็น เสียงหวีดร้องของฟรานเชสก้าดังขึ้นทันทีที่คมเขี้ยวคู่สวยกระทบผิวเนื้อของหล่อน หากเสียงนั้นจะร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดก็ไม่น่าฉงน ทว่า...เสียงที่อองเดรได้ยินกลับเป็นเสียงแห่งความพึงพอใจ เรียวนิ้วยาวสวยสอดแทรกเข้าไปในกลุ่มผมดำสนิทและกดศีรษะนั้นแน่นด้วยแรงอารมณ์

อองเดรจ้องนิ่ง..ดวงตาของเขาไม่อาจกะพริบ แม้แต่ลมหายใจยังไม่อาจควบคุม ร่างของเขาสงบนิ่งเสมือนไร้ความรู้สึก..นัยน์ตาของเขาเพียรจ้องมองทุกการกระทำ..ราวไร้แววความนึกคิด ทว่า..ในอกที่สงบนิ่งเพียงภายนอกกำลังรู้สึก บางสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้วกำลังเกิดในอกเขาอีกครั้ง ความวูบไหวประหลาดและความรู้สึกอยากหนีของเขากำลังตีกันให้วุ่นอยู่ในสมอง ร่างกายกับความคิดเดินสวนทาง อองเดรอยากหนีแต่ร่างกายไม่อาจทำได้

"อ๊าาาาา.........." เสียงหวีดร้องโหนสูงของฟรานเชสก้ายิ่งทำให้นักบวชฝึกหัดระทึก สมองเขากำลังปวดหนึบด้วยหลายความรู้สึกกำลังบีบรัด หญิงสาวหมดแรงถึงกับเข่าทรุดลงไปกองกับพื้น..ทำให้อองเดรยิ่งเห็นอะไรต่อมิอะไรถนัดชัดขึ้น ดวงตาของหล่อนกำลังเหม่อลอยด้วยเคลิบเคลิ้ม..หยาดเลือดยังไหลซึมเล็กน้อยจากรอยเขี้ยวเหนือไหล่..อกอวบอิ่มกระเพื่อมขึ้นลงหนักหน่วง และ...คราบขาวขุ่นไหลย้อยลงมาตามเรียวขาขาว

เคานท์ฌองเตสถอยห่างออกมาก่อนหยิบผ้าห่มที่กองอยู่กับพื้นโยนให้เจ้าของก่อนเอ่ยไล่ด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ออกไปได้แล้วฟรานเชสก้า ข้าจะพักผ่อน"

หล่อนเลื่อนสายตาหวานเชื่อมมาทางผู้ที่เพิ่งมอบความสุขให้แล้วยิ้มหวาน ฟรานเชสก้าหยิบผ้าห่มนั้นพันรอบกายเหน็บเหนืออกอิ่ม "วันนี้ครั้งเดียวเองหรือคะ?" หล่อนเดินเข้ามาถามด้วยความหวังว่าจะสานต่อค่ำคืนนี้ให้ยาวนานสมใจนึก

"ข้าบอกให้เจ้าออกไป" แม้นั่นจะไม่ใช่เสียงตวาด หากก็ทำให้ฟรานเชสก้าก้มหน้าสลด น้ำเสียงไม่พอใจแบบนี้ทำให้หล่อนยิ่งไม่อยากขัดใจ ...อย่างไรเสียครั้งหน้าที่มีการนัดพบปะสังสรรค์กันในหมู่แวมไพร์ ..โอกาสก็ยังเป็นของหล่อนอยู่ดี

เคานท์รูปงาม..คนที่หล่อนมอบหัวใจไปให้หมดดวง หล่อนทำทุกอย่างได้เพื่อให้ชายหนุ่มผู้นี้สนใจ..เห็นหล่อนอยู่ในสายตา ฟรานเชสก้าคิดเพียงว่า อองเดรเป็นเหยื่อแปลกใหม่ทำให้เคานท์หนุ่มอยากเล่นด้วยเร็วขึ้นเท่านั้นเอง 'ปล่อยไปก่อน'..หญิงสาวคิดปลอบใจตัวเอง แค่คืนเดียว..พอเลือดหมดตัวก็เบื่อฆ่าทิ้งเหมือนเหยื่อรายอื่นๆ

...เท่านั้นหล่อนจึงตัดใจพาร่างที่ยังอ่อนแรงของตัวเองออกไปอย่างว่าง่าย ก่อนประตูปิดยังไม่วายส่งสายตาชิงชังยังร่างนั่งนิ่งแข็งเป็นหินของอองเดร

ชายหนุ่มผู้มีเรือนร่างและใบหน้างดงามเป็นที่สุดเท่าที่อองเดรเคยพบ..กำลังก้าวเข้ามาหาเขาช้าๆโดยไร้อาภรณ์บดบัง ทุกสิ่งเปิดเผยอยู่เบื้องหน้า รวมทั้ง...ความปรารถนาที่เห็นได้ชัด ใช่..แค่ครั้งเดียวที่ทำกับฟรานเชสก้านั้น ไม่เพียงพอสำหรับเขา นั่น..แค่กำจัดตัวกวนและ..โหมโรง

เคานท์ฌองเตสคลานขึ้นมาและหยุดที่ปลายเตียง.. มือเรียวยาวรั้งข้อเท้าเหยื่อแสนสวยให้ร่างนั้นลื่นไถลจนมาอยู่ใต้ร่างเปล่าเปลือยของเขา จากนั้นคืบคลานอย่างนุ่มนวลคร่อมร่างที่นิ่งแข็งแล้วพิจารณาทุกส่วนสัดภายใต้เสื้อผ้าขาดวิ่นด้วยความพึงใจและในที่สุดเขาก็จัดการให้มันไปพ้นทางได้ทั้งหมด นัยน์ตาสีแดงนั้นเข้มขึ้นด้วยแรงปรารถนาอย่างเห็นได้ชัด

แล้วจู่ๆ ร่างกายของอองเดรก็กลับสู่สภาพเดิม เหมือนเด็กหนุ่มพยายามขยับกายอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อสามารถขยับได้อองเดรจึงกระถดตัวหนีวงแขนนั้นแล้วพยายามออกไปให้พ้นเตียงกว้าง ทว่า...ขาของเขาถูกกระชากกลับมาและถูกกดร่างตรึงแน่นลงบนที่นอนนุ่ม ขาที่พยายามอาละวาดก็ถูกขาของอีกฝ่ายกดทับไว้จนไม่อาจดิ้นหนี

อองเดรกำลังหวาดกลัวจนถึงที่สุด สิ่งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเขาก็กำลังจะเกิดขึ้น ..เขากำลังถูกล่วงละเมิด หาใช่หญิงสาวอย่างที่ควรเป็น..หากเป็นชายหนุ่มผู้ที่มีทุกสิ่งเหมือนๆกัน ที่บ้าไปกว่านั้นคือผู้ชายคนนี้เป็นแวมไพร์ น้ำตาแห่งความสิ้นหวังไหลรินทิ้งตัวลงมาเป็นสาย..

"ยอมรับเถอะอองเดร บัดนี้เจ้าเป็นสิทธิ์ของข้าแล้ว" เสียงย้ำเตือนดังกระซิบอยู่บริเวณซอกคอก่อนจะกัดเบาๆ ให้เด็กหนุ่มสะดุ้งตัวสั่น

"สัญญา...สัญญากับผมก่อน"

เคานท์ฌองเตสเลิกคิ้วสงสัยก่อนเงยหน้ามองอีกฝ่ายเต็มตาว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ต้องการสิ่งใดจึงได้เรียกร้องหาคำสัญญาจากเขาในยามนี้ "สัญญาอะไร?"

"ให้ผมเป็นแค่อาหาร อย่าทำกับผมแบบผู้หญิงคนนั้นเลย... จะฆ่าผมก็ได้แต่อย่าทำแบบนั้น" อองเดรมองชายรูปงามตรงหน้าด้วยแววตาอ้อนวอน... หากเขาจะต้องตาย แม้ร่างกายไม่อาจได้รับการชำระ..แม้จิตวิญญาณไม่อาจไปสู่หนทางแห่งพระเจ้า ขอแค่เพียงให้ร่างของเขาคงความบริสุทธิ์เอาไว้ก่อนตายก็ยังดี

"เจ้ามีสิทธิ์เรียกร้องงั้นหรือ?"

"มีสิ!! นี่เป็นชีวิตของผม แม้ผมจะเป็นได้แค่อาหารในสายตาของพวกคุณ แต่ผมมีจิตใจนะ...ได้โปรดเถิดท่านเคานท์ผู้งดงาม ผมไม่เสียดายชีวิต..อย่าทำให้ร่างผมมีมลทินไปมากกว่านี้..."

"หึหึ ปากหวานเป็นเหมือนกันหรืออองเดร อืม..มม ตัดสินใจลำบากเหมือนกันนะ อา...ข้าชักลังเลแล้วสิ จะเอายังไงดี จะว่าไปเหตุผลก็ใช้ได้"

"งั้น...ขอเลือดเจ้าละกัน"

เด็กหนุ่มหลับตาแน่น "อึ๊ก!! คึ" ..เขารู้สึกเจ็บและปวดหนึบบริเวณต้นคอ ไม่ช้านานเลือดสดๆของเขาก็ล่วงสู่ลำคอเรียวงามจำนวนมาก อองเดรรู้สึกได้..หยาดเลือดของเขากำลังไหลออกจากร่าง ร่างกายของเขาเริ่มเย็นผิดปกติ และนั่น..ทำให้เขาหมดเรี่ยวแรง.. มือที่เกร็งแน่นทิ้งตัวลงข้างกายแทบไร้แรงขยับ..กระทั่งร่างของเขาเริ่มกระตุกสั่นเคานท์รูปงามจึงได้ปลดปล่อยเขา

เลือดอุ่นๆ ที่ได้จากร่างแสนงามนี้ทำให้ยากจะถอนคมเขี้ยว... เลือด...ที่แสนอบอุ่น หอมหวน หวานล้ำ และทรงพลังยิ่งว่าผู้ใดจนหยาดสุดท้ายที่ล่วงผ่าน ฌองเตสอยากเก็บช่วงเวลานี้ไว้ให้เนิ่นนาน...แต่..หากเขายังฝังเขี้ยวต่อไปชีวิตที่พิสุทธิ์นี้จะหาไม่ --ซึ่งเขาไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น

เคานท์รูปงามไม่ยอมให้เลือดสักหยดเสียเปล่า เขาเลียน้ำสีแดงเข้มที่ริมฝีปากจนเกลี้ยง ก่อนก้มลงเล็มเลียปากแผลให้อย่างอ่อนโยน ฌองเตสมองนัยน์ตาเขียวสดที่ปรือปรอยก่อนยิ้มบางแล้วก้มลงกระซิบก่อนอีกร่างจะหลับใหล

"ข้าไม่ให้เจ้าตายหรอกอองเดร"

"ยามเช้าเจ้าจะหลับใหล..ผู้ปลุกนิทราเจ้าได้มีแต่ข้า

ผู้โอบกอดเจ้าแม้นยามหลับตา..มีเพียงข้าผู้เดียวตลอดกาล...

จง..นิทราเถิด"

สิ้นคำ นัยน์ตาปรือปรอยค่อยปิดลงจนหลับสนิท ฌองเตสหยิบเสื้อคลุมขนสัตว์ตัวหนาห่มทับเรือนร่างขาวนวลก่อนคลี่ผ้าห่มคลุมทับอีกชั้น ชายหนุ่มรวบร่างนุ่มเข้าสู่อ้อมกอดที่มิเคยได้กอดผู้ใดยามนิทรารมย์..

เพียงแค่ดีดนิ้วบานหน้าต่างที่เปิดกว้างก็เลื่อนปิดได้เอง..แล้วเคานท์ฌองเตสก็พาตัวเองล่วงสู่นิทราเช่นกัน อรุณรุ่งที่กำลังจะมาถึงนี้เขาคงฝันหวาน..

.........................................

สัมผัสนุ่มนวลที่เปลือกตาทำให้อองเดรรู้สึกตัวตื่น ...เขารู้สึกอ่อนล้าไปทั้งร่าง เรี่ยวแรงที่เคยมีหดหายไปสิ้น.. นัยน์ตาที่สลึมสลือกวาดมองไปรอบๆ ก่อนสะดุดเข้ากับใบหน้าชายหนุ่มผู้งามพร้อม รอยยิ้มอบอุ่นส่งมาให้เขาก่อนพยุงร่างเขาขึ้นนั่งพิงหัวเตียง --รอยยิ้ม..ที่ทำให้เขาคลายความหวาดกลัวที่เคยมี มันเบาบางลงจนแทบไม่น่าเชื่อ--เพียงแค่เคานท์ฌองเตสส่งรอยความอารีมากับยิ้มน้อยๆ นั้น

ทำไม??

ทำไม..ถึงกลัวเคานท์ผู้นี้น้อยลง?

ทำไม..ผู้ที่แทบจะฆ่าเขาได้เมื่อคืนจึงคอยดูแลเขาเช่นนี้?

และทำไม..เขาจึงยังมีชีวิตอยู่?

......................."กระหายน้ำหรือไม่?" กระแสเสียงอ่อนโยนเรียกสติเด็กหนุ่มกลับสู่ปัจจุบัน อองเดรได้แต่พยักหน้าน้อยๆ เพราะไม่อยากพูด ลำคอของเขาแห้งผากเหมือนกลืนทรายเข้าไป ...แก้วโลหะขัดมันจ่ออยู่กับริมฝีปากปล่อยให้น้ำล่วงเข้าสู่ลำคอ

"แค่กๆ แค่ก"

"ไม่ต้องรีบ ค่อยๆ ดื่ม นั่นล่ะ เอาละ..เจ้าหิวไหม?" เด็กหนุ่มพยักหน้าอีกครั้ง จะปฏิเสธไปก็ไม่ถือว่าฉลาดหรอก เขารู้ดี หากจะหนี..ต้องมีแรง

"มา ข้าจะพยุงเจ้าไปห้องอาหาร" ฝ่ามือเรียวรั้งแขนอองเดรให้ลุกขึ้น แต่เจ้าของใบหน้าแดงเรื่อกลับยังนั่งนิ่ง

"แต่...เสื้อผ้า"

เคานท์ฌองเตสยิ้มเข้าใจ เพราะภายใต้เสื้อคลุมขนสัตว์สีขาวนั้น..ร่างของอองเดรยังคงเปล่าเปลือย เคานท์รูปงามผละไปนำเสื้อผ้าของตนวางไว้บนตักอีกฝ่าย

"ข้าจะรออยู่ข้างนอก" รอจนอองเดรพยักหน้ารับเขาจึงออกไปรอเช่นที่พูดไว้

อาหารที่อองเดรได้รับประทานเป็นมื้อแรกจากสถานที่กักขังแห่งนี้เป็นอาหารเย็น... แสงอาทิตย์ลับหายไปกับขอบฟ้ายังแสงสีส้มเพลิงอ่อนละมุน คฤหาสน์แทบร้างไร้ผู้คน..มีเพียงคนรับใช้หนึ่งคนที่คอยยกอาหารนานาเข้ามา และเท่าที่สังเกต..ชายชราผู้นั้นเป็นเพียงมนุษย์เท่านั้น

เด็กหนุ่มอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไม ...เสียงผู้คนมากมายที่เคยได้ยินยามเข้าสู่ที่แห่งนี้จึงหายไปสิ้น ไม่เหลือแม้เงาใครสักคน... หรือกระทั่งนาง..ฟรานเชสก้า

"คนอื่นๆ ไปไหนกันหมดครับ?"

"นี่เป็นบ้านข้า ข้าอยู่กับปริแอร์เท่านั้น"

"แต่... ตอนที่พาผมมา ผมได้ยินเสียงคนมากมาย"

"พวกนั้นกลับที่อยู่ของตนไปแล้ว และจะไม่มาที่นี่อีกจนกว่าข้าจะเรียกมา"

"................"

"................"

เสียงรวบช้อนดังขึ้นเมื่ออาหารพร่องไปได้มากโข อาจเป็นเพราะเมื่อคืนเสียเลือดไปมากจึงทำให้เด็กหนุ่มหิวมากกว่าปกติก็เป็นได้ เขาก็ได้แต่สันนิษฐานเอาเอง

".....แล้ว.....ทำไม ถึงไว้ชีวิตผม" อองเดรถามเสียงเบาหวั่นๆ ว่าอาจตายเพราะไปถามเรื่องโง่ๆ เข้า แล้วก็ได้แต่นึกเสียใจว่าไม่ควรถามออกไปเลย หากอีกฝ่ายตอบกลับมาว่าจะให้ตายวันนี้พรุ่งนี้ขึ้นมา...เขาจะทำเช่นไร

"อาหารรสเลิศ กินครั้งเดียวหมดก็เสียดายซะเปล่า" เพียงพริบตาร่างตรงหน้าอองเดรก็มายืนอยู่ข้างกายเขาแล้ว เล็บแหลมคมแตะเบาที่ต้นคออุ่น

"อึ๊!!"

โลหิตสีเข้มซึมไหลเล็กน้อยออกจากปากแผล เคานท์ฌองเตสค่อยโน้มกายลงไปเล็มเลียก่อนฝังคมเขี้ยวซ้ำแผลเดิม รสชาติหวานล้ำยังมิจืดจาง..หอมหวนและอบอุ่น สัญญาณแห่งชีวิต...

อองเดรหวาดหวั่นในใจ อนาคตเขาจะเป็นเช่นไรกันแน่ ...ชายผู้นี้ต้องการจะทำอะไรกับตัวเขา..อองเดรไม่อาจรับรู้ สิ่งที่เขาทำได้ยามนี้คือมองหาลู่ทางหนีขณะที่ยังมีโอกาส..ขณะลมหายใจยังมิถูกปลิดปลิว

รัตติกาลเยี่ยมเยือนอีกครา.. แสงจากคบไฟส่องสว่างโดยพลันดั่งมีมือที่มองไม่เห็นจุดมัน..ตามกำแพงและทางเดินต่างๆส่องสว่างไสว...อย่างไม่เคยเป็น ยามไม่มีแขก ท่านเคานท์รูปงามไม่เคยจุดความสว่างไสวสู่คฤหาสน์โอ่อ่าแห่งนี้สักครั้ง--ท่านเคานท์ผู้อยู่กับความมืดและโดดเดี่ยวอ้างว้าง-- ผู้คนมากมายที่รายล้อมไม่เคยทำให้รู้สึกหายเหงา

เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกมึนงงลอยคว้าง...ไร้สติ ไร้กาลเวลา รู้เพียงใครบางคนโอบกอดและโอบอุ้ม อบอุ่นที่สัมผัสได้ด้วยใจ..เบื้องลึกที่ถวิลหาใครสักคนชิดใกล้..โอบประคองเขาในยามอ่อนล้า ทว่าไม่เคยได้รับ..แม้แต่แม่แท้ๆของตน

หาก..บัดนี้ อ้อมกอดที่กระชับกายเขาแน่น ส่งผ่านสายใยผูกพันอย่างที่ไม่เคยมีใครทำให้เขาสักคน..ไม่เคยเลย

........................................

หลายราตรีที่ผันผ่าน เลือดของอองเดรกลายเป็นอาหารหลักแห่งเคานท์ฌองเตสผู้งดงาม... ทว่า..ในที่สุดฌองเตสจำต้องหยุดพักให้ร่างกายของมนุษย์สร้างเม็ดเลือดบ้าง เมื่อฌองเตสสังเกตเห็นว่าร่างกายขาวนวลอมชมพูในคราแรกซีดเซียวลงไปมาก แม้อาหารการกินที่เขาสรรหาให้จะดีเลิศปานใดก็ไม่อาจช่วยให้อองเดรมีสีหน้าที่สดใสขึ้นมา

ยามตะวันลาลับ เคานท์ฌองเตสปลุกนิทรานักบวชหนุ่มด้วยจุมพิตแผ่วที่เปลือกตาเช่นเคย อองเดรไม่สงสัยอีกว่าเหตุใดยามลืมตา สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นสิ่งแรกคือใบหน้างดงามกับรอยยิ้มอบอุ่น..ในเมื่อมักเป็นเช่นนั้นอยู่เสมอ ความหวาดกลัวต่อแวมไพร์ผู้งดงามจางหายลงไปมาก ทว่า..เขายังคงหวาดหวั่น..ความตายอาจมาเยือนเขาได้ทุกเมื่อ ขณะนี้อองเดรตระหนักแล้ว เขาไม่อาจหนีไปจากที่นี่ได้..ทุกค่ำคืนยามเลือดล่วงเข้าสู่ลำคอระหงเขาก็แทบจะหมดสติในทันที และทุกครั้ง...อ้อมกอดนี้จะตระกองเขาไว้ด้วยความอ่อนโยน

หาก...วันนี้ได้ต่างออกไปสร้างความงงงันแก่เด็กหนุ่มไม่น้อย

"ข้าจะออกไปข้างนอก ส่วนเจ้าก็ทานอาหารค่ำเสีย ปริแอร์จะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเอง ปริแอร์..เข้าใจนะว่าต้องทำอะไรบ้าง?"

"ครับ" ปริแอร์รับคำง่ายๆ ใบหน้าชรานิ่งเฉย ทว่า..แววตานั้นหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด แววตัดพ้อวูบไหวก่อนเลือนหายสิ้น...ไม่มีใครสังเกตเห็นง่ายๆ ทว่า..เคานท์หนุ่มกลับเห็น แต่ไม่คิดใส่ใจแม้แต่น้อย

เมื่อผู้เป็นเจ้าบ้านจากไปแล้ว ห้องอาหารโอ่อ่าพลันเงียบสนิท อองเดรทานอารหารไปเงียบๆไม่รู้จะหาเรื่องอะไรมาคุยกับปริแอร์ และฝ่ายนั้นเองก็ไม่คิดจะคุยอะไรกับเขาเสียด้วย ไม่นานนักเสียงรวบช้อนก็ดังขึ้นบอกให้รู้ว่าเขาอิ่มแล้ว ปริแอร์เก็บถ้วยชามต่างๆอย่างรู้หน้าที่แล้วเด็กหนุ่มก็นึกอะไรขึ้นได้

"ที่นี่มีหนังสืออ่านไหมครับ?"

"มี ตามมา"

อองเดรตามไปอย่างยินดี สิ่งที่เขาชอบคือการอ่านหนังสือ และที่ใหญ่โตแห่งนี้ก็มีสิ่งที่เขาสามารถทำแก้เบื่อได้แล้ว "คุณปริแอร์มานั่งอ่านด้วยกันไหมครับ"

"ไม่ ฉันมีอย่างอื่นต้องทำ ขอตัว" ชายชราหันกลับออกไปจากห้องสมุดย่อมๆแห่งนั้นโดยไม่แม้แต่จะมองหน้าเด็กหนุ่มด้วยซ้ำทำให้อองเดรยิ่งแคลงใจ

"เดี๋ยวครับ!! ผม..ผมทำอะไรให้คุณไม่พอใจหรือเปล่า?"

คำถามเรียบง่ายซื่อตรงของฝ่ายนั้นแทงใจเขาอย่างบอกไม่ถูก อารมณ์ที่เคยเก็บกักกับสิ่งที่เคยเก็บกดกำลังปริแตกออกจากอกของปริแอร์ ความขุ่นข้องที่สะสมมานานปีทำให้อารมณ์ร้ายปะทุง่ายเหมือนภูเขาไฟยามระเบิด

"หึ หึหึหึ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า" ปริแอร์ที่หันหลังให้เด็กหนุ่มหัวเราะอย่างบ้าคลั่งก่อนหันกลับมาจ้องมองอองเดรอย่างเต็มตา สายตาชิงชังของชายชราช่างน่ากลัว "แกรู้อะไรไหม.. แกมันโง่จริงๆ ที่ทำให้ฉันโมโห ฉันกะว่าจะปล่อยแกไปแท้ๆ เชียว แต่ในที่สุดแกก็แส่หาเรื่องใส่ตัวเอง หึหึ ใช่ฉันไม่พอใจแก"

"ท..ทำไมล่ะครับ ผม ผมไม่เคยทำอะไรเลยนะ" อองเดรที่หวาดหวั่นถอยห่างอย่างระแวดระวัง

"ไม่เคยทำอะไรงั้นเหรอ... แค่แกก้าวเข้ามาที่นี่แกก็ผิดแล้ว!! รู้บ้างมั๊ย?..ฉันอยู่กับท่านฌองเตสมากี่สิบปีแล้วหือ? ช่วงเวลาที่ยาวนานนั่น..แค่ปลายนิ้วฉันยังไม่เคยได้สัมผัส!! แต่แก!! แค่วันแรกแกก็ได้นอนห้องเดียวกับคนๆ นั้น ได้รับการใส่ใจจากคนๆ นั้น!!~ มันไม่ยุติธรรมสักนิด"

"ทุกเวลา...ที่ฉันต้องอดทน มองคนๆ นั้นอยู่ห่างๆ มองผู้คนมากหน้าหลายตาแตะต้องสัมผัสร่างกายเขาทั้งๆ ที่ฉันอยากฆ่าพวกมันให้ตายๆ ไปซะ!! มือของพวกมันฉันอยากจะตัดมันทิ้งแค่ไหนแกรู้มั้ย?!! แต่มันก็แค่นั้น..... ท่านฌองเตสไม่เคยให้ใครพิเศษไปกว่าใครเลย"

"แต่แล้ว... แกก็ทำให้ท่านแปลกไป แกทำให้คนๆ นั้นมองแกพิเศษกว่าคนอื่น ฉันยอมไม่ได้!! ตายซะ ตาย ตายซะ!!"

ความในใจที่ถูกเผยทำให้เด็กหนุ่มถึงกับอึ้ง เขาเข้าใจในทันทีว่าชายผู้นี้หลงรักและบูชาเคานท์ฌองเตสมากมายขนาดไหน และตอนนี้ฝ่ายนั้นก็จงชังเขาจนหน้ามืด การเคลื่อนกายอย่างคุกคามเข้าใกล้เด็กหนุ่มเข้ามาเรื่อยๆ

อองเดรขานนามคนผู้เดียวที่เขานึกถึงมากที่สุดอึงอลในใจ ตอนนี้เขาไม่ปรารถนาใครไปมากกว่าคนๆ นั้นอีกแล้ว ฌองเตส!! ฌองเตส!! ฌองเตส!!!

"ช่วยด้วย ฌองเตส!!"

ตึง!!

เสียงร่างของคนๆ หนึ่งกระแทกเข้ากับโต๊ะไม้แบบบาง.. แรงจนมันพังระเนระนาด กองหนังสือบนโต๊ะและกระดาษกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น

"เจ้าคิดจะทำอะไร เทมิสเต้.." น้ำเสียงเย็นเยียบแฝงแววอำมหิตดังขึ้นหลังซัดจนร่างชรากระเด็น อองเดรซึ่งหันหน้าหาประตูยังเห็นแค่เงาวูบเข้ามาเท่านั้น...เพิ่งจะเห็นเจ้าของเงาชัดเจนหลังร่างนั้นหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้าของเด็กหนุ่ม นัยน์ตาหวาดหวั่นสีเขียวสดทำให้เคานท์ฌองเตสรวบร่างสั่นเทาเข้าสู่อ้อมแขน

นัยน์ตาสีแดงวาวโรจน์จ้องร่างที่ยันกายลุกขึ้นจากพื้นช้าๆ เขม็งเครียด แต่แววตาที่อีกฝ่ายจ้องกลับนั้นคือความเสียใจ ..ตัดพ้ออย่างไม่ปิดบัง

"ฉันทำอะไรผิดล่ะ? ฉันแค่รักท่านเท่านั้นเองฌองเตส ความดีที่ทำให้ท่านตลอดมามันไม่พอเลยหรือ..ที่จะทำให้ท่านหันมองปริแอร์คนนี้บ้าง ฉันละทิ้งทุกอย่าง..ไม่ว่าจะครอบครัว ชื่อเสียง สังคม..และแม้แต่ภรรยา หันมองฉันบ้าง..ได้โปรด" ปริแอร์กล่าวทั้งน้ำตานองหน้า ความน้อยเนื้อต่ำใจมันมากล้นจนไม่อาจเก็บทนได้อีก ราวเขื่อนที่เริ่มมีรอยร้าว..ไม่ช้านานเขื่อนจะพังทลายในที่สุด

"หึหึ หึหึหึ ช่างเขลานักปริแอร์ ข้าไม่เคยบอกให้เจ้าทำสักนิด...จะมาเรียกร้องอะไรในยามนี้กันเล่า จงไปจากที่นี่ซะ ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีก.."

"เดี๋ยวครับ ถ้า..ให้เขาไปแล้วคุณปริแอร์จะไปอยู่ไหน เขาไม่มีที่ไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ" อองเดรท้วงเสียงอู้อี้อยู่กับแผ่นอกที่เขาซุกซบ จะให้เกิดอะไรขึ้นอองเดรก็ยังคงเป็นอองเดร..เด็กหนุ่มผู้มีเมตตา

"เสียใจอองเดร ข้าให้ในสิ่งที่เจ้าขอไม่ได้... แค่ไม่หักแขนมันทิ้งก็ดีแค่ไหนแล้ว ความจริงมันสมควรตายด้วยซ้ำที่จะทำร้ายเจ้า หากข้ากลับมาไม่ทันแล้วไม่ได้ยินเสียงของเจ้าป่านนี้เจ้าจะเป็นเช่นไร"

อองเดรเงยหน้าขึ้นมองสบกับนัยน์ตาสีแดงเข้มที่ยังขุ่นมัว "แต่ผมไม่เป็นไรคุณก็เห็น นะ แค่ไม่ให้เขาเข้าใกล้ผมอีกมันก็น่าจะพอแล้ว" นัยน์ตาเขียวสดผละจากใบหน้างดงามตรงหน้าไปยังร่างที่นั่งหมดสถาพอยู่กับพื้น ยิ่งเห็นใบหน้านองน้ำตานั้นเขาก็ยิ่งสงสารจับใจ..ความรักทำให้เทมิสเต้เป็นได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ "เขา...ก็แค่รักคุณมากเกินไปเท่านั้นเอง"

"......................"

"...ก็ได้ แต่จำไว้..ความผิดเจ้าข้ายังไม่ให้อภัย ดังนั้นอย่าบังอาจแตะต้องอองเดรอีกเป็นครั้งที่สอง สาบานมา!!"

ชายชรากัดปากตัวเองจนได้เลือด..เขาเกลียดความสงสารเป็นที่สุด ทว่า การใดที่ทำให้เขายังใกล้ชิดกับท่านเคานท์รูปงามผู้นี้อยู่ ต่อให้ต้องเสียศักดิ์ศรีไปมากเท่าไหร่เขาก็ยอม..เพราะแม้แต่ชีวิตของเขา เขายังสละมันมาแล้ว กะอีแค่ศักดิ์ศรีงี่เง่า..สำหรับคนๆ นั้น ก็ช่างมันเถอะ "ฉันสาบาน จะไม่แตะต้องเขาอีก"

"ดี เก็บกวาดห้องนี้ให้เรียบร้อยด้วย" จากนั้นฌองเตสจึงโอบร่างเด็กหนุ่มพาออกไปจากห้องนี้

ทิ้งให้อีกคนเจ็บช้ำน้ำใจอย่างหาที่สุดมิได้ ชายผู้น่าสงสาร..รักของเขาไม่อาจได้รักตอบ รักของเขาไม่อาจได้รับการเหลียวแล ...รักของเขาไร้ค่า ปริแอร์ได้แต่ยิ้มเยาะตัวเอง ยอมรับชะตากรรมกับทางที่เขาเป็นผู้เลือก ต่อไปนี้เขาจะกลับไปเป็นเพียงผู้เฝ้ามองคนๆ นั้นเหมือนเดิม...จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตเขาหรือไม่ก็ของฌองเตสเองนั่นแหละ

........................................

อองเดรเหม่อมองท้องฟ้ายามราตรีกาลอย่างหม่นหมอง พรุ่งนี้แล้วซีนะ...คริสต์มาส...วันที่ผู้คนได้อยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้า บรรยากาศอุ่นอวลสายใยผูกพัน แม้ว่าเขาจะไม่มีคนในครอบครัวอย่างคนทั่วไป..แต่เขาก็คิดว่าทุกคนในโบสถ์เป็นครอบครัวของเขา แม้มันจะไม่ทำให้เขาอบอุ่นและรู้สึกว่าเป็นครอบครัวจริงๆ ก็ตาม แต่ทุกคนก็รักเขาและเขาก็รักทุกคนเช่นกัน ทุกคริสต์มาส..พวกเขาจะร่วมฉลองด้วยกัน..ไม่หรูหราทว่าอบอุ่น

ที่นี่..คฤหาสน์ใหญ่โตนี้ พรากความทรงจำดีๆ ของเขาไปจนสิ้นแล้ว การมีชีวิตไปวันๆ โดยไม่อาจเป็นผู้กำหนดชะตาตัวเอง..มันน่าเศร้าเกินไปในยามเทศกาลแห่งความสุขเช่นนี้ ช่วงเวลาของอองเดรพลิกผันอย่างสิ้นเชิง เขาจะตื่นในยามกลางคืนและหลับใหลในตอนกลางวัน เวลาที่เขานอนนั้นมากกว่าตื่นเสียอีก ไม่รู้ว่ามันเป็นแบบนั้นได้อย่างไร..แต่ทุกครั้งเขาจะตื่นได้เมื่อเคานท์ฌองเตสเป็นผู้ปลุกเท่านั้น

บางครั้งเขารู้สึกโล่งอกเมื่อเคานท์รูปงามบอกว่าจะออกไปข้างนอก เพราะนั่นหมายถึง ชายหนุ่มจะดื่มกินเลือดที่ไม่ใช่ของเขา แต่บางครั้งเขาก็รู้สึกเหงาเมื่อไร้เงาชายรูปงามผู้นั้น และอีกส่วนหนึ่งที่เด็กหนุ่มพยายามไม่คิดมากยามเคานท์ฌองเตสออกไปหาเหยื่อข้างนอกคือ...ความรู้สึกผิดลึกๆ ถ้าเหยื่อไม่ใช่เขา คนอื่นที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็จะเป็นเหยื่อแทนตัวเขา..ซึ่งอาจเคราะห์ร้ายถึงขั้นเสียชีวิตหรือกลายเป็นแวมไพร์ก็ได้ มันไม่น่าจะมีคนเคราะห์ร้ายมากขึ้นอีก..เขาคนเดียวก็น่าเศร้าพอแล้ว

จิตใจที่อ่อนโยนและเด็ดเดี่ยวของอองเดรทำให้เขาตัดสินใจแล้ว

เสียงประตูบานหนาหนักถูกผลักเปิดออกโดยที่ร่างเบื้องหน้าประตูบานนั้นไม่ต้องออกแรงแต่อย่างใด

เรือนร่างสูงเพรียวเดินมานั่งลงยังปลายเตียงพลางกวักมือเรียกอองเดรให้เข้ามาหา และเมื่อเด็กหนุ่มยืนอยู่เบื้องหน้า มือเรียวสวยที่มีรอยแผลเป็นรูปกางเขนกลางฝ่ามือก็รั้งคอเสื้ออีกฝ่ายลงมา

ริมฝีปากแดงจัดแย้มยิ้มก่อนประทับจุมพิตแผ่ว "วันนี้ขอนะ เลือดคนอื่นช่วยอะไรข้าไม่ได้เลย..นอกจากเลือดเจ้า" พูดจบ..คมเขี้ยววาววับก็ค่อยกดแทรกลงบนผิวเนื้อนุ่มบริเวณต้นคอ

"อึ๊!!"

............

......

อองเดรลืมตาขึ้นช้าๆ หลังจากหมดสติคาอ้อมแขนท่านเคานท์รูปงาม พอรู้ตัวว่าหนุนตักอีกฝ่ายอยู่จึงพยุงกายลุกนั่ง..เขามีเรื่องที่ต้องพูดกับฌองเตสให้รู้เรื่อง

"ท่านฌองเตสครับ"

"หือ?" มือเรียวสวยยังลูบไล้เส้นผมสีทองยาวระบ่าอย่างเพลิดเพลิน.. สีทองกระจ่างตาตัดกับของเขาโดยสิ้นเชิง เขารู้...เด็กหนุ่มต้องการคุยกับเขาเรื่องอะไร --เลือด ยังคงทำหน้าที่บอกทุกสิ่งอยู่ดี-- แต่เขาแกล้งทำเป็นไม่รู้.. ทุกสิ่งต้องออกมาจากปากของอองเดรเท่านั้น

"คุณ เบื่อเลือดของผมหรือยัง?"

"ไม่" เคานท์ฌองเตสรอคอยประโยคต่อไปอย่างสงบด้วยใจจดจ่อ

"ถ้างั้น...จะเป็นไปได้ไหม ถ้าคุณจะดื่มเลือดของผมเพียงคนเดียว โดยไม่ทำร้ายคนอื่นอีก ได้ไหมครับ?" อองเดรยังรู้ตัวดี ว่าเขาไม่มีสิทธิ์ขอสัญญาจากคนที่คิดว่าเขาเป็นอาหารโดยชอบธรรมได้ ..แต่เขา ก็ยังมีความหวังอยู่

"ทำไมถึงต้องการแบบนั้น ข้าคิดว่าเจ้าต้องการไปจากทีนี่เสียอีก"

".....ตอนแรกผมก็คิด แต่ว่า..ผมรู้ดี ผมไม่สามารถไปจากที่นี่ได้อยู่แล้วถึงจะอยากหนีไปมากแค่ไหนก็ตาม ดังนั้น..ถ้าจะมีใครต้องเสียสละ คนนั้นก็น่าจะเป็นผมแค่คนเดียว" นัยน์ตาเขียวสดยังสบกับนัยน์ตาแดงฉานอย่างกล้าหาญ ..ไม่แม้แต่จะกะพริบ ทว่า..ในนั้นก็ยังเห็นแววหวั่นไหวอยู่ไม่น้อย

"ข้าจะให้โอกาสเจ้า"

"เอ๋??"

"เมื่อพ้นเที่ยงคืนของคืนนี้ไป ข้าจะอ่อนแอดุจมนุษย์ธรรมดาเช่นเจ้า ข้าก็เป็นเช่นภูตผีปิศาจตนอื่น... อา...วันประสูติแห่งศาสดา ช่างน่าเบื่อนักเชียว......

ช่วงเวลานั้น ข้าจะหลับใหล ..อ๊ะๆ ไม่ได้บอกให้เจ้าไปจากข้าได้นะ แต่หากเจ้าจะหนีก็มีแค่เวลานั้นที่เจ้าจะทำได้ แต่ถ้าเจ้ายังอยู่กระทั่งข้าตื่นขึ้นในวันถัดไปแล้วล่ะก็...ข้าจะให้คำตอบทุกอย่างแก่เจ้า"

"...................."

"ทำไม..ถึงบอกล่ะครับ?"

"ก็บอกแล้ว ข้าให้โอกาสไงล่ะ ถือซะว่าเป็นของขวัญคริสต์มาสจากข้าก็แล้วกัน"

แววหวั่นไหวไม่แน่ใจตีกันให้วุ่นอยู่ในดวงตาจนเห็นได้ชัด และฌองเตสก็สนุกที่ได้สังเกตมัน..ในสายตาของแวมไพร์จะสามารถมองเห็นได้ดีเหนือกว่ามนุษย์ และงดงามกว่าที่มนุษย์ธรรมดามองเห็นมากเหลือเกิน..ทุกๆ สิ่งล้วนมีชีวิตชีวา.. ฌองเตสเองก็รักความสามารถอันนี้เช่นกัน

"แล้วกว่าจะถึงเวลานั้น ข้าอยากได้ของขวัญคริสต์มาสก่อนจะหลับลึก"

อองเดรคิดไม่ตก การที่ท่านเคานท์ผู้พรั่งพร้อมเอ่ยปากอยากได้ของขวัญนั้น..เขาไม่แน่ใจในจุดประสงค์ผู้พูดเอาเสียเลย ที่พูด...เพราะแค่เปรยออกมา หรือว่าต้องการให้เขาเป็นผู้นำของขวัญนั้นให้แก่เจ้าตัวกันแน่

"ข้าน่ะ ไม่เคยได้รับของขวัญในวันนั้นเลยสักครั้ง ตลอดช่วงชีวิตที่ยาวนานของข้า.." น้ำเสียงกังวานใสดูหงอยเหงาแม้นใบหน้านั้นจะเรียบเฉยก็ตามที..พาให้อองเดรอดสงสารไม่ได้ แม้ตัวเขาจะเป็นเด็กกำพร้า แต่เขาก็ยังได้ฉลองและของขวัญเล็กๆ น้อยๆ จากหลวงพ่ออยู่ดี..ต่างกับเคานท์หนุ่มผู้นี้ที่ไม่เคยมีใคร และไม่สามารถตื่นขึ้นมาฉลองช่วงเวลานั้นด้วย

"คุณ..อยากได้อะไรเป็นพิเศษรึเปล่า? ถ้าผมสามารถทำให้คุณได้ หรือหาให้คุณได้ ผมก็จะทำ"

นัยน์ตาสีแดงก่ำวาววับอย่างยินดี..แต่ที่อองเดรไม่รู้คือ จ้าวแห่งแวมไพร์เป็นนักแสดงตัวยง!! "เจ้าทำให้ข้าได้แน่ ว่าแต่..จะทำให้ข้าจริงๆ น่ะ?"

นักบวชฝึกหัดยิ้มอ่อนหวาน "จริงสิครับ"

"สาบานมา แค่รับปากยังไม่พอ"

อองเดรอดแปลกใจไม่ได้ กับแค่เรื่องของขวัญเล็กน้อยแค่นั้น ทำไมท่านเคานท์ฌองเตสถึงอยากได้ขนาดให้เขาต้องสาบานเลยเหรอ...ก็อาจเป็นไปได้ที่ว่าช่วงชีวิตอันยาวนั้น ไม่เคยได้รับของขวัญรวมทั้งไม่เคยไว้ใจผู้ใดเลย ใจอ่อนโยนประหวัดไปถึงเด็กกำพร้าที่ไร้ที่พึ่งและไม่เคยได้รับความรักอย่างเพียงพอ ชีวิตที่ต้องดิ้นรนทำให้คลุกคลีอยู่อยู่กับคนไม่ดี ฌองเตสเองก็คงคล้ายคลึงกัน..ปิศาจผู้โดดเดี่ยวและอยู่ท่ามกลางสิ่งไม่ดีทั้งปวง

อองเดรยิ้มให้อีกฝ่ายจากใจ อ่อนโยนดุจมารดามีต่อบุตร..ฌองเตสถึงกับคำนึงในใจ --รอยยิ้มพระแม่มารี-- "ผมไม่กลับคำหรอกครับ สาบานว่าจะให้ทุกสิ่งที่คุณต้องการ"

รอยยิ้มชั่วร้ายผุดขึ้นบนใบหน้างดงามราวภาพวาดนั้นทันที "สิ่งที่ข้าต้องการ คือ...ร่างกายและหัวใจของเจ้า"

อองเดรอ้าปากค้าง คำขอที่ไม่คาดฝันชายผู้นั้นพูดออกมาได้อย่างไรกัน?? ร่างกายงั้นเหรอ..หัวใจงั้นเหรอ.. มันไม่ใช่สิ่งที่จะให้กันได้ง่ายๆ นะ!!

เหมือนฌองเตสจะรู้ความคิดเด็กหนุ่มจึงพูดดักทางขึ้นมาอีก

"เจ้าสาบานแล้ว ทั้งสองสิ่งเจ้าสามารถให้ข้าได้ทั้งนั้น อย่ากลับคำสาบานล่ะนักบวช" รอยยิ้มกว้างอย่างผู้ชนะอวดคมเขี้ยวยาวสวย อาศัยจังหวะที่เด็กหนุ่มยังไม่ทันตั้งตัวเข้าประชิดรวบร่างสว่างไสวนั้นสู่อ้อมแขนบอบบาง กว้าง และอบอุ่นใจ

"ผม ผม ..ผมทำไม่ได้จริงๆ ปล่อยผมเถอะครับ นะ" อองเดรทราบดี..เรี่ยวแรงของเขาไม่อาจต้านทานได้แน่นอน ทางที่ดีที่สุดคือการประนีประนอม แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะทำได้ดีแค่ไหน

"ปิศาจเช่นข้าอาจดูไร้สัจจะ แต่ถ้าหากว่านั่นเป็นคำสาบาน..มันคือกฎ กฎที่ไม่อาจฝ่าฝืน อันที่จริงจะว่าไปแล้ว..ไม่บ่อยนักหรอกที่เหล่าสิ่งมีชีวิตเช่นพวกข้าที่ไม่อาจเรียกว่ามนุษย์นั้นจะอ้างถึงคำสาบาน พวกเราไม่สาบานพร่ำเพรื่อเพราะงั้นมันถึงมีค่าไง ในเมื่อนั่นเป็นสิ่งที่ยึดมั่นแล้ว..เจ้าเองก็ต้องทำตามเช่นกัน"

"แต่... ใช่!! คุณสัญญากับผมแล้วว่าจะไม่ทำกับผมแบบผู้หญิงคนนั้น คุณเองก็ต้องทำตามคำสัญญาเช่นกัน"

"โอ... ข้าคิดว่าเจ้าคงเข้าใจผิดอะไรสักอย่างแล้ว ลองนึกดูให้ดี..ข้าเคยสัญญาแน่หรือไม่"

".................."

ใช่แล้ว..ในคืนนั้น คืนที่เขาร้องขอความเมตตาจากอีกฝ่าย เคานท์ฌองเตสเพียงหัวเราะและบอกว่าขอเลือดของเขาไปแล้วกัน แต่นั่น..ไม่ใช่คำสัญญาว่าจะไม่ทำแบบนั้นอีก ให้ตาย!!~ นี่เขาเสียรู้ซะแล้ว

"และต่อให้เจ้าดิ้นรนแทบตายก็หนีข้าไม่พ้นอยู่ดี..ยอมเสียเถอะ ข้าไม่ชอบฝืนใจใคร" ถ้าไม่จำเป็น...

อองเดรครุ่นคิดหนัก การที่เขาต้องมามีสัมพันธ์กับคนที่เขาไม่ได้รักเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ อีกทั้งคนๆ นั้นยังเป็นแวมไพร์.. เงื่อนไขล้วนไม่ลงตัวทั้งนั้น หากประวิงเวลาให้ถึงเที่ยงคืนได้..เขาจะรอดพ้น

ต้องทำอย่างไร?

ในตอนนี้ความคิดของอองเดรสับสนวุ่นวายและไม่แน่ใจอะไรสักอย่าง..แม้แต่ใจตัวเอง จะหนี..หรืออยู่ต่อ จะยินยอม..หรือต่อต้าน ???

"......ให้เวลาอีกหน่อยได้ไหม? มัน..เร็วเกินไปสำหรับผม"

"จะอย่างไรก็ไม่ยอม?" อองเดรพนักหน้ารับช้าๆ "แล้วที่พูดมาน่ะ หมายความว่าอะไรรู้ตัวหรือเปล่า" แล้วเด็กหนุ่มก็พยักหน้าอีก "นั่นหมายถึง..ผมจะอยู่รอ จนกว่าคุณจะตื่นขึ้นในเที่ยงคืนของวันถัดไป"

"อา..นั่นล่ะที่ข้าชอบ งดงามจริงๆ ไม่ใช่แค่เปลือกกายภายนอก..แต่จิตใจของเจ้าก็งามด้วยเช่นกัน" เคานท์ฌองเตสปล่อยร่างที่รัดรึงออกพลางล้มตัวนอนลงบนเตียงกว้าง "สิ่งมีชีวิตเช่นข้าไม่คู่ควรกับเจ้าเลยแม้แต่น้อย แต่นั่นยิ่งทำให้ข้าอยากกระชากเจ้ามาเป็นของข้าจนตัวสั่นเลยล่ะ"

"มานี่สิ" ฝ่ามือเรียวยาวยื่นออกไปอย่างรอคอย ..กระทั่งมือนุ่มของเด็กหนุ่มประทับลงมาอย่างไม่แน่ใจนัก เคานท์ฌองเสตกระชับมือน้อยก่อนกระตุกเบาๆ ให้ร่างนั้นขึ้นมาบนเตียงกว้าง "นอนกับข้า" อองเดรทำตามด้วยดี..เขาเอนกายลงซุกซบกับหมอนอีกใบแต่ท่านเคานท์หนุ่มก็รวบร่างของเขาเข้ามาแนบชิดอยู่ดี

อองเดรเคยรู้สึกว่าร่างกายของแวมไพร์ผู้นี้มีอุณหภูมิต่ำ..ทว่า ณ ตอนนี้.. ร่างที่โอบกอดเขาเอาไว้หลวมๆ กลับอบอุ่น..อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน และการที่มีใครอีกคนนอนเคียงข้าง..มันห่างหายมานานแค่ไหนแล้วนะ ไออุ่นจากอ้อมกอดยามหลับนอนที่ไม่เคยได้สัมผัส..มันรู้สึกดีขนาดนี้เชียวเหรอ เป็นครั้งแรกจริงๆ...ที่รู้สึกได้ถึงอ้อมกอดนี้ ไออุ่นนี้ ..ความอ่อนโยนนี้...

"ท่าน..กำลังทำให้ผมสับสน" เสียงเบาๆ บ่นพึมกับตัวเอง แต่ประสาทหูอันดีเยี่ยมก็ยังได้ยินทั้งๆ ที่ผู้พูด ไม่ได้ต้องการให้เขารู้เลยแม้แต่น้อย

....

.......

..........................................

ยามเช้าที่อองเดรไม่ได้เห็นมานานทำให้เขาสดชื่นอย่างไม่เคยเป็นตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ห้องนอนนี้ยังปิดมืด..และอองเดรรู้ดี แวมไพร์ไม่อาจอยู่ท่ามกลางแสงตะวัน มันเป็นคำสาปเพื่อแลกกับความแข็งแกร่งที่มี...ช่วงชีวิตที่โลดแล่นได้เฉพาะยามค่ำคืน

นักบวชน้อยพินิจใบหน้ายามหลับของเคานท์รูปงามที่เขาไม่เคยเห็นเงียบๆ ฌองเตสคือการผสมผสานของความงามที่เย็นชาแต่น่าหลงใหล..เขาไม่แปลกใจเลยที่ปริแอร์บูชาชายผู้นี้ถึงขนาดนั้น.. มันเป็นความงามที่ทำให้ทุกคนที่ได้เข้าใกล้ยอมสยบอยู่แทบเท้า แม้แต่อองเดรเองก็ตาม ถึงจะเป็นคนเรียบเรื่อยก็ยังอดรู้สึกชื่นชมในความงามนี้ไม่ได้เช่นกัน

อองเดรลงมาเบื้องล่างจนถึงโถงใหญ่ มือขาวบางจับหูประตูบานใหญ่อย่างตื่นเต้น.. ออกแรงผลักไม่มากนักทุกสิ่งก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ..แสงแดดสวยงามส่องสว่าง..เกล็ดหิมะเงาวับจับตา ทุกอย่างขาวโพลนสวยงาม..ทุกอย่างถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวบริสุทธิ์ สองเท้าย่ำเดินไปตามทางคดเคี้ยว รอยเท้าม้าทำให้รู้ว่าอาจเป็นปริแอร์ที่ขี่ม้าออกไปเพื่อเข้าเมือง หากเดินตามทางนี้ไปเรื่อยๆ เขาจะกลับไปที่โบสถ์ได้ในที่สุด

นานนับชั่วโมงที่เดินย่ำผ่านพื้นดินที่ชื้นแฉะ.. ถึงเหนื่อย แต่สายลมหนาวก็พัดพาหยาดเหงื่อแห้งสนิทเสียทุกครั้ง แล้วทางเดินก็เริ่มเคยคุ้น ไม่กี่ไมล์จะถึงเนินเตี้ยๆ ที่สามารถมองลงไปยังพื้นที่ที่ต่ำกว่าได้ เดินไปอีกหน่อยก็ถึงโบสถ์ และถ้าเดินผ่านโบสถ์ไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นตัวเมืองที่ผู้คนขวักไขว่และครื้นเครงในยามเทศกาล ..มันน่าสนุกและดึงดูดอองเดรทุกปี แต่ปีนี้เขาหวังเพียงให้ตัวเองไปถึงโบสถ์ก่อนเป็นอันดับแรก

อองเดรมองลอดจากรอยประตูหน้าโบสถ์ที่ปิดไม่สนิท นั่น..หลวงพ่อคาเมรอน ผู้ที่คอยดูแลและเลี้ยงดูจนเขาเติบใหญ่ ผู้ที่ให้ความอบอุ่นแก่เขาดุจพ่อแท้ๆ ก็ไม่ปาน ท่านกำลังนั่งสวดมนต์อยู่เบื้องหน้าพระผู้เป็นเจ้า... แสงแดดส่องเป็นลำไปยังร่างของท่าน งดงามเหมือนอยู่บนสวรรค์ไม่มีผิด

เสียงเปิดประตูดังขึ้นท่ามกลางความเงียบทำให้ร่างชราเหลียวกลับไปมองด้านหลัง ร่างคุ้นเคยของเด็กหนุ่มทำให้ท่านปรี่เดินเข้าไปหาด้วยใบหน้ายินดี

"โอออ.... อองเดร" ขานเพียงเท่านั้นร่างต่างวัยก็สวมกอดกันแน่น "นี่ลูกหายไปไหนมา ทุกๆ คนล้วนเป็นห่วงกันทั้งนั้น"

"ขอโทษครับคุณพ่อ ที่ทำให้ทุกคนเป็นกังวล ขอโทษจริงๆ ครับ"

"มา มาเถอะ..งานฉลองกำลังจะเริ่มแล้ว ทุกคนต้องดีใจมากแน่ๆ ที่ลูกกลับมา" อองเดรเดินตามร่างชราไปอีกด้านของโบสถ์ ที่ลานกว้าง..บนโต๊ะไม้ตัวใหญ่มีอาหารต่างๆมากมาย เหล่านักบวชคนอื่นๆ กับเด็กกำพร้าที่อยู่ในอุปการะของโบสถ์เซนต์คาเมรอนยืนกระจายกันอยู่รอบๆ รอคอยช่วงเวลาสำคัญ... ทุกๆ คนรอให้หลวงพ่อคาเมรอนมาทำพิธีศักดิ์สิทธิ์เพื่อเริ่มการฉลอง

เมื่อพิธีผ่านไป เด็กๆ ก็พากันกรูใส่อาหารเบื้องหน้า เหล่าผู้ใหญ่ทั้งหลายมองด้วยความเอ็นดู บ้างสนทนากัน บ้างปลีกตัวเข้ามาถามไถ่อองเดรด้วยความห่วงใยและยินดีที่เขากลับมา

"ไม่มีอะไรมากหรอกครับ เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยเลยกลับมาไม่ได้เท่านั้นเอง แต่ผมก็กลับมาแล้วนะ" ด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน..ทุกคนจึงเลือกที่จะเชื่อสิ่งที่เด็กหนุ่มพูด

................เวลาดำเนินผ่านไปจากบ่ายคล้อยจนเย็นค่ำ งานเฉลิมฉลองกำลังจะเลิกรา

"อองเดร ไปเที่ยวในเมืองกัน มีฉลองกันที่ลานจตุจักร งานใหญ่เชียวล่ะ" น็องส์..เด็กหนุ่มวัยใกล้เคียงกันและเป็นเพื่อนสนิทของอองเดรมาแต่เด็กปรี่เข้ามาชวนเขาทันทีเมื่อเห็นว่าหลายคนเริ่มสลายตัวจากงานฉลองของโบสถ์แห่งนี้แล้ว

เด็กหนุ่มเหลียวมองไปยังหลวงพ่อคาเมรอนที่ยังสนทนาอย่างออกรสกับคนอีกหลายคน

"อ๋อ เรื่องหลวงพ่อคาเมรอนไม่ต้องห่วงหรอก ฉันไปขอให้นายเรียบร้อยแล้วล่ะ" อองเดรยิ้มขอบใจก่อนพยักหน้าให้ไปกันสักที

"อา...คืนนี้สนุกชะมัดเลย เฮ้..เป็นไรรึเปล่า? ตั้งแต่นายกลับมาก็ดูเครียดๆนะ มีอะไรก็บอกกันสิ ฉันเป็นเพื่อนนายนะอองเดร"

น้ำเสียงเอื้ออาทรของเพื่อนผู้แสนดีทำให้นัยน์ตาเขียวสดผ่าวร้อน ความตื้นตันจุกอยู่ที่อก..เขาไม่คิดเลยว่าความรักของเพื่อนจะทำให้เขาดีใจได้ขนาดนี้ มือบอบบางเอื้อมเกาะกุมมือกร้านหนาก่อนกระชับแน่น "ขอบใจ ขอบใจเพื่อนรัก แต่..ไม่มีอะไรหรอก นะ ไปดูขนมร้านนั้นกันดีกว่านะ" อองเดรเสเปลี่ยนเรื่องเนื่องจากรู้จักน็องส์ดี...คนๆ นี้ยังสงสัยแน่ๆ ..ก็ฉลาดขนาดเป็นนักประดิษฐ์อนาคตไกลนี่นะ

พระจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่ลอยอยู่กลางท้องฟ้าสาดแสงนวลตามายังร่างพิสุทธิ์ ใกล้เที่ยงคืนเข้าไปทุกที... อองเดรมองจันทร์ดวงนั้นด้วยแววหวานเศร้า ความอบอุ่นที่รู้สึกได้ทำให้เขาผินหน้าไปมองเพื่อนรัก ..น็องส์โอบไหล่ของเขาแล้วตบปุๆ แรงๆ สักสองสามที

"อย่าทำหน้าเศร้าแบบนั้นน่า วันนี้วันแห่งความสุขนะ"

อองเดรยิ้มกว้างอย่างงดงาม ...มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อบอุ่นที่สุดจริงๆ นั่นแหละ การมาเดินเที่ยวกับเพื่อนรักและกลับมามีชีวิตปกติอย่างที่เคยเป็นทำให้เด็กหนุ่มยิ่งดูสดใสมีชีวิตชีวา

ร่างในเสื้อคลุมมีฮู๊ดปิดบังใบหน้าแอบมองสองเพื่อนรักกอดคอกันเดินเที่ยวอยู่ได้ครู่..ร่างมุมตึกคู้ตัวลงมองฝ่ามือของตัวเอง สำนึกของเขารู้ดี..มือคู่นี้ไม่อาจให้ความอบอุ่นแก่เด็กหนุ่มได้ดุจเดียวกับมนุษย์ด้วยกัน การได้เฝ้ามองรอยยิ้มของอองเดร--ผู้เปรียบเหมือนแหล่งรวมของแสงตะวันที่จัดจ้าและเต็มไปด้วยสีสัน-- เท่านี้..เคานท์รูปงามก็ยิ้มออกมาได้แม้จะฝืดเฝือนก็ตามที

มือกร้านเหี่ยวย่นด้วยวัยรั้งข้อศอกของเขากลับมาก่อนสวมกอดร่างของเขาเอาไว้แน่น..แทบจะฝังลงไปในร่างใหญ่โตนั้น นับเป็นครั้งแรกที่ปริแอร์อาจหาญแตะต้องร่างกายของเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต

...ความรู้สึกผิดยามได้เห็นใบหน้านั้นแย้มยิ้ม ความสดชื่นเปล่งประกายเหมือนแดดหลังฝน ...สมควรแล้วหรือที่เขาจะพรากรอยยิ้มนั้นมา ควรแล้วหรือ..ที่เขาจะฉุดตะวันดวงนั้นเข้าสู่เงามืดของเขา "ข้า...ควรปล่อยเขาไปใช่ไหม?"

"...........ใช่" ความอ่อนแอของท่านเคานท์ผู้เย่อหยิ่งทำให้ชายชราทนดูไม่ได้ คนๆ นี้ไม่เคยยอมก้มหัวให้สิ่งใด..ไม่เคย ที่จะชายตาแลใคร และไม่มีใครกล้าทำให้เคานท์คนนี้ต้องอดสูได้ถึงเพียงนี้

คำตอบคำเดียวสั้นๆ เป็นเหมือนคมมีดที่บาดลึก..หัวใจที่ไม่มีวันหยุดเต้น ปวดแปลบ..

"แต่เขาเป็นของข้านะ เขาสัญญาจะกลับมาหาข้า เขาสาบานแล้วว่าจะให้ทั้งตัวและหัวใจแก่ข้า" น้ำเสียงดื้อดึงเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ยังความเจ็บปวดมาสู่ผู้ที่รักเขามากกว่าใครๆ

"มนุษย์ไม่เคยรักษาสัจจะท่านก็รู้ กลับเถิดฌองเตส..ท่านอ่อนแรงมากแล้ว ที่ฝืนออกมาถึงนี่ก็ทำให้ท่านย่ำแย่ถึงขนาดนี้"

เคานท์ฌองเตสหันกลับไปมองใบหน้าร่าเริงนิ่งครู่หนึ่งจึงค่อยออกเดินตามแรงพยุงจากชายชรา ...กลับสู่ที่ๆ เขาควรอยู่ ...ที่ๆ อองเดรไม่ควรอยู่ ...ที่ๆ เขาจะไม่มีอองเดรเคียงข้างอีกต่อไป ~~แต่จะทำใจเดินจากไปได้จริงหรือ...สำนึกในความเป็นเจ้าของยังล้นปรี่เต็มหัวใจและไม่ยอมที่จะลดลงแม้แต่น้อย.. ถ้าเพียงแต่เขาจะกระชากอองเดรให้อยู่ในอ้อมแขนของเขาอีกครั้ง.......ถ้าเพียง..

'นี่ข้าประเมินเจ้าผิดไปจริงๆ หรือ... ตัวตนที่ข้าสัมผัสได้ จิตวิญญาณที่ข้ารู้สึก นั่นไม่ใช่เจ้าหรอกหรืออองเดร'

..................นัยน์ตาแดงฉานเฝ้ามองร่างสว่างไสวดุจแสงตะวันกับชายหนุ่มอีกคนที่สดใสไม่แพ้กันเดินคลอเคลียกันไปด้วยความริษยา ยามกาลเวลาผ่านพ้นเที่ยงคืน..เรี่ยวแรงมหาศาลกลับคืนเหมือนเก่า ด้วยความเร็วในตอนนี้..การเข้าใกล้ร่างสองร่างที่อยู่ห่างไกลนั้นเป็นเรื่องง่ายดาย หายใจเฮือกเดียวร่างสูงสง่าหยุดยืนขวางทางทั้งสองร่างเอาไว้

อองเดรสะดุ้งสุดตัวเมื่อพบว่าใครยืนอยู่เบื้องหน้า ความหวาดกลัวทำให้ใบหน้านั้นซีดเผือดผิดกับรอยยิ้มสดใสก่อนหน้านี้ มือบางกระชับกุมมือหนาของชายหนุ่มข้างกายแน่น

"ข้ามาทวงสัญญา กลับไปกับข้าเดี๋ยวนี้!!" เคานท์ฌองเตสเอ่ยเสียงกร้าวพลางก้าวเข้าหาอย่างคุกคาม น็องส์ผู้อยู่ในเหตุการณ์เห็นท่าไม่ดีจึงยืนขวางเอาไว้เพื่อปกป้องเพื่อนรักของเขาสุดชีวิต ฌองเตสหน้ามืดจนไม่คิดอะไรอีกแล้ว ฝ่ามือแข็งแกร่งกระชากร่างหนานั้นออกจนกระเด็นไปกระแทกเข้ากับต้นไม้โดยแรง เลือดสดๆ ทะลักทลายออกมาจากปากจนน่ากลัว

อองเดรตะลึงงันกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนได้สติถลาเข้าหาร่างเพื่อนรักแล้วประคองเอาไว้ เด็กหนุ่มตะโกนร้องขอความช่วยเหลือไม่หยุดหย่อนแต่ไม่มีใครได้ยิน ลมหายใจของน็องส์ขาดห้วงก่อนหยุดนิ่ง... --ตาย-- อองเดรปล่อยโฮอยู่ตรงนั้น กอดร่างไร้ชีวิตพร่ำเรียกชื่อน็องส์ไม่หยุด

"อย่าตาย.. ไหนนายบอกว่านายเป็นเพื่อนฉันไง เพื่อนเขาไม่ทิ้งเพื่อนหรอกนะ ลืมตาสิน็องส์" ไม่ว่าจะเรียกร้องฉุดรั้งไว้มากแค่ไหนร่างเย็นเฉียบก็ไม่มีปฏิกริยาตอบกลับมา อองเดรนั่งโยกตัวเหมือนไร้สติจนฌองเตสทนไม่ไหวเดินเข้าแยกเด็กหนุ่มออกจากศพเพื่อนรักอย่างไม่ปรานี

อองเดรแหงนมองร่างเบื้องหน้าด้วยแววตาเคียดแค้น ก่อนเอ่ยคำเพียงไม่กี่คำที่ทำให้เคานท์รูปงามถึงกับกระตุก "...ผมเกลียดท่าน!!"

เฮือก!!~

เสียงนาฬิกาไขลานเรือนใหญ่ดังแว่วบอกเวลาที่ล่วงเลยมาถึงเที่ยงคืน มือเรียวสวยลูบหน้าตัวเองขับไล่ความอ่อนล้าก่อนพยุงกายลุกขึ้น..เรี่ยวแรงของเขากลับมาหมดแล้ว ฝันนั่น..เหมือนจริงจนน่ากลัว อองเดรคงเกลียดเขาจริงๆ

เพียงแค่ได้เห็นภาพอองเดรอยู่กับเจ้าหนุ่มนั่น.. กลับมาถึง ความอ่อนเพลียก็พาเขาสู่นิทราอีกครั้งโดยง่าย..ภาพบาดตานั่นทำให้เขาฝันร้าย

เสียงแง้มประตูเบาๆ ทำให้ท่านเคานท์หันเหความสนใจไปมอง ..เขาคิดว่าปริแอร์คงขึ้นมาดูเขาด้วยความเป็นห่วง แต่ทว่า..กลิ่นอายอ่อนเยาว์เบื้องหลังประตูบานนั้นทำให้เขาอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้... ร่างที่นั่งนิ่งอยู่บนที่นอนหลับตานิ่งไม่ทันได้เห็นผู้ที่ยืนอยู่หลังประตู เสียงฝีเท้าแผ่วกำลังก้าวเข้ามาใกล้

"อ๊ะ.. นี่ผมมาไม่ทันเหรอเนี่ย อุตส่าห์เอาม้ามาแล้วเชียว..นึกว่าจะถึงก่อนท่านตื่นเสียอีก"

เคานท์ฌองเตสค่อยลืมตาเพื่อประทับร่างหอบน้อยๆ นั่นในสายตา ดวงแก้วแดงฉานฉายแววอ่อนหวาน รอยยิ้มกว้างอวดโฉมเขี้ยวยาวสวย จ้าวแห่งแวมไพร์สวมกอดร่างนั้นด้วยอบอุ่นหัวใจ ...ใครจะคาดคิด คนที่สดใสท่ามกลางสีสัน.. จะกลับมาหาเขาผู้ซึ่งอยู่ในเงามืดเช่นนี้

"เจ้า..กลับมาทำไม?"

"ผมก็แค่..ติดสัญญากับท่านไว้"

"ความจริงเจ้าไม่ต้องรักษาสัญญากับข้าก็ได้ ไม่เสียใจหรือ..ละทิ้งความสุขของเจ้ามาแบบนี้" เรียวนิ้วสวยลูบไล้โครงหน้างดงามอย่างใหลหลง

"ก็ เสียดายอยู่เหมือนกัน..แต่ผมไม่เสียใจหรอก ก็ผมเป็นคนตัดสินใจเองนี่นา"

"อา..เจ้าเป็นของขวัญคริสต์มาสที่ดีที่สุดสำหรับข้า" จุมพิตหวานละมุนประทับทั่วใบหน้าขาวอย่างไม่รู้หน่าย

..

.....

ความคิดอองเดรย้อนกลับไปตอนก่อนเที่ยงคืน น็องส์เดินมาส่งเขาถึงโบสถ์หลังเดินเที่ยวกันเป็นที่สนุกสนาน เด็กหนุ่มรั้งเพื่อนของเขาไว้ อึกอักอึกอักไม่กล้าพูดกระทั่งฝ่ายนั้นย้ำถามออกมา

"เอ้า!! ว่าไงล่ะอองเดร มีอะไรจะพูดก็ว่ามา"

"ฉัน.. จากนี้ไปฉัน จะไม่อยู่ที่นี่อีกแล้ว ฝ..ฝากบอกคุณพ่อกับทุกคนด้วยได้ไหม? ฉันไม่กล้าเข้าไปลา..."

น็องส์อ้าปากค้าง นี่เพื่อนเขาคิดอะไรอยู่..จู่ๆ ก็มาบอกว่าจะไป "ห..หา?? นายว่าไงนะ? ไม่อยู่...แล้วนายจะไปไหน?!?" ชายหนุ่มเข้าไปคว้าไหล่บอบบางบีบแน่นคาดเค้นเอาความจริง

"ฉันไปไม่ไกลนักหรอก ..แต่คงกลับมาที่นี่อีกไม่ได้แล้ว..ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับมาหรือเปล่าด้วย เพราะงั้น..ฉันดีใจ ที่ได้รู้จักทุกคน..ดีใจที่ได้เป็นเพื่อนนาย" รอยยิ้มเศร้าๆ นั้นทำให้น็องส์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใช่ว่าเพิ่งรู้จักเสียเมื่อไหร่..พูดได้เต็มปากเลยว่าโตมาด้วยกัน เขารู้จักเพื่อนคนนี้ดี ..ตัดสินใจอะไรไปแล้วจะไปเปลี่ยนน่ะยากยิ่งกว่ายาก

"ฉันถามแค่คำเดียว ..สิ่งที่นายจะทำน่ะ มันจะทำให้นายมีความสุขไหม?"

"อืมมม ไม่รู้สินะ..ฉันไม่รู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ถูกหรือผิดด้วยซ้ำ แต่ฉันก็เชื่อว่า..ทางที่ฉันเลือกมันดีที่สุดแล้วสำหรับตอนนี้ สบายใจเถอะนะ..วันนี้วันคริสต์มาสนี่นา ต้องมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นแน่นอน"

"งั้นเอาม้าฉันไปไหม มืดแบบนี้ไม่อยากให้นายเดินไป..อันตราย"

อองเดรสวมกอดเพื่อนรักสุดแรงที่เขามี... เพื่อนคนนี้เข้าใจเขาเสมอ เพื่อนคนนี้มีความรักที่ล้นเหลือให้เพื่อนอย่างเขาตลอดมา ไม่ว่ายามไหนน็องส์ก็จะคอยอยู่เคียงข้างเขาโดยไม่เคยโต้แย้ง "ฉันรักนายนะน็องส์ จะไม่ลืมนายเลย"

"ฉันก็เหมือนกัน ขอให้มีความสุขนะเพื่อน" สองเพื่อนรักมองตากันอย่างเข้าใจ สายสัมพันธ์ที่เรียกว่าเพื่อนไม่มีวันจืดจางหรือตัดขาดจากกันง่ายๆ แม้ร่างที่ควบม้านั้นจะลับหายไปแล้วในเงามืด น็องส์ก็ยังอดภาวนาไม่ได้..เขาอธิษฐานให้คนดีๆ อย่างอองเดรมีความสุข ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน..ขอให้เพื่อนคนสำคัญของเขามีความสุข "อา..ยังไม่ได้ให้ของขวัญนายเลย ให้ตายสิไอ้เพื่อนบ้า..ไม่ยอมบอกกันเลยนะว่าจะไปอยู่ไหน"

.....

..

"อา...ผมยังไม่ได้พูดสินะครับ สุขสันต์วันคริสต์มาสครับ เลยมาไม่ถึงชั่วโมงคงไม่เป็นไรนะ?"

"ไม่ ไม่แน่นอน" ไม่เป็นไรเลย แค่เพียงเด็กหนุ่มพูดอวยพรออกมาเท่านั้น..ไม่ว่ามันจะผ่านไปนานแค่ไหนเขาก็ยินดี ฌองเตสยิ้มรับรอยยิ้มสดใส "สุขสันต์วันคริสต์มาสเช่นกันอองเดร" ฌองเตสโอบกอดร่างอันอบอุ่นนั่นอีกครั้ง...ด้วยหัวใจที่ปลาบปลื้มเป็นล้นพ้น--

ใช่ว่าแวมไพร์จะไร้หัวใจเสมอไป..ใช่ว่าแวมไพร์จะไม่แยแสในสิ่งที่เรียกว่าความรัก และใช่ว่าแวมไพร์จะไม่อาจมีรักแท้..

ในตอนนี้ที่มีร่างใครบางคนอยู่ในอ้อมแขน ความคำนึงของฌองเตสประหวัดไปถึงตำนานที่กล่าวขานในหมู่แวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์เรื่อยมา ตำนานความรักที่ปิศาจไร้หัวใจจะมีเพียงครั้งเดียวในช่วงชีวิตอันเป็นนิรันดร์ --ด้วยคำสาปจากพระเจ้า..ด้วยบาปที่ไม่อาจชำระล้างได้..หัวใจแวมไพร์จะแห้งผากตลอดกาล ใช่..แห้งผาก ไม่มีทั้งความสงสาร ปรานี หรือแม้แต่เห็นใจ ประสาอะไรกับความรักที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น

ทว่า..ทุกสิ่งย่อมมียกเว้น หัวใจที่ไร้ความรู้สึกอย่างอื่นนอกจากความหิวกระหายจะดับได้ด้วยรักพิสุทธิ์ โอกาสที่พระเจ้าหยิบยื่นให้ด้วยความสมเพช..รักแท้เพียงครั้งเดียวที่แวมไพร์พึงมี และแม้มันหมายถึงโอกาสเพียงหนึ่งเดียว..กลับน้อยคนนักที่พานพบ

ทว่า...บัดนี้ ฌองเตสคิดว่าเขาเป็นแวมไพร์ที่โชคดีจริงๆ ก่อนที่ร่างนี้จะดับสูญ..จากทั้งด้วยความตั้งใจไม่อยากมีชีวิตอยู่ของตนเอง หรือจากการล่าล้างของนักล่าแวมไพร์ก็ตามที ...เขาได้พบรักนั้นแล้ว และจะไม่มีวันปล่อยมือจากรักครั้งนี้ไปตลอดกาล

....น่าแปลกใจ เขาเรียกสิ่งที่รู้สึกต่ออองเดร..ได้เต็มปากว่ามันเป็นความรัก น่าแปลกใจ ที่แค่เด็กหนุ่มคนหนึ่งทำให้แวมไพร์ผู้ทรนง..หัวใจสั่นคลอนได้ขนาดนี้

ทำไม?

อาจเป็นเพราะพรหมลิขิตก็ได้ ไม่ว่าอย่างไร...ฌองเตสก็นึกขอบคุณพระเจ้าในใจ ที่ส่งสาวกแสนพิสุทธิ์ของพระองค์มาให้เขา..แต่ถึงแม้พระองค์จะพยายามยื้อยุดกลับคืน..เขาก็จะแย่งชิงกลับมาจนได้ วินาทีแรกที่คว้าร่างเด็กหนุ่มผู้นี้เอาไว้ได้..เขาก็รู้ได้ว่าเด็กคนนี้พิเศษกว่าใครๆ

บานหน้าต่างที่เปิดออกกว้างเผยให้เห็นเบื้องนอกอันหนาวเหน็บ หิมะโปรยปรายปกคลุมไปทุกหย่อมหญ้า ไม่ช้านานบานหน้าต่างนี้ต้องปิดสนิทป้องกันแสงตะวันอีกครั้ง หากตอนนี้..ขอให้เขาได้ชื่นชมความงดงามนี้เคียงคู่ดวงใจของเขา ขอให้เขาได้อุ่นซ่านยามคนมีเจ้าของหัวใจเคียงกายอยู่เช่นนี้ ..ถึงแม้ไม่อาจแน่ใจว่าความสุขนี้จะคงนานอยู่ได้เท่าไหร่..ขอแค่ช่วงเวลาปัจจุบันให้เขาได้เก็บเกี่ยวมันไว้ให้ตราตรึงตราบนานเท่านาน....

เคานท์ฌองเตสมองออกไปยังความขาวโพลนเบื้องนอกจนเป็นที่พอใจ บานหน้าต่างจึงปิดสนิทลงด้วยเกรงว่าร่างกายมนุษย์ไม่อาจทนความหนาวเย็นเช่นเขาได้ ไฟในเตาผิงให้ความอบอุ่นก็จริง..แต่ลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามาแผ่วเบาก็ทำให้ร่างเล็กๆ ห่อสะท้านได้เหมือนกัน

"ข้าถามเจ้าจริงๆ เถอะ ไม่ใช่แค่คำสัญญาใช่ไหมที่ทำให้เจ้ากลับมา...อองเดร" ท้ายเสียงของเคานท์รูปงามทอดหวาน ปลายนิ้วเรียวสวยยังไล้วนอยู่กับแก้มอิ่มแดงเรื่อ

"ครับ ผม...จะให้บอกตรงๆ ผมเองก็ยังไม่เข้าใจตัวเองดีนัก แต่ว่า..ผมรู้ว่าผมกับท่านเหมือนกัน ...เราเหมือนกัน..." อองเดรไม่เอ่ยอะไรไปมากกว่านั้นนอกจากจะหลับตาพริ้มรับสัมผัสนุ่มนวลที่ผิวแก้ม และฌองเตสก็ไม่ถามให้มากความ.. อะไรก็ตามที่อยากรู้ ถ้าได้ดื่มเลือด...ทุกสิ่งทุกอย่างจะเผยให้เห็น..

"ง่วงหรือยัง เหนื่อยมาทั้งวันสินะ"

"...ครับ"

"งั้นนอนเถิด" ฌองเตสรั้งเอวคอดของอีกฝ่ายพาเอนกายลงพักผ่อน

ศีรษะที่ปกคลุมด้วยกลุ่มผมสีทองนุ่มสลวยหนุนแขนเคานท์รูปงามต่างหมอนแต่กลับไม่ยอมหลับตาเพื่อนิทราเช่นที่ฌองเตสเอ่ยชวน นัยน์ตาเขียวสดยังคงจ้องมองลึกลงไปในดวงแก้วสีแดงสวย ต่างคนต่างมองเข้าไปในหน้าต่างที่เปิดไปสู่หัวใจของแต่ละฝ่าย ฌองเตสไม่ทักท้วงให้อองเดรหลับเสีย...กลับปล่อยให้เด็กหนุ่มค้นหาตัวตนของเขาจนกว่าจะพอใจ

อองเดรพบว่านัยน์ตาคู่นั้น ..ความเหงาที่เคยรู้สึกได้ ตอนนี้กลับเป็นความอ่อนโยนอย่างเหลือล้นเข้ามาแทนที่.. แล้วตัวเขาเองล่ะ ความเหงาที่เคยซ่อนอยู่ลึกๆ ไม่เคยมีใครรับรู้..มันหายไปบ้างหรือยังนะ?

'อา... ช่างเถอะ ยังมีเวลาคิดอีกมาก ยังไงซะ..ไม่นานก็รู้เองแหละ'

"หลับซะเด็กดี ข้าจะกอดเจ้าไว้อย่างนี้ตราบเท่าที่เจ้ายังเคียงข้างข้า..ตลอดกาล" จุมพิตแผ่วที่เปลือกตาเป็นเหมือนเวทมนต์ นัยน์ตาเขียวสดพริ้มหลับแต่โดยดี..

ท่านเคานท์รูปงามจ้องมองใบหน้าหลับใหลด้วยความรู้สึกยากบรรยาย ..จะว่าปรารถนาก็ใช่ แต่ความหวานในหัวใจมีอิทธิพลเหนือกว่า เขาจะจ้องมองไปจนกว่าจะได้เวลาหลับของเขา แล้วเขาจะปลุกนิทราเด็กหนุ่มด้วยจุมพิตของเขาในค่ำวันต่อไป.. ต่อไปนี้ก็คงได้จ้องหน้ากันอีกนานเท่านานละนะ

ฌองเตสเผลอนึกไปถึงนิทานที่เคยได้ยินยามเป็นเด็ก ....เจ้าหญิงที่หลับใหลมาเนิ่นนาน สามารถตื่นขึ้นได้ด้วยจุมพิตจากเจ้าชาย "ฮึ ฮึ ฮึ" แต่กับพวกเขา..มันกลายเป็น นักบวชหนุ่มที่หลับใหล...ตื่นขึ้นมาได้ด้วยจุมพิตของแวมไพร์รูปงาม........

อา...นิทานเรื่องใหม่สินะ จะมีใครเอาไปเล่าต่อได้บ้าง??..

จะไปมีได้อย่างไร ในเมื่อเขาไม่ยอมให้ใครได้เห็นดวงหน้าใสบริสุทธิ์ยามหลับเช่นนี้ของอองเดรเป็นอันขาด..ไม่มีวันซะล่ะ ของดีมีเขาดูได้คนเดียว ฌองเตสยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีรอคอยให้ถึงค่ำวันต่อไปเร็วๆ

~~EnD~~


edit @ 2006/12/25 23:47:34

[Novel] It Begin In The Prom (end)

posted on 09 Feb 2006 17:25 by deej  in Novels

Prologue

"ม..ไม่เอา"

"ไม่เอาน่า..อเล็กซ์"

.

..

...

"ไม่เอา อย่า.."

"อเล็กซ์!!..."

"ฉันไม่กล้า"

"ปัดโธ่เว้ย........" โคนี่กล่าวอย่างหัวเสียแล้วยังขยี้หัวส้มๆของตัวเองซะจนยุ่ง..เมื่ออะไรๆไม่เป็นไปตามที่เขาต้องการ

Chapter 1

"เข้าไปเล้ย ดูดิ หล่อนยิ้มให้แกนะเฟ้ย" โคนี่ผู้เป็นเพื่อนสนิทของอเล็กซิสผลักเขาจนเซไปข้างหน้า 2-3 ก้าว หลังจากเจ้าตัวเกิดอาการปอดที่จะเข้าไปชวนสาวควงไปงานพรอม เธอคือโจนาเลส บรอนเชสต์ สาวป็อปอีกคนหนึ่งประจำชมรมเชียร์ที่เขาแอบชอบอยู่ ก็ไม่เชิงแอบเท่าไหร่เพราะช่วงนี้ก็พยายามจีบอยู่เหมือนกัน

"ฮ..ไฮ บรอนเชสต์"

"ไฮ เทอร์เนอร์ มีอะไรให้ช่วยมั๊ย?" เธอเอียงคอน้อยๆพองามถามกลับมาพร้อมด้วยรอยยิ้มเก๋ไก๋

'โอเค เธอยิ้มให้.. เธอยิ้มให้.. ไม่เป็นไรน่า' อเล็กซิสปลอบใจตัวเองก่อนตัดสินใจบอกจุดประสงค์แก่โจนาเลส

"เอ่อ... มี คือ...อาทิตย์หน้าคุณ..จะไปงานพรอมกับผมได้มั้ย คือ..ถ้าคุณยังไม่ได้ตัดสินใจจะไปกับใครล่ะก็.." อเล็กซิสถามด้วยความประหม่า

"ได้สิ" เธอตอบรับสั้นๆ และส่งยิ้มหวานให้คนที่ยืนยิ้มแฉ่งอยู่ตรงหน้า

"ขอบใจ ขอบใจ แล้วผมจะไปรับนะ"

"โอเค" เธอตอบรับอีกครั้งแล้วหันไปสนใจเครื่องสำอางค์ที่เพื่อนของเธอถืออยู่และกำลังอยู่ในหัวข้อสนทนาก่อนที่ชายหนุ่มจะเข้ามา

อเล็กซิสยืนยิ้มกับคำตอบที่ไม่คาดฝันว่าจะได้ และก่อนที่จะหันหลังกลับ...เขาก็ต้องสะดุ้งเมื่อคนที่โจนาเลสเอ่ยทักขึ้น ..มายืนซ้อนอยู่เบื้องหลังเขาซะจนชิด..ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ากระทบต้นคอจนรู้สึกได้ บุคคลผู้โดดเด่นภายใต้เรือนกายสูงโปร่งแต่เรี่ยวแรงมหาศาล ..ผมสีบลอนด์ยาวเรี่ยบ่า ใบหน้าที่ดึงดูดได้ทุกคน ..นัยน์ตาสีฟ้าเทาหวานคมดูลึกลับ และแน่นอนเป็นหนุ่มป็อปในไฮสคูลแห่งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย.. อเล็กซิสยกมือตะปบหลังคออัตโนมัติและเบี่ยงกายออกด้านข้างใบหน้าแดงซ่าน ไม่อยากจะคิดหรอก..ว่าร่างสูงจงใจทำให้เขาตกใจ

"อ้าว!! เจสันซ้อมบอลเสร็จแล้วเหรอ?"

"อืม.." คนที่ถูกทักเพียงพยักหน้าและยิ้มให้เล็กน้อย

"ไงโจน่า มีใครชวนเธอไปงานพรอมรึยัง?" สตีฟ คู่หูของเจสันที่เดินตามมากอดคอเพื่อนรักพร้อมหันไปยักคิ้วให้อเล็กซิสที่เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วย นัยน์ตาทะเล้นทำให้เขาดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบต่างกับเพื่อนเขาโดยสิ้นเชิง

"มีแล้ว.. หนุ่มน้อยนี่ไง แล้วเธอล่ะเจสัน มีสาวๆมาชวนเพียบล่ะสิ"

"ไม่เท่าไหร่หรอก" ชายหนุ่มตอบอย่างไม่ยี่หระทั้งๆที่มีสาวมาทาบทามขอเขาเป็นคู่ควงไปงานพรอมเป็นจำนวนมาก ส่วนสตีฟนั้นไม่ต้องพูดถึง มีคนรักแล้ว..ดังนั้นหมดสิทธิ์ไปชวนคนอื่นอีก

โจนาเลสคุยกับเจสันและสตีฟอย่างสนิทสนม ก็แน่ล่ะ อีกคนอยู่ชมรมเชียร์ ส่วนสองคนนั่นอยู่ชมรม(อเมริกัน)ฟุตบอล ทำให้พวกเขาเจอกันบ่อย แต่กับอเล็กซิสที่อยู่ชมรมถ่ายภาพแล้วคนละเรื่องกันเลย เขาได้เจอกับโจนาเลสเพียงในชั่วโมงเรียนเท่านั้น

อเล็กซิสไม่อยากอยู่ฟังบทสนทนาของพวกเขานานนักจึงเอ่ยลา "เอ่อ..ผมไปนะบรอนเชสต์ อาทิตย์หน้าผมจะไปรับ" หล่อนเพียงพยักหน้ารับน้อยๆแล้วอเล็กซิสก็หันกลับไปหาโคนี่ในขณะที่มือข้างหนึ่งยังกุมอยู่ที่หลังต้นคอ

ขณะที่อเล็กซิสหันกลับไปเขาไม่ได้เอ่ยลาหรือหันมองเจสันแม้เพียงนิด เขาจึงไม่เห็นสิ่งผิดปกติเล็กน้อยจากเจสัน ...เล็กน้อยจริงๆ....

"...อเล็กซ์ ลูกแมวน้อย..." เสียงกระซิบลอยลมแผ่วเบา..เอ่ยเรียกชื่อผู้ที่เดินจากไปพร้อมรอยยิ้มจุดขึ้นที่มุมปากของร่างสูง ..หลังจากที่อเล็กซิสออกไปจากการสนทนาของพวกเขากับหญิงสาว ชายหนุ่มอยู่คุยกับหล่อนเพี่ยงไม่กี่ประโยคแล้วจากไปพร้อมแววตาพราวระยับ

.........................................

"เฮ้ ทำไมทำหน้างั้นวะเพื่อน" โคนี่ถามเพื่อนของเขา เพราะหลังจากที่อเล็กซิสเดินมาบอกข่าวดีว่าสาวเจ้าโอเค ชายหนุ่มยิ้มเพียงนิดเดียวแล้วก็เฉยๆไปซะงั้นพร้อมร่องรอยการครุ่นคิดอยู่บนใบหน้าขาว

"กำลังคิดอยู่ว่าจะเอาชุดไหนไปดี ไม่ให้บรอนเชสต์ต้องอายใครน่ะ" แต่เขาบอกไม่หมด ความกังวลใจเล็กๆกับอะไรซักอย่างที่เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรกำลังกวนใจเขาอยู่ลึกๆ

"งั้นเราคงต้องไปหาชุดกันแล้วล่ะ ฉันก็ยังหาชุดไม่ได้เลย แถมยังไม่ได้ไปชวนเอมิลี่ด้วยซ้ำ โอ..พระเจ้า...ขอให้เธอยอมไปกับผมทีเถอะ" โคนี่ประสานมือเข้าด้วยกันและแหงนหน้ามองฟ้าอ้อนวอนถึงพระเจ้าด้วยหน้าตาระทมทุกข์จนอเล็กซิสหมั่นไส้

ผัวะ!!"ลีลาจริง ไปหาชุดกันเหอะ" อ่านะ ตบหัวทีเดียวไม่เจ็บหรอก ก็มันด้านอ่ะ

.........................................

ทั้งคู่ไปเลือกชุดด้วยกันในห้องเสื้อแถวบ้านของอเล็กซิส ชุดหลายชุดถูกขุดออกมาจากกรุของร้านเมอร์แด ทั้งชุดแฟนซี ชุดสูท และของตกแต่งเครื่องแต่งกาย

"โอเค ฉันเอาชุดนี้ อืม..มันใช้ได้นะ แกว่ามั้ยอเล็กซ์ อัล...อเล็กซิส!! เฮ้ มองอะไรอยู่น่ะ"

"ฉ..ฉันรู้สึกเหมือนมีใครจ้องเราอยู่น่ะสิ หนาวสันหลัง..ขนลุกไงไม่รุว่ะ" อเล็กซิสถือชุดที่เพิ่งลองเมื่อครู่ค้างไว้ในมือและมองผ่านกระจกใสในร้านออกไปภายนอก

"ช่างมันเหอะ แกเอาชุดนี้เหรอโคนี่" อเล็กซิสตัดบท เขาหยิบชุดออกจากมือของเพื่อนแล้วมองอย่างพิจารณา มันเป็นชุดเทพยดากรีกสีขาวสะอาด ซึ่งมันก็ไม่ค่อยเข้ากับลักษณะกวนๆของโคนี่เท่าไหร่นักหรอกในความคิดของเขาแถมยังตัดกับผมสีส้มแปร๊ดนั่นด้วย "ฉันว่าแกต้องใช้เข็มขัดอันนี้ แล้วก็....อืม..มงกุฎหญ้า สังวาลย์ และคฑานี่ โอเค เข้าท่าแล้ว"

"ขอบจาย...เพื่อน เจ๋งว่ะ แล้วของแกล่ะ ฉันว่าชุดจูเลียตสีชมพูนั่นเข้ากับแกดีว่ะ" โคนี่ชี้ไปยังชุดที่แขวนคู่กันเป็นเซ็ตกับชุดในมือของอเล็กซิสก่อนที่ชายหนุ่มจะหยิบมา

ผัวะ!!! จบคำแนะนำที่แสนจะหวังดีและจริงใจของโคนี่ อเล็กซิสก็จัดการขอบใจเพื่อนของเขาด้วยการตบหัวทุยๆส้มๆนั่นสักป้าบ

"ขอบใจ คราวหลังไม่ต้องแนะนำก็ได้ ฉันว่า.. ฉันจะเอาชุดนี้น่ะ" อเล็กซ์พลิกชุดในมือไปมาและนำมาทาบกับตัวเอง ดวงตาสีโอ๊คมองเข้าไปในกระจกเงาที่ตั้งอยู่ข้างๆ เงาของหนุ่มน้อยหน้าหวานผมสีน้ำตาลอ่อนปรากฎอยู่ในนั้น ...แล้วยิ้มหวานมาให้ "ฉันว่า มันดูสุภาพแล้วก็..เหมาะกับบรอนเชสต์ด้วย หล่อนเหมือนเจ้าหญิงเลย.."

"โอเค ฉันก็ว่ามันเข้าท่าแล้วก็เลิกละเมอถึงหล่อนซักที แต่..สีแดงเลือดหมูมันเข้มไปสำหรับแกว่ะ อย่างแกมันต้องสีชมพูถึง--"

ผัวะ!!

นั่นแหละ อเล็กซิสไม่รอให้โคนี่จบประโยคกวนอวัยวะเบื้องต่ำก็ตบหัวขอบใจเพื่อนรักไปอีกที พร้อมทำหน้าหน่ายๆกับอาการเจ็บจนโอเวอร์ของเขา

และพอทั้งคู่ได้ชุดที่ชอบแล้วก็พากันออกจากร้านและแยกย้ายกันกลับบ้าน

ขณะที่ทั้งสองเดินจนพ้นร้านออกมาแล้ว เงาร่างหนึ่งเคลื่อนกายออกมาจากต้นไม้ข้างร้านที่ใช้เป็นที่กำบังซ่อนตัวและมองเห็นชัดทุกอย่าง รอยยิ้มเล็กๆพร้อมแววตาเจ้าเล่ห์พราวระยับปรากฏขึ้นบนใบหน้าคม ชายหนุ่มเดินเข้าไปในร้านนั้นเมื่อคิดว่าผู้ที่ถูกแอบมองจะไม่ย้อนกลับมาอีก...

.........................................

และค่ำคืนที่หนุ่มสาวทั้งหลายรอคอยก็มาถึง งานพรอมพร้อมแล้วสำหรับการสังสรรค์ครั้งสุดท้ายของชีวิตไฮสคูล

อเล็กซิสออกจากบ้านด้วยชุดโรมิโอสีแดงเลือดหมูที่ผสมกลมกลืนกับผมหยักศกน้อยๆยาวระต้นคอสีน้ำตาลอ่อนนุ่มมือ..รวมทั้งกับดวงตาสีโอ๊คของเขาที่บัดนี้เปล่งประกายไม่ได้ด้อยไปกว่าดาวบนฟากฟ้าเลยทีเดียว เขาเดินตรงไปยังรถเปิดประทุนรุ่นเก่าแสนคลาสสิคแล้วสตาร์ทมันขับไปรับโคนี่ก่อนแล้วตามด้วยโจนาเลส

อเล็กซิสกดออด ครู่เดียวหล่อนก็ออกมาพร้อมกับชุดนางแมวสาวสุดเซ็กซี่ กระโปรงสั้นจู๋สีแดงสดและมีประกายเพชรอยู่ทั่วชุดและเสื้อเอวลอยแขนกุดสีเดียวกัน แถมท้ายด้วยที่คาดผมรูปหูแมวแสนน่ารัก

"คุณสวยจัง" ชายหนุ่มชมหล่อนด้วยใบหน้าที่ระเรื่อซับสีเลือดจางๆและรอยยิ้มกว้าง

"ขอบคุณ" หล่อนตอบด้วยสีหน้าภูมิใจและยิ้มเก๋ไก๋อย่างที่ทำอยู่เสมอ และก่อนที่อเล็กซิสจะตรงไปยังงานพรอมโคนี่ก็รั้งเขาไว้ก่อน

"เอ่อ..เดี๋ยวนะอเล็กซ์ คือ...ช่วยไปรับเอมิลี่ทีสิ" โคนี่บอกด้วยอาการขัดเขินอย่างเห็นได้ชัด

"ว่าไงนะ!! ก็แกบอกว่าชวนเธอไม่สำเร็จไม่ใช่เรอะ?"

"ก็แบบว่า เมื่อคืนนี้โทรไปตื๊อจนเอมิลี่ตกลงน่ะ แหะๆ"

"โอเค.. ได้ เดี๋ยวจัดให้"

แล้วอเล็กซ์ก็จัดการทำตามการรีเควสต์ของเพื่อนรัก เขาขับรถไปจอดหน้าคฤหาสน์ตระกูลฟาร์เรล ยังไม่ทันที่จะกดออด..ประตูรั้วบานใหญ่สีเงินก็เลื่อนเปิดออก เอมิลี่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงหน้าในชุดเทพธิดาที่เข้ากันกับชุดของโคนี่จนโคนี่ยังออกอาการแปลกใจเล็กๆ ปีกสีขาวข้างหลังเธอทำให้เธอดูเหมือนเทพธิดาสาวจากสรวงสวรรค์จริงๆ จากนั้นทั้งหมดก็ไปยังที่หมายทันทีก่อนที่งานจะเริ่ม

หลังจากจอดรถแล้วทั้งหมดเดินมายังประตูทางเข้างาน (ความจริงแล้วก็จัดกันที่หอประชุมใหญ่ในโรงเรียนนั่นแหละ)

โคนี่สะกิดอเล็กซิสชี้ให้ดูแผ่นหลังผึ่งผายของหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าประตูทางเข้างาน มีชายหนุ่มยืนห้อมล้อมคุยกับหล่อนอยู่ 3-4 คน

"เฮ้ย แกดูแม่สาวนั่นสิ สูงยาวเข่าดีชะมัด แถมแย่งชุดจูเลียตสีชมพูแหววของแกไปด้วย..."

ผัวะ!!

ไอ้ประโยคแรกๆน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ประโยคหลังเนี่ยสิ... ทำให้โคนี่เจ็บตัวอย่างไม่จำเป็นอีกเช่นเคยและไม่มีคำพูดใดใดหลุดจากปากของอเล็กซิส มีเพียงเสียงครางเบาๆจากโคนี่ผู้น่าสงสาร(?)เท่านั้น

ในขณะที่กลุ่มของพวกเขากำลังเดินผ่านหญิงสาวที่อยู่ในบทสนทนาเมื่อครู่ อเล็กซิสหันหลังไปเพื่อมองว่าหญิงสาวคนนั้นเป็นใครด้วยความใคร่รู้และสนใจอย่างน่าประหลาด

พระเจ้า!!... นั่นเจสันหนุ่มป็อบของสาวๆ อเล็กซิสหยุดมองตาค้างเล็กน้อย เจสันยิ้มได้น่ารักมากๆมาให้เขาพร้อมทั้งพยักหน้าน้อยๆเป็นการทักทายแล้วก็แถมท้ายให้ด้วยการขยิบตาให้ทีนึง ผมบลอนด์เรี่ยบ่าถูกเกล้าขึ้นและติดด้วยกิ๊บประดับพลอยวาววามน่ารัก2ตัวเผยคอยาวระหง ใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอางค์บางๆเน้นโทนชมพูสว่างดูเป็นธรรมชาติ ตาคมสีฟ้าอมเทาดูหวานกว่าที่เคย ริมฝีปากเรียวแวววาวด้วยลิปกลอสสีชมพูเป็นประกายเข้ากับสีชุด

โอแม่เจ้า!!...งานนี้จูเลียตมาเอง

ขณะที่อเล็กซิสหยุดยืนจมอยู่กับความคิดของตัวเอง โจนาเลสมองตามสายตาของชายหนุ่มที่ตะลึงค้างด้วยความสงสัย แล้วหล่อนก็สำเหนียกได้ว่าหญิงสาวที่อเล็กซิสมองอยู่เป็นใคร

"พระเจ้า!! นั่นเธอรึเนี่ย เจสัน.." เธอเดินปรี่เข้าไปหาเจ้าของชุดจูเลียตสีชมพูที่ยืนยิ้มกว้างให้เธอ "ถ้าเธอแต่งชุดนี้แล้วสาวๆที่ไหนจะกล้าเต้นรำกับเธอล่ะเนี่ย.." และถามอีกประโยคที่ทำให้หลายคนคิดตาม

"เต้นกับผู้ชายก็สิ้นเรื่อง" เจสันตอบกลับยิ้มๆ

"ตลกร้ายนะเธอน่ะ ทั้งๆที่เธอออกจะสูงกว่าผู้ชายหลายคนอยู่นะ" โจนาเลสเลิกชายกระโปรงเจสันขึ้นเล็กน้อย "แถมใส่รองเท้ามีส้นอีกต่างหาก แล้วสาวๆไม่เสียดายแย่เหรอ?....หนุ่มสุดหล่อแห่งปีมาแต่งสาวเสียนี่"

"เข้าไปในงานดีกว่ายืนตรงนี้เกะกะคนอื่นเปล่าๆ" เจสันตัดบทไม่ตอบคำถาม เขาจับกระโปรงเลิกขึ้นเล็กน้อยเดินผ่านทุกคนและจงใจเฉียดหน้าอเล็กซิสไปด้วยท่าทีที่สง่างามเหมือนเจ้าหญิงก็ไม่ปาน พร้อมทิ้งกลิ่นกายหอมจางๆของโคโลญจ์ไว้..จะด้วยตั้งใจหรือไม่..มีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้

"หมอนั่นแย่งตำแหน่งจูเลียตของแกไปซะแล้วว่ะ.. สวยด้วยนะ" โคนี่เอ่ยกระซิบหยอกเพื่อนรัก

ผัวะ!! "ไม่ใช่ของฉันเฟ้ย!!" อเล็กซิสกระซิบตอบด้วยความหมั่นไส้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ตรงที่เจสันแต่งชุดนั้นได้สวยจริงๆ

ในงานมีเสียงเพลงเบาๆ และเสียงคุยเป็นนกกระจอกแตกรังของหนุ่มสาวทั้งหลายที่จับกลุ่มกันตามโต๊ะเครื่องดื่ม สักพักเสียงต่างๆก็เงียบลงเมื่อมีเสียงเคาะไมค์ดังขึ้น อาจารย์เนลสันและอาจารย์แอนิต้ายืนอยู่บนเวทีเป็นพิธีกรของงาน

"สวัสดีเด็กๆ ก่อนที่เราจะไปสนุกกัน ตามธรรมเนียม..ผมขอประกาศเจ้าชาย(Prince) เจ้าหญิง(Princess) คิง(King) และควีน(Queen) ของค่ำคืนนี้เสียก่อนนะ" อาจารย์เนลสันเอ่ยขึ้น เรียกเสียงพึมพำจากด้านล่างเล็กน้อย "และจากการพิจารณาของผู้ให้คะแนนทั้งหลายซึ่งเป็นเอกฉันท์แล้ว ได้ผลดังต่อไปนี้ เจ้าชายของคืนนี้.. ฟริงกี้ แสมทโคล , คอลลิน แมคฟิล และโคนี่ แสนฟลี่"

เสียงปรบมือดังกระหึ่ม โคนี่ยิ้มแป้นหันมากอดเอมิลี่ทีนึง แล้วตบไหล่อเล็กซิสทีนึงก่อนขึ้นเวทีไป เมื่อเสียงปรบมือเริ่มซาลง อาจารย์แอนิต้าก็ประกาศต่อ

"เจ้าหญิงของค่ำคืนนี้ได้แก่ เอมิลี่ ฟาร์เรล, โจนาเลส บรอนเชสต์ และกาเบรียล ดัลสัส" เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง ไมค์ถูกส่งกลับไปที่อาจารย์เนลสันอีกครั้ง

"คิงในค่ำคืนที่แสนวิเศษนี้คือ... อเล็กซิส เทอร์เนอร์" สิ้นเสียงประกาศเสียงปรบมือดังกระหึ่มยิ่งกว่าแรกๆดังขึ้น

อเล็กซิสยิ้มให้ผู้คนรอบตัวที่ตบหัวตบไหล่แสดงความดีใจให้เขาด้วยใบหน้าที่ประหลาดใจเล็กน้อย เขาเดินขึ้นไปบนเวทีและรับการสวมมงกุฎคิง หลังจากที่เสียงปรบมือดังอยู่นานพอควรเสียงประกาศของอาจารย์เนลสันก็ดังขึ้นอีกครั้ง

"และตำแหน่งสำคัญสุดท้าย ควีนแสนสวยของเราในค่ำคืนนี้... "

Chapter 2

"อืม..ออกจะแปลกกว่าทุกๆปีเลยก็ว่าได้ ที่ควีนของงานนี้คือ.. เจสัน ฟาร์เรล!!" สิ้นเสียงประกาศเกิดความเงียบ 2-3 วิ แล้วตามด้วยเสียบปรบมือและเสียงเป่าปากเป็นนกหวีดของหลายๆคนที่ดังกว่าครั้งไหนๆและดูจะยาวนานที่สุดก็ว่าได้

เจสันฉีกยิ้มหวานอวดฟันเรียบขาวส่งไปให้ทุกคนแล้วโบกมือเป็นนางสาวไทยไปรอบตัว เขาเดินขึ้นเวทีหลังตรงเชิดหน้าด้วยความสง่าอีกเช่นเคย พอสวมมงกุฎควีนแล้วเขาก็หันไปมองใบหน้าเหวอของอเล็กซิสเล็กน้อย แล้วก็โบกไม้โบกมือส่งจูบไปให้คนด้านล่างเรียกเสียงเป่าปากได้อีกรอบ และจะยังคงดังได้อีกนานหากเสียงของอาจารย์แอนิต้าไม่ขัดขึ้นเสียก่อนด้วยความขบขันที่พยายามกลั้นไว้

"โอเค เด็กๆ ตามธรรมเนียม เชิญคิงและควีนเปิดฟลอร์จ้า.."

อเล็กซิสส่งยิ้มให้เจสันแล้วเดินเข้าไปใกล้ๆ "ขออนุญาตนะ" เขาส่งมือไปให้เจสันจับ

เจสันยิ้มไปให้เจ้าของมือเรียวเล็กกว่าตัวเองที่ยื่นมาข้างหน้าแล้วพูดด้วยน้ำเสียงและสายตาเซ็กซี่เล็กๆ "ด้วยความยินดี"

"...ถ้าเป็นนาย" อเล็กซิสได้ยินประโยคสุดท้ายของหญิงสาวร่างใหญ่ไม่ถนัดก็เลยเอียงคอมองด้วยความสงสัยหากแต่อีกฝ่ายไม่ปล่อยให้มีโอกาสได้ถาม... เขาส่งมือไปหาอเล็กซิสก่อนจูงกันลงมายังฟลอร์ด้านล่าง

แสงไฟหรี่ลงแต่ไม่ถึงกับมืด เสียงเพลงช้าๆหวานซึ้งถูกบรรเลงขึ้นโดยวงดนตรีประจำโรงเรียน อเล็กซิสโอบเอวของเจสันหลวมๆ และกุมมือขวาไว้อย่างนุ่มนวล เขาเริ่มเคลื่อนเท้าตามจังหวะเพลง ชายหนุ่มจำเป็นต้องแหงนหน้ามองคู่เต้นรำเนื่องจากฝ่ายหญิง(?)สู่งกว่าถึง 8 นิ้ว(บวกส้นสูงเข้าไปด้วย) และพบกับรอยยิ้มหวานส่งมาให้

"ฉันว่ามันแปลกๆนะ" อเล็กซิสยิ้มตอบและเริ่มบทสนทนาระหว่างเต้นรำ

"ยังไง?"

"ก็..ปกติฝ่ายชายเขาไม่น่าจะเงยหน้าขนาดนี้มองคู่เต้นของเค้าหรอก ว่าไหม?" อเล็กซิสถามคำถามแบบไม่ต้องการคำตอบ เขาเพียงแค่หาอะไรมาคุยเพื่อไม่ให้เบื่อเท่านั้น

"ฮึ ฮึ ก็คงใช่ รึนายจะเป็นฝ่ายหญิงแทนล่ะ?" เจสันถามทีเล่นทีจริง ชายหนุ่มเลื่อนมือจากบ่าตามแนวตรงลงมาแหมะอยู่ตรงเอวคอดของอีกฝ่าย

คนเตี้ยกว่าเขินหน้าแดงเพราะไม่คิดว่าเจสันจะทำตามที่พูดจริงๆ แถมดูเหมือนมือนั่นจะเคลื่อนไปบีบตะโพกเขาเบาๆด้วย "เอ่อ.. แบบเดิมแหละดีแล้ว.. นะ" พอพูดจบเขาก็ไม่กล้ามองหน้าเจสันอีก

เพลงดำเนินมาได้ครึ่งเพลงแล้ว หนุ่มๆสาวๆทั้งหลายเริ่มจับคู่เข้ามาเต้นรำในฟลอร์หลังจากเปิดที่ว่างให้คิงและควีนของงานนี้ได้เป็นคู่เต้นคู่แรก

อเล็กซิสเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าได้ทิ้งผู้ที่เขาชวนมาเป็นคู่เต้นในคืนนี้ เขาสะดุ้งเล็กน้อยรีบหันซ้ายหันขวามองหาหล่อนทันที แล้วก็พบว่าหล่อนกำลังเต้นอยู่กับเจ้าชายคนหนึ่งของงานนี้ หล่อนมองมาที่เขาแล้วขว้างฆ้อนอันเบ่อเร่อใส่เขาดังเปรี้ยง

.....โธ่เอ้ย..หล่อนงอนแก้มป่องเลย

อเล็กซิสหน้าจ๋อยสนิทคร่ำครวญอยู่ในใจ และเพียงไม่นานคู่ของโคนี่ก็เต้นเฉียดมาทางคู่ของพวกเขาแล้วพูดด้วยอย่างสงสารเพื่อนรักจับใจ

"โถๆๆๆ อเล็กซ์ ยัยบรอนเชสต์งอนแกตุ๊บป่องเลยว่ะ งานนี้แกชวดแน่ๆ โฮะๆๆๆ" แล้วพี่แกก็จากไป....

...ไม่ต้องบอกก็รู้...ไอ้เพื่อนตัวแสบเอ๊ยยย

อเล็กซิสก็ทำได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันหมั่นไส้คนที่มาเยาะเย้ยเท่านั้นเอง

ส่วนเจสัน..มองคู่เต้นของเขาที่หันไปหันมาทำหน้าล่อกแล่กแล้วก็เบิกตากว้างเล็กน้อยจากนั้นก็กลายเป็นหน้าจ๋อยหูลู่หางตก แน่นอน...เขารู้ ถึงแม้โคนี่จะไม่ตามมาเยาะเย้ยก็ตาม..แน่หล่ะว่าเหตุที่ทำให้คู่เต้นของเขาหน้าจ๋อยก็คงเนื่องมาจากโดนยัยโจน่าเมินเอาล่ะสิ ก็แหม..เจ้าหล่อนเป็นประเภทชอบเด่นอยู่แล้ว ยิ่งตัวเองไม่ได้เป็นควีนแถมยังโดนแย่งคู่เต้นโดยผู้ชายอย่างเขาซะอีก ซึ่งก็คงไม่รู้จะเอาไประบายกับใครก็เลยงอนเอากับอเล็กซ์แทนน่ะสิ แล้วยิ่งมาโดนเพื่อนตามมาเยาะเย้ยถึงที่เนี่ย...คงอารมณ์เสียน่าดู

"เป็นอะไรไปฮึ ทำหน้ายังกับท้องเสียงั้นล่ะ" เจสันแหย่ให้อเล็กซิสหันมาสนใจที่เขา

"ไม่ได้เป็นไรซักหน่อย แค่คู่เต้นของฉันเขาได้คู่เต้นคนใหม่แทนฉันแล้วก็เท่านั้น แล้วที่ฉันกำลังจีบหล่อนก็เป็นอันต้องยกเลิกโครงการไปเลยน่ะสิ หมดหวัง.. หมดหวัง.." อเล็กซิสตอบกลับเสียงอ่อยและประชดเล็กๆใส่ตัวเอง ดวงตาคนเตี้ยกว่าหรุบลงต่ำด้วยความหดหู่ในหัวใจ แต่แล้วสายตาก็ไปสะดุดกับหน้าอก(ปลอม)ของเจสันเข้า ความรู้สึกหดหู่เมื่อครู่เริ่มเลือนหายเพราะมีความสนใจใหม่มาแทนที่ "เฮ้ ฟาร์เรล นายเอาอะไรยัดหน้าอกน่ะ?"

"ฉันเอากระดาษทิชชู่ยัดเข้าไปน่ะ ใช้เยอะเหมือนกันกว่าที่มันจะออกมาอึ๋มได้ขนาดนี้" เจสันตอบยิ้มๆ

"เออนี่ฉันรู้มาว่ามีบริษัทโฆษณาทาบทามนายให้ไปเป็นนายแบบให้เหรอ?"

"ก็ใช่นะ... แต่ฉันปฏิเสธไปแล้ว"

"ทำไมล่ะ!!? นั่นโอกาสเป็นนายแบบเชียวนะ ใครๆก็อยากดังกันทั้งนั้นหล่ะ"

"ฉันไม่ชอบให้คนอื่นยุ่งกับชีวิตฉันมากเกินไปน่ะ" คำตอบนั้นทำเอาอเล็กซิสหุบปากหุบคำทันที เพราะฟังดูแล้วเหมือนเขากำลังยุ่งกับเจสันมากเกินไป

ชายหนุ่มยิ้มเพราะเขารู้ว่าอเล็กซิสคิดว่าเขากำลังว่ากระทบ เขาเพียงแค่อยากแกล้งเล่นเท่านั้นเอง "เป็นอะไร..ทำไมเงียบไปล่ะ"

"ก็นายบอกว่าไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับชีวิตไง ฉันเลยไม่อยากถามอีก"

"ฮึฮึฮึ นายไม่ได้เป็น'คนอื่น'สำหรับฉันหรอกนะ"

อเล็กซิสจ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยความฉงน ก็แล้วทำไมเขาถึงไม่ได้เป็น'คนอื่น'สำหรับชายหนุ่มตรงหน้าล่ะ

เสียงเพลงที่จบลงขัดจังหวะการสนทนาของทั้งคู่ให้หยุดชะงัก เพลงที่เปลี่ยนไปมีจังหวะเร็วขึ้นทำให้คู่เต้นทั้งหลายเปลี่ยนจากการโอบกันกลายเป็นการดิ้นอย่างเมามันส์ เท้าของคิงและควีนหยุดนิ่งกับที่ อเล็กซิสค่อยๆละมือทั้งสองข้างออกจากกายของคู่เต้นหากแต่มือที่จับกุมกันอยู่นั้นเจสันยึดมันไว้มั่นและทำเพียงลดระดับมันลงมาเท่านั้น หญิงสาว(?)กระตุกมือเรียวให้ตามเขาออกมาจากฟลอร์

เจสันจูงนำอเล็กซิสออกมานอกงาน เขามองหามุมสงบเพื่อจุดประสงค์บางอย่างแล้วเขาก็หาเจอในที่สุด มันเป็นแนวสนที่อยู่ห่างจากหอประชุมใหญ่ราว 20 เมตรและสงบพอเพราะไม่มีคนออกมาพลุกพล่านและได้ยินเสียงเพลงเล็ดลอดออกมาแผ่วเบา เขายืนนิ่งจ้องมองดวงตากลมใสสีโอ๊คอย่างมีความหมาย

"อ..เอ่อ ฟาร์เรล นายพาฉันออกมาจากงานทำไมเหรอ" อเล็กซิสก้มหน้าลงต่ำและเสมองทางอื่นเพื่อหลบประกายตาที่ทำให้เขาร้อนทั้งตัว

"ไม่มีอะไรมากหรอก แค่ฉันอยาก'คุย'กับนายสองคนอย่างสงบเท่านั้นเอง ข้างในนั่นเสียงดังจะแย่ คนก็เยอะ..'คุย'กันไม่สะดวกหรอก" เจสันแฝงความหมายไว้ในน้ำเสียง ..เขาสืบเท้าเข้าใกล้ร่างเล็กมากขึ้น อเล็กซิสเผลอถอยหนีโดยไม่รู้ตัว

"นายกลัวอะไรฉันเหรอ ฉันก็แค่จูเลียตบอบบางคนหนึ่ง(O_olll?)เท่านั้นเอง" เจสันยังคงค่อยๆคุกคามอเล็กซิสทีละเล็กทีละน้อย

แม้อเล็กซิสเองก็เถอะ เขาเองก็ไม่รู้แน่ชัดเช่นกันว่าถอยหนีเจสันทำไม อาจเพราะสายตาของเจสันเหมือนจิ้งจอกจ้องตะครุบเหยื่อกระมัง..ที่ทำให้เขากลัว

"ม..ไม่ได้กลัว ฉ..ฉันแค่..." หลังของอเล็กซิสกระทบสนต้นใหญ่ต้นหนึ่ง เขากำลังเอี้ยวตัวหลบทางตันแต่เจสันกลับไวกว่า เขาใช้แขนอันแสนบอบบาง(?) กางกั้นกับต้นไม้ใหญ่นั้นไว้ปิดทางหนี

อเล็กซิสค่อยๆย่อตัวเพื่อจะออกจากวงแขนของเจสัน แต่หญิงสาว(?)ก็ย่อตามดั่งต้องการแกล้งเล่น... จนตอนนี้เขากับเจสันนั่งแปะอยู่บนสนามหญ้า แล้วกำแพงแขนของเจสันก็เปลี่ยนตำแหน่งจากต้นไม้มาเป็นต้นแขนเล็กของอเล็กซิสแทน ดังนั้น..ตอนนี้อเล็กซิสไม่สามารถเขยื้อนตัวไปไหนได้อีก

อเล็กซิสอยากออกจากสถานการณ์อันล่อแหลมนี้ ใบหน้านวลเริ่มถอดสี อากาศไม่ร้อนแต่ชายหนุ่มกลับเริ่มเหงื่อตก "ฟ.. ฟาร์เรล นาย..มีเรื่องอะไรจะคุยกับฉันเหรอ ฉ..ฉันว่าถ้าไม่สำคัญนัก ร..เราเข้าไปสนุกในงานต่อเถอะนะ นะ"

อเล็กซิสพยายามใช้ไม้อ่อนอ้อนวอนขอความเห็นใจจากหญิงสาว(?)ตรงหน้า...ด้วยน้ำเสียงและแววตา แต่ดูเหมือนว่าท่าทางนั่นจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี..

'นายน่ารักเกินไปแล้วอเล็กซ์'

"หึหึหึ.. งานนั่นไม่ค่อยทำให้ฉันสนุกซักเท่าไหร่เลยน่ะ นายคิดว่าฉันควรทำไงดี?"

"ก..ก็...เต้นรำกับสาวซักคนที่นายถูกใจสิ ฉ..ฉันว่าหล่อนต้องดีใจที่นายขอหล่อนเต้นแน่ๆ น..นายป็อปออก" อเล็กซิสพยายามหาทางออกให้ตัวเองเต็มที่

"แต่ฉันไม่สนสาวคนไหนเลยเนี่ยสิ อีกอย่างนะ..จะให้จูเลียตอย่างฉันไปขอสาวเต้นรำเนี่ยนะ..พิลึกตาย ว่าไหม?" เจสันปิดทางออกที่โรมิโอของเราแนะไปหนึ่งทางแล้ว และยังคงถือไพ่เหนือกว่า

"อ..งั้น... คุยกับเพื่อนๆนายก็ได้ ฉันเห็นพวกนายสนิทกันจะตาย ล..แล้วพวกนั้นอาจกำลังตามหานายอยู่ก็ได้นะ" ใบหน้านวลเริ่มซีดยิ่งกว่าเดิม...

"โถ โถ โถ อเล็กซ์ที่รัก.. ไม่รู้หรือไงว่าพวกนั้นพอได้อยู่กับสาวๆแล้ว.. มันไม่สนคนอื่นหรอกนะโดยเฉพาะสตีฟ แล้วฉันก็ยังมีเวลาคุยกับพวกนั้นอีกนาน หลังจากคืนนี้... นายว่างั้นมั๊ย?" ทางออกอีกทางถูกปิดลงอย่างสวยงาม "เป็นอะไร..ตัวสั่นเชียว หนาวเหรอ..แต่ว่า..เหงื่อนายออกแน่ะ ไหนดูซิ"

จูเลียตสาว(?)ค่อยๆโน้มกายเข้าไปหาอีกฝ่ายจนหน้าผากชนกัน ..กลิ่นโคโลญจ์อ่อนๆอวลอยู่ปลายจมูกอเล็กซิส นัยน์ตาหวานเชื่อมที่อยู่ในระดับเดียวกันของเจสันสะกดให้หนุ่มน้อยนิ่งงัน...

ที่เจสันไม่ใช้มือเป็นอุปกรณ์ในการวัดอุณหภูมิเพราะขณะนี้ทำหน้าที่เป็นคีมเหล็กล็อกแขนอเล็กซิสเอาไว้นั่นเอง และอาจมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงด้วย -_-lll ใครรู้มั่ง..

"เอ... ก็ไม่ร้อนนี่นา อืม...." เจสันเลื่อนปลายจมูกโด่งมาวนเวียนอยู่ตรงซอกคออีกฝ่าย...ลมหายใจอุ่นๆที่เป่ารดลงบนซอกคอทำให้อเล็กซิสขนลุกชัน

"ถ...ถอยออกไป..." อเล็กซิสเริ่มต่อต้านด้วยการใช้มือดันที่หน้าอกของอีกฝ่ายให้ถอยออกไป แต่ดูเหมือนเรี่ยวแรงของจูเลียตสาวจะเหนือกว่าหลายขุมทีเดียวทำให้ไม่เขยื้อนแม้แต่น้อย

เจสันถอนใบหน้าออกมามองนัยน์ตาหวานฉ่ำที่เริ่มปรือปรอยของอีกฝ่ายและอาการมือไม้อ่อนเปลี้ยอย่างพึงพอใจ

"ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา งั้นก็ไม่ได้เป็นไข้.. หรือว่านายจะขาดความอบอุ่น??" มือหนาเลื่อนมากอบกุมมือทั้งสองของอเล็กซิสที่ดันหน้าอกของเขาอยู่ "ดูสิ มือเย็นเฉียบเลย..." เจสันรวบมือทั้งสองไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียวแล้วจับกดกับต้นไม้ไว้เหนือหัว ส่วนมือข้างที่เหลือเริ่มเลื้อยเข้าไปภายใต้เสื้อสีเลือดหมูลูบไล้หน้าท้องแบนราบที่แข็งเกร็ง

"อะ.. นายจะทำอะไรน่ะฟาร์เรล!!!" ดวงตาสีโอ๊คเบิกกว้าง ละล่ำละลักถามด้วยเริ่มเสียวบริเวณท้องน้อย เรี่ยวแรงที่หายไปเริ่มกลับคืนมาได้นิดหน่อย เขาพยายามบิดข้อมือออกจากการถูกพันธนาการโดยมือที่แข็งแกร่งกว่า

"ก็ทำให้นายอุ่นขึ้นไง อืม...เริ่มอุ่นขึ้นแล้วนะ"

"ไม่!! ฉันไม่ได้หนาวอะไรทั้งนั้น เอามือนายออกไป" สิ้นน้ำเสียงสั่งเฉียบขาด ดูเหมือนว่าเจสันจะทำตามโดยดี แต่อเล็กซิสหารู้ไม่ว่า... มันกำลังจะไปทำหน้าที่อื่นแทน...

เจสันเลื่อนมือออกมาจากเสื้อเลื้อยไปลูบไล้ตามแผ่นหลังบางแทน "เสียงนายดังเกินไป.. ฉันหนวกหูนะ ก็บอกแล้วไงว่าอยาก'คุย'แบบสงบๆน่ะ.." มืออุ่นจนร้อนนั่นคืบคลานไปสอดอยู่ภายใต้กลุ่มผมนุ่มมือ เขาลูบไล้ศีรษะเล็กเบาๆ..แต่แล้วสัมผัสนุ่มนวลนั้นก็เปลี่ยนไป... นิ้วทุกนิ้วเปลี่ยนหน้าที่กลายเป็นคีมเหล็กล็อคศีรษะให้อยู่นิ่งกับที่

"อ๊ะ!!!" อเล็กซิสอุทาน และไม่ทันได้ตั้งตัว...ริมฝีปากอุ่นจัดบดเบียดนุ่มนวล ไล้เลียริมฝีปากอิ่มหลอกล่อให้เผยอรับ อเล็กซิสปิดปากแน่นไม่ยอมแพ้ หากแต่กลลวงจากฝ่ายตรงข้ามเจ้าเล่ห์นัก..นุ่มนวลผ่อนหนักเบาสลับกัน สุดท้ายแล้ว...อเล็กซิสไม่สามารถต่อต้านแรงปรารถนาของมนุษย์ได้ ความรุ่มร้อนจากภายในเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนต้องยอมจำนน...ริมฝีปากอิ่มต้องยอมเผยอรับสัมผัสเร่าร้อนนุ่มนวลนั่น

เมื่อโอกาสเปิด จูเลียตของเราไม่รอช้าแทรกเรียวลิ้นอุ่นเข้าไปหลอกล่อยั่วเย้าลิ้นอ่อนประสบการณ์อย่างชำนาญการ เพียงไม่กี่อึดใจเรี่ยวแรงของอเล็กซิสเหือดแห้งสิ้นเสียงครางเบาแว่วหวานเคลิบเคลิ้ม ร่างกายอ่อนเปลี้ยจนต้องหาหลักยึด..ข้อมือทั้งสองถูกปล่อยเมื่อใดไม่ทราบได้เพราะเมื่อเจสันถอนริมฝีปากออกไปก่อนยิ้มอย่างพอใจแล้ว ร่างบางพบว่าเขากำแขนแกร่งไว้แน่น ใบหน้าเนียนอุ่นจนร้อน...เขินอาย ตกใจและเคลิบเคลิ้มปนเปสับสน

เจสันจ้องใบหน้าที่เดี๋ยวซีดเดี๋ยวแดงเรื่ออย่างสนุก ความหวานนุ่มกรุ่นติดปาก เผลอเลียริมฝีปากตนเองพอใจยิ่ง..อยากลองลิ้มมากกว่านี้ แต่คงไม่ดีเพราะเดี๋ยวกวางน้อยจะเตลิด...หากแต่จะอดใจได้นานแค่ไหนกันนะเรา

..........................................

ภายในหอประชุมขณะนี้ หลังจากที่เปิดเพลงเร็วให้ได้ดิ้นกันไป 2 เพลงรวดแล้ว ก็เปลี่ยนเป็นเพลงช้าให้ได้พักหายใจกันหน่อย

"เอ่อ...เอมิลี่จ๋า" โคนี่เอ่ยขัดจังหวะขณะเต้นรำกับเอมิลี่ที่ซบอยู่ที่บ่า แล้วพอเห็นเจ้าหล่อนเงยขึ้นมาส่งสายตาขุ่นเคืองเพราะถูกขัดจังหวะ คุณท่านก็ออกอาการกลัวเมีย(ในอนาคต)ขึ้นมาทันที

"ค..คือเจ้าอเล็กซ์มันหายไปไหนกับยัยจูเลียตถึกก็ไม่รู้อ่ะ ฉันกลัวมันจะปล้ำเจ้าโรมิโอของเราจริงๆ ออกไปตามหากันแป๊บนะจ๊ะ เดี๋ยวเราไม่มีคนไปส่งนะ นะ นะ สายตาที่เจ้าฟาร์เรลมันมองเจ้าหนูดูแปลกๆน่ะ" โคนี่รีบอธิบายให้เข้าใจก่อนจะโดนงอน

"เออ.. ไปก็ได้" เอมิลี่เดินนำโคนี่ออกไปจากงานอย่างรวดเร็ว "อ้าว ตามมาเร็วๆดิ"

โห...แม่คุณ คำพูดคำจาไม่เข้ากับหน้าเรย อนาคตคุมสามีอยู่หมัดแน่นอน แกโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่เนี่ย ตาโคนี่เอ๊ย

"จ้ะๆ"

ทั้งคู่เดินออกมาทางด้านหน้าแล้ว แต่กลับไม่เห็นวี่แววสารถีจำเป็นเลย โคนี่ชวนเอมิลี่ไปดูที่จอดรถไว้ก็ไม่พบอีก

"ไปไหนของมันวะ?" โคนี่นึกเป็นห่วงเจ้าเพื่อนตัวดีจับใจ

"ลองไปดูแถวๆหอประชุมอีกทีสิ เผื่อจะอยู่แถวนั้น"

"เออ จริงสิ!! ขอบใจนะจ๊ะ เอมิลี่คนสวย" โคนี่ฉวยหอมแก้มนิ่มหนึ่งฟอดแล้วหลั่ลล้ากลับไปทางหอประชุมอีกครั้ง

"ไอ้บ้า..." เอมิลี่พึมพำด่าเบาๆแก้เขิน หล่อนยกมือลูบแก้มข้างนั้นเบาๆเผลอยิ้มออกมานิดหนึ่งก่อนเดินตามไป

..........................................

Chapter 3

เจสันจ้องหน้าหนุ่มน้อยด้วยประกายตาวาววามหลังจากเป็นฝ่ายพูดกับอเล็กซิสอยู่ครู่หนึ่ง เขาเอื้อมมือแกะกระดุมอีกฝ่ายอย่างเบามือ อเล็กซิสผวาเฮือกยึดมือข้างนั้นให้หยุดนิ่ง

"นายจะทำอะไรฟาร์เรล!! บ้าไปแล้วเหรอ???"

"ก็อาจเป็นอย่างที่นายว่า" ตอนนี้ใช้มืออีกข้างแกะกระดุมไปได้ 2 เม็ดแล้วโดยที่อีกฝ่ายยังนึกว่าจับมือเขาไว้ข้างหนึ่งแล้วอีกข้างจะทำไม่ได้

แต่ก่อนจะปลดเม็ดที่ 3 ดูเหมือนสวรรค์จะช่วยชีวิตกวางน้อยให้รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อของจิ้งจอกที่อดใจไม่อยู่......ไปได้ชั่วคราว

"อเล็กซ์ อเล็กซ์โว้ยยยย.. อยู่แถวนี้ก็ให้เสียงหน่อยสิวะ" โคนี่เดินมากับเอมิลี่ตะโกนเรียกหาเพื่อนอย่างสุภาพอยู่ห่างจากจุดที่เจสันกำลังทำมิดีแต่ก็มิร้าย??อเล็กซิสไม่มากนัก

ร่างบางมองเห็นทางรอดของตัวเองรำไร รีบตะโกนออกไปทันทีกลัวไม่มีโอกาส "ฉ..ฉันอยู่นี่!! " เขารีบตะเกียกตะกายออกจากมุมอับและสถานการณ์ล่อแหลมนี้ทันที

โคนี่มองมาทางเสียงที่อยู่ในเงามืด พอเห็นเพื่อนถลาออกมาก็ยิ้มดีใจ..แต่แล้วก็กลายเป็นจ้องตาค้างซะงั้น

จะไม่ให้จ้องได้ไง ก็อเล็กซิสน่ะ... กระดุมเสื้อด้านบนถูกแกะออกจนเกือบหมด เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนก็ยุ่งเหยิง ใบหน้าแดงจัดบวกเสียงสั่นพร่าราววิ่งร้อยเมตรมาอีก และถ้าหากจ้องดีๆ ที่ริมฝีปากอิ่มนั่นเคลือบด้วยประกายของลิปกลอสอยู่ทั้งๆที่ตอนมางานเจ้าตัวไม่ได้ทาเสียหน่อย

อเล็กซิสเห็นเพื่อนจ้องตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้าก็เริ่มสงสัย แต่แล้วก็นึกได้ว่าตอนนี้สภาพของตัวเองคงไม่ปกตินัก เขารีบจัดทรงผมให้เข้าที่และรวบสาบเสื้อที่เปิดออกติดกระดุมอย่างลุกลี้ลุกลน ในสมองพยายามหาคำอธิบายให้เพื่อนเข้าใจ

"ก...แก..." โคนี่อยากถามนักว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ แต่แล้วก็ไม่ต้องถามให้จบประโยคเพราะ..คำเฉลยเดินออกมาจากจุดที่อเล็กซิสเพิ่งออกมานั่นเอง

ชายหนุ่มเดินออกมาแสดงสีหน้าเซ็งโลก เขาเดินเข้าไปหาผู้ที่ยังคงติดกระดุมผิดๆถูกๆด้วยมือไม้อันสั่นเทา เจสันหยุดยืนอยู่ด้านหน้าแล้วเอื้อมมือแกร่งช่วยติดกระดุมอย่างนุ่มนวลพร้อมรอยยิ้มกว้างจริงใจ(O_oll)

อเล็กซิสเมินหน้าหนีไปอีกทางหนึ่งไม่กล้าจ้องสบตาหวานเยิ้มแฝงความนัยน์คู่นั้น เจสันค้อมตัวเข้าไปใกล้ใบหูแดงก่ำพูดด้วยน้ำเสียงไม่เบานัก "น่าเสียดายนะ ไม่น่ามีมารมาขัดจังหวะเลย" คำพูดนั่นทำให้ใบหน้าที่เริ่มเป็นสีปกติกลับแดงจัดขึ้นอีกครั้ง เจสันถอนกายออกไปหันไปยิ้มให้โคนี่และเอมิลี่เล็กน้อยก่อนเดินจากไป หากแต่เดินไปยังไม่ไกลมากนัก..เขากลับหันมาพูดเสียงดังฟังชัดและเริงร่ากว่าเดิม

"ลิปของฉันเลอะปากนายแน่ะอเล็กซ์"

อเล็กซิสรีบเอามือถูปากของตนไปมาและหันมองโคนี่กับเอมิลี่อย่างมีพิรุธ ซึ่งเขาก็พบกับสีหน้าประหลาดใจสุดชีวิตของโคนี่ และใบหน้าเรียบเฉยแต่แดงเรื่อของหญิงสาวข้างๆ

"มันไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกน่าอเล็กซ์ ขอโทษที่เราเข้ามาขัดจังหวะของนายนะ กลับไปที่งานกันเถอะ... ไปโคนี่!!" เอมิลี่พูดเหมือนปลอบใจและขอโทษเขา ก่อนจะกระชาก(อนาคต)สามีเดินนำไปก่อน "เพราะนายคนเดียว ดันมาขัดจังหวะคนอื่นเขาได้ คราวหลังอย่าทำอีกนะ" เสียงบ่นพำพึมห่างออกไป

"ด..เดี๋ยวก่อน!! ฉันไม่ได้..." เฮ้อ...ไม่มีใครสนใจความรู้สึกของเขาเลย จะอธิบายก็ไม่อยู่ฟังให้เข้าใจ ส่วนอีกคนก็สร้างปัญหาใหญ่ให้เขาเสียแล้ว อเล็กซิสถอนหายใจเฮือกใหญ่..กลัดกลุ้ม เขาจะทำยังไงกับเจสันดี.. ไปเอาเรื่อง...หรือเงียบเฉย ปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่คิดติดใจอีก.......

แล้วเจสันล่ะ จะปล่อยเขาไปไหม? แล้วหมอนั่นคิดยังไงถึงทำกับเขาแบบนี้? คำถามยังคงไม่มีคำตอบหากไม่ถามเอากับตัวต้นเรื่อง แต่จะให้ไปถามคงไม่ดี ก็มันอายอ่ะ แค่คิดหน้าก็ร้อนขึ้นอีกครั้งแล้ว

ต่อให้ยืนคิดอยู่ตรงนี้นานแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ สู้กลับเข้าไปสนุกในงานต่อดีกว่าจะได้ไม่เปิดโอกาสให้เจสันทำอะไรเขาได้อีก คนเยอะๆแบบนั้นคงไม่กล้า หนุ่มน้อยเดินกลับเข้าไปในงานอีกครั้งเพื่อจะพบว่าเจสันยืนถือน้ำพันช์ 2 แก้วไว้ในมือตรงใกล้ๆกับทางเข้า อเล็กซิสเมินไม่มองหน้าพยายามจะเดินผ่านตรงนั้นไปให้เร็วที่สุด แต่ไม่เป็นไปอย่างที่คาด.. เจสันเคลื่อนกายมาขวางหน้าไว้พร้อมทั้งยื่นน้ำส่งมาให้ อเล็กซิสมองหน้าขมวดคิ้ว ...จะเอายังไงกับเขาอีก...

"ดื่มซักหน่อยไหม ...หรือไม่กล้าแม้จะดื่มน้ำที่ฉันถือ นายขี้ขลาดขนาดนั้น--"

อเล็กซิสคว้าแก้วน้ำพันช์มาถือไว้อย่างหมั่นไส้ "ดูถูกกันเกินไปแล้วนะ ฉันไม่ได้ขี้ขลาดอย่างที่นายคิด ฟาร์เรล!!" ร่างบางกระดกแก้วน้ำขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้วแล้วยัดมันกลับเข้าไปในมือของเจสัน เดินกระแทกส้นจากไป

เขาเดินไปหาโคนี่กับเอมิลี่ที่คุยกันอยู่มุมหนึ่งของงาน อีกเพียงไม่กี่ก้าวก็จะถึงตัว...ความรู้สึกมึนจนยืนแทบไม่อยู่ประดังเข้ามา ร่างกายโงนเงนเหมือนจะล้ม "โค.." พยายามเค้นเสียงเรียกเพื่อนให้ช่วยแต่กลับมีมือลึกลับปิดปากเขาไว้พร้อมทั้งสอดแขนอีกข้างเข้าประคองลำตัวค่อยๆพยุงเขาจนออกมาจากงานในที่สุด

เสียงเคยคุ้นกระซิบอยู่ข้างหู สติดูจะเลื่อนลอยห่างออกไปทุกที "ส่งกุญแจรถของนายมา" ร่างกายทำงานอัตโนมัติ...หยิบกุญแจในกระเป๋ากางเกงส่งให้ดิบดีก่อนหลับตาลงช้าๆมึนงง อีกฝ่ายหยิบกุญแจรถมายิ้มเจ้าเล่ห์

"เฮ้!! สตีฟ นายช่วยเอาไอ้นี่ไปให้แสนฟลี่ทีสิ" ชายหนุ่มยื่นกุญแจรถที่เพิ่งได้มากับกระดาษเล็กๆ 1 แผ่นให้คนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ

"ได้.. แล้วเจ้าหนูนี่..." สตีฟยิ้มรู้ทัน เขาก็เป็นเพื่อนสนิทอีกคนของชายหนุ่มนี่นะ รู้นิสัยกันอยู่...อยากได้อะไรต้องได้..ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม..ภายใต้ใบหน้าสงบนิ่งหล่อกระชากใจสาวนั้นซ่อนความเจ้าเล่ห์แสนกลเอาไว้มากมาย

.........................................

โคนี่คลี่กระดาษแผ่นเล็กออกอ่านเบาๆให้เอมิลี่ฟังด้วย "มีธุระ กลับกันเองนะ ..อเล็กซ์" ข้อความสั้นๆกับคำบอกกล่าวจากสตีฟว่า อเล็กซ์วานให้เขาเอากุญแจรถกับโน๊ตมาให้แล้วรีบออกไปจากงานทันทีที่สั่งเสร็จ สร้างความงุนงงกับโคนี่เป็นอย่างมาก เพื่อนคนนี้มักไม่ปล่อยให้เขาแตะต้องรถแสนหวงของมันโดยปราศจากการควบคุมจากเจ้าของ แต่วันนี้กลับชิ่งหนีแถมปล่อยให้เขาเอารถไปใช้ด้วยเนี่ย...

"จะมีอะไรเกิดขึ้นกับอเล็กซ์หรือเปล่านะ เอมิลี่.."

"คงไม่หรอก เขาอาจมีธุระที่ไม่อยากให้เราเข้าไปยุ่งก็ได้ อย่ากังวลเลย... เด็กหนุ่มวัยนี้ก็ต้องมีเวลาส่วนตัวกันบ้างสิ"

(เจ๊แกพูดยังกะตัวเองแก่ซะเต็มประดาล่ะ -_-")

..........................................

ในสติที่รางเลือนอเล็กซิสไม่รู้ว่าตนเองกำลังจะไปไหน.. ไม่รู้แม้แต่ว่ากำลังะถูกพาไปทำอะไร.. แต่เสียงเครื่องยนต์และแรงสั่นสะเทือนทำให้รู้ว่ากำลังอยู่ภายในรถ อาการปวดมึนศีรษะทำให้สมองพร่าเลือนเกินกว่าจะประมวลผลได้ชัดเจนในทันที ...ใช่แล้ว เขาแพ้แอลกอฮอล์..ถึงแม้มันจะเป็นส่วนผสมเพียงเล็กน้อยในน้ำพันช์ที่ดื่มเข้าไปก็ตาม แต่มันก็ส่งผลกับสติของเขามากพอดู

อเล็กซิสพยายามปรือตาขึ้นมองไปรอบด้านเมื่อรู้สึกว่ารถยนต์เคลื่อนตัวช้าลงและกำลังจอดนิ่งสนิทอยู่กับที่ ไม่ว่าจะพยายามสะบัดหัวเพื่อไล่ความมึนงงมากแค่ไหนมันก็ไม่เป็นผล... ก่อนจะรู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อร่างถูกยกขึ้นจากเบาะรถ..ร่างกายเบาโหวงเหมือนไร้น้ำหนัก

ไม่นาน..แผ่นหลังบางก็สัมผัสกับพื้นเตียงอ่อนนุ่ม พร้อมกับรู้สึกถึงน้ำหนักของใครบางคนที่ทรุดนั่งลงกับพื้นเตียงข้างกาย

"ฟาร์เรล.." อเล็กซิสเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแหบพร่าเมื่อสติที่แสนเลือนรางจดจำใบหน้าหวานคมที่โน้มลงแนบชิดจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นระอุเป่ารดผิวแก้ม "จ..จะทำอะไร?" น้ำเสียงแหบโหยที่พยายามเค้นออกมาเพื่อถามเมื่อรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีกับท่าทีของอีกฝ่ายตั้งแต่อยู่ในงานพรอม

"อเล็กซ์..นายเป็นของฉัน...." เสียงกระซิบที่ข้างใบหูแผ่วเบาราวขับกล่อมให้เคลิบเคลิ้ม

"อย่า..." เสียงร้องห้ามแหบพร่าเมื่อสติที่พอมีอยู่เลื่อนลอยมากขึ้นทุกที..ฝ่ามือบางยกขึ้นดันแผ่นอกกว้างเมื่อร่างนั้นก้มลงมาสัมผัสอย่างแนบชิด ริมฝีปากผ่าวร้อนแนบสัมผัสที่หน้าผากมนอย่างแผ่วเบาก่อนเลื่อนมาที่ข้างแก้มอย่างอ่อนโยน

อเล็กซิสพยายามกระถดกายถอยหนีหากก็ไม่เป็นผลเท่าใดนัก ความดื้อรั้นอย่างเปล่าประโยชน์ของร่างข้างใต้เรียกเสียงหัวเราะแผ่วเบาในลำคออย่างนึกขันจากคนที่ทาบทับอยู่

"หึๆ นายนี่ดื้อจริงๆ เห็นอย่างนี้แล้ว...ฉันยิ่งอยากเอาชนะนะรู้มั้ย" สิ้นประโยคสุดท้าย ริมฝีปากอิ่มก็ถูกรุกล้ำอย่างอุกอาจ ปลายลิ้นอุ่นร้อนเคลื่อนไหวอย่างชำนาญเพื่อกระตุ้นให้อีกฝ่ายตอบสนอง

"อื้ออ..." เสียงประท้วงที่ครางเครือพร้อมร่างบอบบางที่ฝืนกายต่อสู้สุดความสามารถ...กลับยิ่งไปกระตุ้นให้เจสันอยากเอาชนะให้ได้

ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกอย่างเชื่องช้าเมื่อความหอมหวานยังคงเย้ายวนจนไม่อยากจะห่างออกมาแม้เพียงวินาทีเดียว

ดวงตาสีฟ้าอมเทาจ้องมองร่างข้างใต้ที่สั่นระริกไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้าน ...แต่ถึงกระนั้นก็ยังพยายามที่จะขัดขืนอยู่ดี

เจสันไล้ฝ่ามือไปตามโครงหน้าอีกฝ่ายแผ่วเบา "มาถึงขั้นนี้แล้ว..ให้ปล่อยนายไปฉันก็เสียดายแย่..." ก่อนจะเลื่อนลงมาที่แผ่นอกบางที่กำลังสะท้อนขึ้นลงตามจังหวะการหอบหายใจ ปลายนิ้วปลดเปลื้องกระดุมเม็ดเล็กอย่างชำนาญ..เผยแผ่นอกขาวเนียนชวนสัมผัส ปลายนิ้วเรียวกรีดไล่จากลำคอลงมาถึงหน้าท้องแบนราบก่อนจะจัดการปลดเปลื้องพันธนาการชิ้นสุดท้ายให้หลุดไป

"หยุดนะ!! นายมันบ้าไปแล้ว" อเล็กซิสพยายามเค้นเรี่ยวแรงสุดท้ายยึดขอบกางเกงเอาไว้แน่น..ก่อนพันธนาการชิ้นเกือบจะสุดท้ายหลุดจากร่างกาย

รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นเมื่อเห็นความพยายามที่เปล่าประโยชน์ของอีกฝ่าย เจสันจัดการโน้มตัวมอบจุมพิตหนักหน่วงที่หน้าท้องแบนราบ..ราวกับกลั่นแกล้งให้ร่างบางยินยอมตอบสนอง... ทันทีที่ริมฝีปากผ่าวร้อนสัมผัสกระตุ้นอย่างจงใจ..อเล็กซิสถึงกับสะดุ้งเฮือกเผลอปล่อยมือที่ยึดขอบกางเกงเอาไว้อย่างง่ายดาย ฉับพลันพันธนาการนั้นก็หลุดหายไปจากร่างกายรวมทั้งบอกเซอร์ตัวจิ๋วแทบจะพร้อมกัน

ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายส่งเสียงอะไรออกมาได้อีก...ริมฝีปากที่สัมผัสกับร่างเมื่อครู่เคลื่อนขึ้นมาดื่มด่ำกับกลีบปากอิ่มอีกครั้ง...แต่คราวนี้กลับหนักหน่วงเร่าร้อนยิ่งกว่าครั้งแรกเป็นไหนๆ

อเล็กซิสที่พยายามขัดขืนอย่างสุดกำลังมาตลอด...เวลานี้แทบไม่เหลือเรี่ยวแรงจะต่อต้านอีก เพียงไม่นานร่างบอบบางสะดุ้งเฮือกขึ้นมาอีกครั้ง..พร้อมกับฝ่ามือที่ยกขึ้นดันไหล่หนานั้นเต็มแรง เมื่อฝ่ามือร้อนของอีกฝ่ายกำลังเคลื่อนไหวบีบเคล้นอยู่ที่จุดอ่อนไหวที่สุดของร่าง

"อ๊ะ!! ย..อย่า.." เสียงร้องห้ามเล็ดลอดออกมาทันทีที่ชายหนุ่มเบื้องบนผละริมฝีปากออก ไม่อยากจะเชื่อ!! เขาเกือบจะคล้อยตามที่หมอนี่กระตุ้น!!

"นายอยากให้หยุดจริงๆน่ะเหรอ..อเล็กซ์" เสียงกระซิบถามอย่างมีชัย ราวกับกำลังตอกย้ำว่าเขาไม่สามารถปฏิเสธความเร่าร้อนที่อีกฝ่ายมอบให้ ..และที่สำคัญอเล็กซิสรู้ตัวเองดีว่า..ตอนนี้ ตนกำลังคล้อยตามในสิ่งที่เจสันกำลังปลุกเร้า

ร่างบางได้แต่ขบเม้มริมฝีปากแน่น ไม่อยากให้รู้ว่าเขากำลังมีอารมณ์ตอบสนองต่อสิ่งที่อีกฝ่ายกระทำอยู่...แต่ถึงแม้จะพยายามข่มกลั้นความรู้สึกแค่ไหน ร่างกายกลับเกร็งสะท้านพร้อมหลั่งรินหยาดหยดแห่งความสุขออกมามากมาย

อเล็กซิสนอนหอบหายใจรวยริน.. ใบหน้าแดงกล่ำ..รู้สึกอับอายในสิ่งที่เกิดขึ้น

"ปล่อยฉัน...ฟาร์เรล" น้ำเสียงดื้อดึงต่อต้านอย่างไม่ยอมศิโรราบพร้อมกับพยายามพลิกกายหนี

"จะไปไหนเล่า...เกมเพิ่งเริ่มเท่านั้นเองอเล็กซ์" ชายหนุ่มยิ้มเยาะมุมปากยิ่งอีกฝ่ายต่อต้านก็ยิ่งสนุก..อยากเอาชนะ ปลายนิ้วที่เปรอะเปื้อนคราบของเหลวเมื่อครู่กำลังเลื่อนลงต่ำก่อนกดแทรกเข้าไปที่ช่องทางอ่อนนุ่มโดยไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว อเล็กซิสสะดุ้งเฮือกหลับตาแน่น..ถ้านี่เป็นแค่การกลั่นแกล้งก็ออกจะเกินไปหน่อยแล้ว...

"ไม่!! ฟาร์เรล หยุด!! " เขาไม่เข้าใจเลยว่าเจสันทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไร แค่อยากสนุกเท่านั้นเหรอ?

"นายไม่ชอบเหรอ ..งั้นเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นก็แล้วกัน" ชายหนุ่มจบประโยคพร้อบกับถอนปลายนิ้วออกมา ฝ่ามือแกร่งยึดสะโพกบางไว้แน่นก่อนจะส่งผ่านความเร่าร้อนให้ดำดิ่งเข้าแทนที่

"อ..อึก" ริมฝีปากขบแน่นจนแทบห้อเลือด เมื่อสิ่งที่ถูกแทนที่เข้าไปสร้างความเจ็บปวดให้มากมายจนแทบทนไม่ไหว

"อเล็กซ์..อย่าเกร็งสิ ไม่งั้นจะเจ็บกว่านี้นะ" คำปลอบปนขู่แฝงไว้ด้วยความสนุกสนานในอารมณ์แสดงชัดในน้ำเสียงแหบพร่าสั่นพริ้ว

ฝ่ามือบางที่ไร้เรี่ยวแรงพยายามอย่างมากที่จะยกขึ้นดันร่างอีกฝ่ายเพื่อห้ามปราม.. แต่ก็ทำได้เพียงยึดบ่าเอาไว้แน่น..เมื่อชายหนุ่มเบื้องบนเริ่มเคลื่อนไหว

...ความรู้สึกที่อยากจะห้ามเริ่มเลือนหายไปพร้อมกับสติที่เลือนราง... ริมฝีปากร้อนที่ก้มลงทาบทับทำให้ร่างกายตอบสนองอย่างไม่รู้ตัว ..ปลายลิ้นร้อนเกี่ยวกระหวัดตอบโต้เผลอไผลเคลิบเคลิ้ม

ชายหนุ่มที่กำลังเคลื่อนกายอย่างเร่าร้อนมองอย่างพึงใจ ...อเล็กซิสกำลังต้องการเขา

"อื้อ...อ.....อาาา เจสัน" ทันทีที่ถอนริมฝีปากออก เสียงครางเครือเผลอเรียกชื่อก็แว่วให้ได้ยิน...ร่างข้างใต้หลับตาพริ้มดั่งลืมเลือนเรื่องราวก่อนหน้านี้เสียสิ้น เพียงแค่ความทรมานนี้ถูกปลดปล่อยก็เพียงพอ

"อ๊ะ...อ๊าาา" เสียงครางหวานสุดท้ายมาพร้อมกับที่พบความสุขสมของปลายทาง...ก่อนสติที่พร่าเลือนจะดับวูบ ร่างบางแว่วเสียงครางยาวลึกพอใจ...พร้อมบางอย่างหลั่งรินเรื่อยลงตามเรียวขา ความสุขที่อีกฝ่ายได้รับก็คงมากล้นเช่นกัน...

..........................................

Chapter 4

เช้าวันหยุดอย่างในช่วง long weekend น่าจะเป็นวันที่ใครๆก็ยินดี หากร่างบางที่ค่อยๆลืมตาตื่นไม่คิดเช่นนั้น ..เมื่อพบว่าตื่นขึ้นมาแล้วเจ็บร้าวไปทั่วร่าง ครั้นจะขยับมือสำรวจร่างกายตัวเองกลับถูกล่ามไว้ด้วยโซ่เส้นเล็กทั้ง 2 ข้าง..จนทำให้ขยับไม่ถนัด และเมื่อสายตามองเลยไปยังปลายเตียง ชุดจูเลียตสีชมพูกับชุดโรมิโอสีเลือดหมูถูกแขวนเคียงกันอย่างเหมาะเจาะอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า... ใบหน้านวลขาวซีดแล้วกลับแดงเรื่อ..เหตุการณ์ต่างๆไหลสู่สมองมึนชาอย่างเป็นลำดับ...

แกร๊ง!! เมื่อมีเสียงโซ่ดังออกมาจากห้องนอนทำให้เจสันรู้ว่าร่างที่ตักตวงความสุขเมื่อคืนตื่นแล้ว อาหารเช้าง่ายๆที่เตรียมไว้ถูกยกเสิร์ฟถึงบนเตียง เมื่อเปิดประตูเข้าไปเจสันพบร่างไร้อาภรณ์พยายามควานหาสิ่งปกปิดร่างกายเป็นพัลวัน ทั้งๆที่แค่ผ้าห่มที่หล่นอยู่บนพื้นห้องข้างเตียงอเล็กซิสยังไม่มีปัญญาเอื้อมให้ถึง

แล้วพอร่างบางเห็นเจสันเข้ามาพร้อมถาดอาหาร ความอายก็เพิ่มถึงขีดสุด "อย่ามองนะ!!" ตวาดออกไปทั้งที่แทบไม่มีเสียง เขาพยายามบิดกายหนีและขดตัว ถึงจะไม่ค่อยถนัดก็ตาม "เอาเสื้อผ้ามาให้ฉันเดี๋ยวนี้"

"จะใส่ทำไม เดี๋ยวก็ต้องถอดอีกอยู่ดี หึหึ แล้วแบบนี้ก็สวยดีด้วยนะ" ชายหนุ่มวางถาดอาหารลงบนเตียงนุ่มแล้วทรุดกายนั่งตาม จับไหล่บางให้หันมาหา "กินอาหารก่อนสิ สายแล้วนายคงหิว"

อเล็กซิสขืนไหล่ไว้ซ่อนใบหน้าหวาดวิตกโดยหันไปอีกทางที่ไม่มีสายตาคมคอยโลมเลียอยู่ ..หมายความว่ายังไง 'ต้องถอดอีกอยู่ดี'...

"จะกินยังไง แค่ยกแขนยังไม่พ้นเตียงเลย" น้ำเสียงดื้อดึงประชดประชันในที

"ฉันจะปลดโซ่ให้ข้างนึงละกัน" เจสันไขกุญแจข้อมือเพื่อปลดโซ่ข้างซ้ายออก

"ฉันกินไม่ถนัด" อเล็กซิสซ่อนความประหลาดใจไว้ ทำไมถึงไขโซ่ที่ข้างซ้าย..แทนที่จะเป็นข้างขวาที่คนส่วนใหญ่ถนัดกัน

"อย่าโกหก ฉันรู้ว่านายถนัดซ้าย"

เขาหันขวับไปมองผู้พูด..ถึงคราวนี้อเล็กซิสไม่สามารถซ่อนใบหน้าประหลาดใจไว้ได้อีก เหมือนคำถามจะโผล่อยู่เต็มหน้า ..รู้ได้ยังไง?

"ฉันรู้มากกว่าที่นายคิด... อย่าลูกเล่นล่ะ ถ้าคิดจะหนีไปจากที่นี่ล่ะก็..เลิกไปได้เลย" พูดจบเจสันก็ทำท่าจะออกไปจากห้องอีกครั้งพร้อมกับชุดโรมิโอ&จูเลียตที่พวกเขาใส่เมื่อคืน

"เดี๋ยวก่อน!! แล้วนายจะไม่ให้ฉันใส่อะไรเลยหรือไง แล้วจะเอาชุดฉันไปไหน?"

"ใช่ ..ฉันไม่ให้นายใส่อะไรทั้งนั้น ส่วนชุดพวกนี้ฉันจะส่งซักแล้วคืนร้าน"

อเล็กซิสมองตามแผ่นหลังที่หายลับออกไปจากประตูที่ปิดไม่สนิท หมอนั่นรู้ได้ยังไงว่าร้านที่เขาเช่าชุดนั้นมาอยู่ไหน แต่จะว่าไป..ชุดจูเลียตชุดนั้นก็คงมาจากร้านเดียวกันเป็นแน่ หากก็ต้องพับเก็บความคิดทั้งหมดไว้ก่อน ...ทั้งๆที่เกิดเรื่องร้ายแรงขนาดนี้ ท้องของเขามันก็ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างดีเยี่ยม เขาหิว..ใช่ มันประท้วงอยากได้อาหารด้วยการร้องโครกครากเบาๆ

ชายหนุ่มหันไปมองจานอาหาร แล้วเริ่มต้นกินเงียบๆ ไม่นานอาหารก็หมด ....เมื่อท้องอิ่มสมองก็เริ่มทำงานอีกครั้ง เขาหยิบผ้าห่มมาพันกายก่อนอื่นใด จากนั้นเริ่มมองหาอะไรก็ตามที่อยู่ใกล้ๆที่สามารถปลดพันธนาการที่ข้อมือข้างขวาของเขา ...แต่ไม่มีอะไรเลยที่จะช่วยได้ เขาลองเอาปลายช้อนส้อมเขี่ยเข้าไปในรูกุญแจเผื่อมันจะได้ผล

เจสันมาถึงห้อง เขาค่อยๆแง้มประตูห้องนอนเบาๆ ดวงตาสีฟ้าอมเทาจ้องมองความพยายามอันไร้ผลของอเล็กซิสเงียบๆ มอง..จนเริ่มหงุดหงิด... เตือนแล้วแท้ๆ ว่าอย่าคิดหนี

"ทำอะไรจ๊ะ..ที่รัก" เสียงหวานเย็นเยียบดังจากประตู อเล็กซิสถึงกับสะดุ้งทำส้อมหลุดมือ หันไปมองเจ้าของเสียงที่ยืนพิงขอบประตูมองมาด้วยสายตากร้าวผิดน้ำเสียง...

"ฉ...ฉัน ค..แค่อยากเข้าห้องน้ำ"

"เออ ฉันก็ลืมไปว่า.. นายยังไม่ได้ทำธุระส่วนตัวเลยนี่นะ" เจสันเดินเข้าไปไขกุญแจปลดโซ่ออกให้อีกข้าง "ตามมาทางนี้" ชายหนุ่มเดินนำอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องน้ำ

"ฉันขอใส่เสื้อผ้าก่อนไม่ได้เหรอ นะ ฉ..ฉันไม่หนีหรอก"

เจสันไม่พูดอะไร เขาเดินไปหยิบเสื้อยืดตัวหลวมกับกางเกงแพรยื่นให้ แล้วมองอีกฝ่ายรีบใส่เสื้อผ้านั้นอย่างเร่งรีบราวกับกลัวว่าชายหนุ่มจะกลับคำในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง

เด็กหนุ่มเข้าห้องส้วมก่อน เมื่อออกมาก็พบว่าเจสันยังยืนอยู่หน้าประตูถือผ้าเช็ดตัวไว้ เขาหยิบผ้าเช็ดตัวมาแล้วจะเดินเข้าห้องน้ำที่อยู่ติดกัน ในฉับพลัน..อเล็กซิสเขวี้ยงผ้าเช็ดตัวใส่หน้าอีกฝ่ายแล้วออกวิ่งไปยังประตูทางออกของบ้านหลังนี้ทันที หากเจสันก็ไม่น้อยหน้าที่เป็นควอเตอร์แบคของโรงเรียนที่บุกไปถล่มโรงเรียนอื่นมานับไม่ถ้วน...ถึงจะไม่บึ้กอย่างพวกยักษ์ทั้งหลายในทีม แต่ย่อมไวกว่าร่างเล็กนี่อยู่แล้ว

ร่างสูงพุ่งตัวตะครุบร่างเล็กไว้ได้ทันก่อนเปิดประตูออกไป เขาคร่อมร่างที่หน้ากระแทกกับพื้นพรมแบบไม่ทันตั้งตัวนั้น...บิดข้อมือทั้งสองข้างไขว้หลัง พยุงให้ลุกขึ้นแล้วหยิบกุญแจมือที่เตรียมไว้บนโซฟาหน้าทีวี...ใส่มันบนข้อมือเล็กอย่างไม่ปราณีปราศรัย

เขากัดฟันกรอดข่มขู่อยู่ข้างหูของอเล็กซิสรวมทั้งดันหลังให้ร่างเล็กกว่าเข้าไปในห้องนอนอีกครั้ง "บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าคิดหนี.. เตือนแล้ว.. ฉันเตือนนายแล้ว..." ร่างสูงผลักอีกฝ่ายล้มลงบนเตียงนุ่ม แล้วเดินตึงตังออกไป อเล็กซิสรู้สึกโล่งใจที่เจสันทำแค่นั้น...แต่ไม่นาน เจสันกลับมาพร้อมคัตเตอร์ในมือ

แก๊ก แก๊ก แก๊ก!! เสียงดันให้ใบมีดโผล่พ้นด้ามจับฟังดูสยองดีทีเดียวสำหรับอเล็กซิส เขามองอีกฝ่ายที่มีสายตาโกรธขึ้งค่อยๆเดินเข้ามาหาด้วยความหวาดหวั่น.. พยายามกระถดกายหนีใบมีดที่เข้ามาใกล้ทุกทีแล้ว เจสันกดไหล่บางลงกับพื้นเตียง...ชูคมมีดสะท้อนแสงวาววับอย่างน่ากลัวมาตรงหน้าอเล็กซิส

"อย่าทำอะไรฉันอีกเลย...ปล่อยฉันไปเถอะ" ร่างบางพยายามร้องขอความเห็นใจ "ที่นายได้ไปจากฉันแค่นั้นก็น่าจะมากพอแล้วนะ!!!!" และตะโกนใส่หน้าอีกฝ่ายอย่างเหลืออด...เมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดกับเขาเมื่อคืน มันเลวร้ายเกินจะรับไหว...น้ำตาก็เลยพาลจะไหลเสียให้ได้

ประกายตากร้าวของชายหนุ่มหรี่แสงลง "ฉันไม่เคยคิดจะฆ่านายหรอกน่า.." น้ำเสียงอ่อนลง แต่ยังคงซึ่งความไม่พอใจอยู่..ก็แค่จะแกล้งให้กลัวเล่นๆเอง.. "ฉันแค่อยากแน่ใจว่านายจะไปไหนไม่รอดตลอด 3 วันที่ต้องอยู่กับฉันเท่านั้น"

"อะไรนะ?!! 3 วัน!! นายขังฉันนานขนาดนั้นไม่ได้หรอก แม่ฉันต้องตามหา โคนี่ต้องรู้ว่าฉันหายไป.."

"โทรบอกที่บ้านนายแล้วว่านายจะค้างอยู่กับฉัน ส่วนเรื่องโคนี่... เขาไม่มีปัญญาทำอะไรได้หรอก"

ปังๆๆๆๆ!! เสียงเคาะประตูบ้านดังระรัว ไม่ยอมหยุดแน่ๆหากเจ้าของบ้านไม่มาเปิด เจสันฟังอย่างขัดใจ เขาจัดการล่ามโซ่อเล็กซิสไว้กับเตียงพร้อมหาผ้ามัดปากกันโวยวายด้วย ถึงค่อยเดินไปเปิดประตูบ้าน พอประตูแง้มออก... โคนี่แทบจะถลาเข้ามาในบ้านเจสันทันที แต่ชายหนุ่มกันเอาไว้ทัน

โคนี่หันมองอีกฝ่ายอย่างฉุนเฉียว "นายเอาอเล็กซ์ไปไว้ไหน อเล็กซ์!! อัล!! อเล็กซิส!! ถ้าอยู่นี่ตอบด้วย!!" เขาตะโกนอย่างบ้าคลั่งเข้ามาในบ้าน อเล็กซิสอยากตอบกลับใจแทบขาด..แต่ถูกปิดปากไว้ง่ะT.T เขารู้สึกซึ้งใจกับความห่วงใยของเพื่อนเป็นอย่างมาก ...ถ้ารอดออกไปจากนี่ได้ จะกอดขอบคุณแน่นๆซักทีนึง

แล้วเสียงภายนอกก็แว่วเข้ามาอีก "มาทำอะไรที่นี่ แสนฟลี่" เจ้าของบ้านตั้งคำถามกับแขกไม่ได้รับเชิญอย่างเย็นชา

"แม่อเล็กซ์บอกว่า นายเป็นคนโทรไปบอกว่าอเล็กซ์จะมาค้างกับนายหลายวัน แต่ฉันว่าถ้าหมอนั่นจะมาล่ะก็..คงไม่ได้มาเพราะตั้งใจหรอก" โคนี่มองอย่างคาดคั้นและยังคงชำเลืองมองมาในบ้านเป็นระยะๆ "นายทำอะไรกับเพื่อนของฉัน? เขาอยู่ไหน?"

"กลับไปซะ อย่าเข้ามายุ่งเรื่องนี้อีก ตอนนี้เขากำลังหลับสบายอยู่บนเตียงของฉัน...และอย่างเต็มใจด้วย"

มีเสียงกระแทกประตูปิดดังปัง และตามด้วยเสียงสบถอย่างหัวเสียของโคนี่แล้วตะโกนบอกว่าพรุ่งนี้จะมาใหม่ จากนั้น..เสียงฝีเท้าเจ้าของบ้านก็ใกล้ห้องนอนนี้เข้ามาทุกที

อเล็กซิสหมดหวังรอดแล้วในวันนี้ เจสันเข้ามาอีกครั้งพร้อมกระชับคัตเตอร์แน่น ร่างเล็กหลับตาแน่น..เขาต้องตายวันนี้แล้วสินะ แล้วน้ำตาสายเล็กๆก็ค่อยๆทิ้งตัวตามแรงโน้มถ่วงของโลก

แควก!!! หากสิ่งที่เจสันทำคือ...

กรีดเสื้อที่ร่างบางใส่อยู่แล้วกระชากมันออกไปให้พ้นร่างจากนั้นกางเกงแพรก็ตามไปเกือบจะพร้อมกัน อเล็กซิสทำได้เพียงเบิกตากว้างตกใจและร้องประท้วงอู้อี้อยู่ในลำคอ...แค่เสียงที่จะด่าทอยังทำไม่ได้ ในเมื่อเป็นแบบนั้น...ที่ทำได้อีกอย่างก็คือหันหน้าหนีไม่ต้องมองสายตาเยาะเย้ยให้เจ็บใจ

"ไม่ต้องใส่อะไรน่ะดีแล้ว" มือหนาเริ่มลูบไล้ตามเรือนกายไร้อาภรณ์ จากนั้นก็เริ่มทาบทับและเริ่มบทรักขึ้นอีกครั้งโดยไม่ปลดพันธนาการใดๆออกจากร่างอีกฝ่ายเลย

ไม่ว่าจะเสียงประท้วง เสียงครวญครางอย่างเจ็บปวดหรือพึงพอใจ... ไม่ว่าจะเสียงไหนๆ...ไม่สามารถเล็ดลอดจากปากได้ ...เจ็บใจจริงๆ.. ทุกอย่างจบลงด้วยการถอนกายออกไปของอีกฝ่าย เดินออกไปนอกห้องและกลับเข้ามาพร้อมผ้าขนหนูกับอ่างน้ำ ร่างสูงเช็ดคราบต่างๆตามร่างกายให้ และเสียงกระซิบพร่ำพูดชมเชยยินดี

อาหารกลางวันถูกนำมาป้อนและตามด้วยบทรักตามความต้องการของเจสัน กลางคืนก็เป็นเช่นนี้...แต่บทรักกลับไม่จบง่ายๆดั่งเช่นเมื่อตอนกลางวัน มันดำเนินซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนสิ้นเสียงกรีดร้องครั้งสุดท้ายของร่างข้างใต้และสลบไป

นับแต่คืนนั้น อเล็กซิสไม่ยอมพูดจาอะไรอีก พอรู้สึกตัวตื่น คราบต่างๆหายไปแล้ว และเจสันจะเข้ามาป้อนอาหารและตามด้วยกิจกรรมหลังอาหารทั้งเช้า กลางวัน และค่ำดั่งเช่นเมื่อวาน วันนี้ตอนเย็นโคนี่ก็มาโวยวายอีกแต่ก็ถูกเจสันไล่กลับไปอีกครั้ง

"ให้ตายเหอะ เพื่อนนายนี่ตื๊อชะมัดยาดเลย" เจสันบ่นรำคาญให้ร่างที่นอนทอดกายนิ่งเงียบฟัง

..........................................

"เอมิลี่... ฉันห่วงอเล็กซ์จริงๆนะ หมอนั่นไม่เคยขาดการติดต่อกับฉันเป็นวันๆแบบนี้มาก่อนเลย ฉันอยู่กับเจ้าหนูนั่นเกือบตลอดเวลาเลยนะ เจ้าเจสันมันต้องทำอะไรอเล็กซ์แน่ๆ" โคนี่มานั่งปรับทุกข์ให้เอมิลี่ฟังที่บ้าน(ที่โค-ตะ-ระใหญ่โต)ของหญิงสาวในหัวตอนหัวค่ำ ทั้งคู่นั่งไกวชิงช้าไม้อันใหญ่ค่อยๆ...ใบหน้าและร่างกายปะทะสายลมภายนอกที่เย็นฉ่ำ แต่ใจโคนี่ไม่ได้เย็นอย่างร่างกายเสียเลย

"นายดูไม่ออกเหรอ.. ซื่อบื้อ เจสันชอบอเล็กซ์ รู้ไว้ซะ!!" หลังจากที่เจ้าหล่อนอดทนฟังเจ้าสามี(ในอนาคต)พร่ำบ่นอยู่ฝ่ายเดียวพอควรแก่กาลเวลาแล้ว...ก็วีนให้ได้สติซักนิดหน่อย

"เหงอออ~~~~... แล้วเธอไปรู้ได้ไงล่ะ!!?"

"มีตาเป็นตูดหรือไง มองหน่อยสิ มอง..น่ะ ไม่เห็นสายตาคืนนั้นของเจสันเหรอ หลงเอาขนาดนั้น เฮ้อ...ฉันไปชอบผู้ชายซื่อบื้อแบบนี้ได้ไงฟะ" เจ้าหล่อนบ่นอุบอิบเล็กน้อยเอามือตะโบ๊ะเข้าไปที่หน้าผากตัวเองทีนึงแก้กลุ้ม

แต่นั่นไม่ได้ทำให้โคนี่รำคาญ กลับกลายเป็นว่า..ท่านเจ้าคุณฉีกยิ้มกว้างยินดี อ๊ากกกกกกก..เอมิลี่บอกว่าชอบตูเฟ้ย........

"แหมๆ เอมิลี่จ๋า... เอมิลี่ที่น่ารัก ฉันก็แค่เป็นห่วงเพื่อนเกินไปเท่านั้นเองล่ะ ถ้าอเล็กซ์มันเป็นฝั่งเป็นฝาไปซะฉันก็คงเลิกห่วงมันซะที เอมิลี่ฉลาดจริงๆเลย ทั้งสวย ทั้งน่ารัก ทั้งฉลาด ฉันนะ ร๊ากกกกก..เอมิลี่ที่สุดในโลกเลย" แล้วเจ้าหนุ่มก็โผนกอดหญิงสาวที่นั่งหน้าแดงแปร๊ดด้วยความขวยเขินตั้งแต่มันเริ่มชม แล้วสาวเจ้าก็ปล่อยหมัดฮุคเข้าที่ปลายคางชายคนรักแก้เขินไปทีนึงจนโคนี่กระเด็นตกชิงช้าซะ -_-lll

"ไอ้บ้า..พูดออกมาได้ไง ไม่อายปาก" ด่านะ แต่นั่งบิดไม้บิดมือ ถ้าถือผ้าเช็ดหน้าอยู่ก็คงขาดเป็นชิ้นๆแหละ แล้วสองหนุ่มสาวก็นั่งจู๋จี๋กันท่ามกลางบรรยากาศเย็นฉ่ำยามค่ำคืน ...โดยลืมเรื่องที่กลัดกลุ้มตอนแรกไปเสียสนิทเชียว ท่านโคนี่...

..........................................

ยามเช้ามาเยือนอีกครั้ง ร่างบางตื่นขึ้นท่ามกลางความแปลกใจ จะไม่แปลกใจได้อย่างไร...ก็เมื่อคืนเจสันไม่ปลดโซ่ให้เขาสักเส้น แต่พอตอนเช้ากลับพบว่าโซ่ที่ข้อมือหายไปหมด และแผลแดงช้ำตรงข้อมือก็ถูกใส่ยาและพันด้วยผ้าขาวสะอาด ร่างที่ไม่เคยถูกผ้าชิ้นใดเลยสัมผัสนอกจากร่างกำยำของอีกฝ่าย...บัดนี้ถูกคลุมด้วยผ้าห่มผืนหนา ที่เก้าอี้ข้างเตียงมีเสื้อคลุมวางอยู่ อเล็กซิสหยิบมันขึ้นใส่ทันทีและค่อยๆเดินออกไปเปิดประตูห้อง

เขาพบว่าเจสันนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร มีอาหารเช้าง่ายๆวางอยู่ 2 ชุด และเจสันยิ้มมาให้อย่างอ่อนโยนผิดปกติ

"ไปอาบน้ำล้างหน้าซะ เอาชุดนี่ไปเปลี่ยน แล้วมากินข้าวกับฉัน" ชายหนุ่มยื่นเสื้อเชิ้ตและกางเกงยีนให้ อเล็กซิสมองด้วยความฉงนแต่ก็ทำตามโดยดี เพียง 15 นาที อเล็กซิสก็จัดการทุกอย่างเรียบร้อยและออกจากห้องน้ำมานั่งมองหน้าเจสันด้วยทั้งหวาดและระแวง

"กินสิ วันนี้ฉันจะพานายไปเที่ยว" เจสันไขข้อข้องใจของอเล็กซิสเกือบจะกระจ่าง ...ถึงว่า ทำไมวันนี้ถึงยอมให้ใส่เสื้อผ้า

"แล้วจะพาไปไหน?"

"ไม่ต้องถามหรอก กินเร็วๆ"

..........................................

Chapter 5

เจสันพาอเล็กซิสขึ้นรถสปอร์ตสีแดงคันเก่งของเขาขับออกนอกเมืองไปเรื่อยๆ ตลอดทางร่างสูงไม่ยอมบอกอะไรเอาแต่ยิ้มแล้วก็ฮัมเพลงเบาๆตามวิทยุเท่านั้น

อเล็กซิสเหม่อมองออกไปนอกรถดูวิวข้างทางที่เปลี่ยนจากบ้านเรือนเป็นป่าสลับทุ่งกว้าง ราวค่อนชั่วโมง... เจสันชะลอรถและเลี้ยวเข้าถนนดินไปอีกนิดหน่อยแล้วจอดสนิท

เบื้องหน้าทั้งคู่คือทะเลสาบกว้างที่ล้อมด้วยภูเขาสองลูกขนาบข้าง ป่าค่อนข้างทึบเขียวขจีและไม่มีผู้คนอยู่แถวนี้เลย อเล็กซิสชื่นชมธรรมชาติอย่างหลงไหลจนเมื่อมีมือมาสะกิดจึงได้หันไปมองว่าชายหนุ่มอีกคนต้องการอะไร

"ยกตะกร้าปิคนิคท้ายรถให้หน่อย" แล้วเจสันก็หยิบคันเบ็ดสองอัน กระเป๋าเหยื่อ และผ้าใบปูนั่งออกมาวางบนลานใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ยอยู่เกือบชิดริมทะเลสาบ อเล็กซิสเดินตามไปเงียบๆ "เอาวางไว้ข้างๆนั่นแหละ นายตกปลาเป็นไหม?"

"ไม่เป็น" เสียงตอบห้าวห้วน แต่เจสันไม่สนใจ เขายื่นเบ็ดอีกอันมาให้ พออเล็กซิสรับไป..ชายหนุ่มก็ดึงข้อมือให้เดินตามไปที่ริมทะเลสาบ

หัวใจและสมองของอเล็กซิสเริ่มผ่อนคลาย.. ไม่เครียดเกร็งดังสองวันที่ผ่านมา เนื่องด้วยการกระทำของร่างสูงไม่แสดงถึงการข่มขู่หรือทารุณแต่อย่างใด กลับอ่อนโยนและคุยด้วยเป็นปกติเหมือนเพื่อนคุยกับเพื่อนเสียด้วยซ้ำ เจสันสอนให้เขาตกปลา ได้มาแล้วก็ปล่อยไป ถ้าได้ตัวเล็กเจสันก็จะแซวเล่น..แต่ถ้าได้ตัวใหญ่หน่อยเจสันก็จะชมและหยอกล้อจนบางครั้งอเล็กซิสถึงกับเผลอยิ้มและหัวเราะไปด้วย ...ความรู้สึกหวานละมุนบังเกิดขึ้นในหัวใจแห้งผากโดยไม่รู้ตัว

"เอาล่ะ พอเถอะ เที่ยงกว่าๆแล้ว มากินอาหารกลางวันก่อน" เจสันรวบเบ็ดในมือของอเล็กซิสมาเก็บ จับจูงข้อมือเล็กให้ตามมานั่งทื่ผืนผ้าใบใต้ต้นไม้ใหญ่

ความขุ่นข้องในหัวใจของร่างบางเกือบจะหายไปหมดในวันนี้ก็ว่าได้ ทุกการกระทำของเจสันล้วนให้เกียรติ... ชายหนุ่มหยิบแซนวิชกับขวดน้ำผลไม้ส่งให้อีกฝ่าย ทั้งคู่นั่งกินอาหารกลางวันเงียบๆ ไม่นานอาหารกลางวันที่เตรียมมาก็หมด เจสันอ้าปากหาวทันทีที่ท้องอิ่ม...เขาเอนกายหนุนศีรษะลงบนตักของร่างบางและหลับในทันที

...นับเป็นครั้งแรกที่อเล็กซิสมีโอกาสได้เพ่งพิศใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างละเอียดขนาดนี้ เขาก้มลงมองใบหน้าหวานคมอย่างชื่นชม ไม่ว่าจะคิ้ว ตา จมูก ปาก ล้วนถูกจัดวางโดยธรรมชาติได้อย่างลงตัว ไม่แปลกเลยที่สาวๆจะหลงใหลได้ปลื้มกันขนาดนั้น

....พลันใบหน้าหวานร้อนผ่าว เขากำลังชมผู้ชายอยู่เหรอเนี่ย!! แล้วคนที่คิดว่าหลับไปแล้วกลับลืมตาขึ้นแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์

"คิดอะไรลามกอยู่หรือไง หน้าแดงเชียว.. จ้องมากๆฉันก็สึกหรอหมดสิ" เจสันโน้มศีรษะอีกฝ่ายลงมาประทับจุมพิตหนักๆที่ปลายจมูก แล้วตามด้วยที่ริมฝีปากอิ่มแลกเปลี่ยนลิ้นกันนัวเนียแช่มช้าลิ้มรสจูบแสนหวานของแต่ละฝ่าย ...อเล็กซิสหลับตาพริ้มปล่อยใจล่องลอยตามร่างกายชักนำ ไม่นานเจสันก็กลับกลายมาเป็นฝ่ายทาบทับอยู่เบื้องบนแทน อาภรณ์ไม่มากชิ้นค่อยๆถูกถอดออกไปจากร่างกายของทั้งสองฝ่าย...

ผิวกายผ่าวร้อนปะทะลมเย็นริมทะเลสาบ..หากแต่ทั้งสองกลับไม่หนาวแต่อย่างใด ผลัดกันมอบไออุ่นจากกายตนสู่อีกฝ่ายอย่างไม่สะทกสะท้าน ..นับเป็นครั้งแรกที่อเล็กซิสยินยอมให้เจสันแตะต้องตนเองตามใจชอบ ..เป็นครั้งแรกที่บทรักเริ่มด้วยความเต็มใจของคนทั้งคู่ ..จึงเป็นครั้งแรกเช่นกันที่อเล็กซิสรู้สึกว่ามันหอมหวานนุ่มนวลอย่างไม่เคยสัมผัส...ราวได้หลอมรวมเป็นหนึ่งกับชายหนุ่ม

...เจสันตระกองกอดร่างบางแนบอกอุ่น ไม่มีครั้งไหนเลยที่เป็นสุขเท่าครั้งนี้ เสียงหอบหายใจยังดังให้ได้ยินเบาๆ ร่างสองร่างพร่างพราวด้วยเม็ดเหงื่อสะท้อนอาทิตย์อัสดง.. เมื่อลมหายใจของทั้งคู่เป็นปกติแล้ว...เจสันช้อนร่างของอเล็กซิสขึ้น เดินไปยังทะเลสาบจนเมื่อระดับน้ำอยู่เกือบถึงหน้าอกจึงปล่อยให้อีกฝ่ายยืนเอง ชายหนุ่มค่อยๆวักน้ำลูบใบหน้าที่ยังแดงเบาๆและค่อยๆลูบไล้ตามผิวกายชำระคราบเหงื่อไคลต่างๆทั้งของร่างบางรวมทั้งตนเองด้วย จากนั้นทั้งคู่จึงขึ้นมาแต่งตัวบนบกและขับรถออกไปจากสถานที่ที่ยังอบอวลไปด้วยไออุ่นรัก...

ตลอดทางกลับบ้าน ไม่มีใครปริปากพูดอะไรสักคำ ตอนนี้ใจของอเล็กซิสสับสนและวุ่นวายจนไม่รู้จะกล่าวสิ่งใด เขาไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงยอมให้เจสันทำอะไรๆได้ด้วยความเต็มใจ และหากไม่ทิฐินัก...อาจกล่าวได้ว่าครั้งนี้เขามีความสุขเป็นที่สุดก็ว่าได้ทีเดียว ส่วนเจสัน..ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย ใครเลยจะรู้ว่าอาจมีแผนอะไรอีกก็ได้...

อเล็กซิสสะดุ้งตื่นขึ้นเมื่อรู้สึกว่าตัวลอยจากเบาะรถที่ตนนั่งอยู่ เจสันอุ้มเขาขึ้นและมองตรงมาด้วยสายตาเหมือนมองน้องน้อยก็ไม่ปาน

"หลับต่อเถอะ จะพาเข้าบ้านเอง" น้ำเสียงทุ้มกล่าวอ่อนโยนพร้อมจุมพิตเบาๆที่จมูกโด่งรั้น

ค่ำนี้เป็นคืนที่ 3 ดังที่เจสันเคยบอกไว้ว่าจะกักขังร่างบางไว้ หากแต่ฝ่ายถูกขังดูจะลืมเลือนเสียสนิท ทั้งยังซบหน้ากับอกกว้างและหลับลงไปแทบจะทันทีด้วยความสบายใจ... ค่ำคืนที่จะดำเนินต่อไปอีกยาวนานนี้มีแต่ความสงบเงียบ...คืนแรกและคืนเดียวที่อเล็กซิสหลับได้อย่างสนิทใจ

..........................................

ยามเช้าตรู่ที่หญิงสาวคนหนึ่งกำลังเพลิดเพลินกับการออกกำลังกายด้วยการซ้อมกระสอบทราย O_ol? กลับถูกรบกวนโดยเสียงตะโกนอย่างตื่นเต้นของ(อนาคต)สามี ซึ่งนั่นก็ทำให้หงุดหงิดได้อยู่แล้ว.. แต่เจ้านั่นก็เพิ่มดีกรีความหงุดหงิดให้หล่อนด้วยการทำหน้าเหลือเชื่อแกมสยดสยองที่เห็นกระสอบทรายขาดๆ ที่อยู่ถัดไปราว 2 เมตรจากใต้ต้นไม้ที่แขวนกระสอบทรายใบใหม่เอื่ยมที่หล่อนเตะอยู่ เอมิลี่หันมองด้วยดวงตาใสสกาว...จนโคนี่ทำคอย่น แล้วเจ้าหล่อนก็เอ่ยถามธุระด้วยเสียงอันอ่อนหวาน...

"มาทำไม?!!"

"อ...เอ่อ......"

"อึกอักอยู่นั่นแหละ แล้วเมื่อกี้ว่าไงนะ พูดใหม่ซิ" หล่อนหมายถึงคำพูดที่ตานี่พูดกับหล่อนตอนยังไม่เห็นกระสอบทรายขาดๆน่ะ

"คือ... ฉันจะชวนเอมิลี่ไปหาเจ้าเจสัน ฟาร์เรลน่ะจ้ะ อยากไปดูอเล็กซ์มันหน่อย ไปด้วยกันนะ นะจ๊ะ" ปลายเสียงออดอ้อนนิดๆ

"ก็ได้ รอแป๊บละกัน ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหน่อย" หญิงสาวชะงักนิดหนึ่งก่อนจะไปอย่างนึกขึ้นได้ หล่อนปรายตามองชายหนุ่มก่อนส่งหมัดฮุคเข้าที่ท้องน้อยแบบเบาะๆ... "โทษฐานที่มาขัดจังหวะการออกกำลังกายตอนเช้า" จากนั้นจึงเดินจากไปอย่างสบายใจ

ส่วนชายหนุ่มผู้บึกบึนของเรา...ใบหน้าเหยเกด้วยความจุกและทรุดลงไปกองกับพื้นน้ำตาไหลพรากๆ นึกสงสารชะตากรรมของตัวเองขึ้นมาตะหงิดๆ ...อนาคต หรือว่าตูจะไม่พ้นถูกเมียซ้อมทุกวันวะเนี่ย T_T

สองหนุ่มสาวมาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านที่โคนี่เคยมาตะโกนทวงเอาเพื่อนรักคืน หากคราวนี้ไม่ทุบประตูอย่างคราวก่อน เขาจิ้มนิ้วไปที่ปุ่มเล็กๆ ใกล้ประตูที่วันนั้นไม่คิดจะสังเกตุเห็น กดทีเดียวไม่สะใจพ่อเรย ก็เลยรัวจิ้มมันซะ...ไม่ใช่คนข้างในหรอกที่รำคาญท่านเจ้าคุณ คนข้างๆเนี่ยแหละ ตบหัวไปที...หยุดได้ชะงัดนักแล หงิงงง

สักครู่ ประตูบานนั้นก็ค่อยๆแง้มออกดั่งไม่เต็มใจนัก เจ้าของบ้านร่างสูงยืนตระหง่านด้วยใบหน้าหงุดหงิด "จะมารับอเล็กซ์สินะ เข้ามารอข้างในสิ จะไปปลุกให้" ชายหนุ่มเบี่ยงกายให้โคนี่เข้าไปโดยไม่ทันสังเกตว่าเยื้องไปเบื้องหลังจะมีสาวน้อยร่างบางยืนอยู่ด้วย เมื่อหันไปเห็นเข้าเขาทำหน้าประหลาดใจก่อนจะหลุดปากออกมา "อ้าว.. เอมิลี่"

โคนี่ชะงักเท้าแต่หญิงสาวที่เดินตามเข้ามาช่วยยันให้เข้าไปนั่งในบ้านด้วยเท้าอันนุ่มนวลก่อนตัวเองจะทรุดกายนั่งตามอย่างสบายใจ

"ไง พี่ชาย เอาเพื่อนฉันมากกเสียหลายวันเลยนะ" หญิงเพียงหนึ่งเดียวโบกมือให้คนที่หล่อนเรียกว่า "พี่ชาย" ด้วยน้ำเสียงล้อเลียน

"ก็มันน่ากกไหมล่ะ ฮึฮึ เดี๋ยวไปเอาน้ำมาให้" เจ้าบ้านเดินหายเข้าไปในครัวพร้อมรอยยิ้มเปี่ยมสุขเสียเต็มประดา

"ด ด.. เดี๋ยวซิ ฉันตามไม่ทันนะ เมื่อกี้เธอเรียกหมอนั่นว่า พี่ เรอะ ง...งั้น ????"

เอมิลี่มองใบหน้าสงสัยสุดชีวิตนั้นแล้วถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนไขความกระจ่างให้ "พี่ชายต่างแม่น่ะได้ยินนามสกุลก็น่าจะรู้ว่าเป็นญาติกันนะ หมอนี่แยกบ้านอยู่มาหลายปีแล้ว เลยไม่ค่อยมีใครรู้หรอก มีอะไรจะถามอีกมั๊ย?" พูดเหมือนให้ถามได้ แต่นัยน์ตาหล่อนน่ะ...ไม่เหงเปงง้านเรยยยย

โคนี่กล้ำกลืนคำถามที่ว่า ...แล้วเหตุใดจึงไม่คิดบอกกันบ้าง... ลงคอไปโดยปริยาย "แหะๆ ไม่ ไม่มีจ้ะ"

แก้วน้ำ 2 แก้วถูกวางลงตรงหน้า เจสันยิ้มให้โคนี่นิดๆ แล้วเดินหายเข้าไปอีกห้องหนึ่ง ชายหนุ่ม(ค่อนข้างจงใจ)เปิดประตูแง้มไว้เล็กน้อย...ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจหากบทสนทนาภายในห้องจะเล็ดลอดออกมาบ้าง

"อเล็กซ์ ตื่นเร็ว เช้าแล้วนะเด็กน้อย...ไปอาบน้ำได้แล้ว เดี๋ยวมากินข้าวกัน" น้ำเสียงอ่อนโยนของควอเตอร์แบคดังลอดออกมา จากนั้นก็ตามด้วยเสียงอื้ออ้าอย่างหงุดหงิดของอีกคน

"รู้แล้ว ๆ" จากนั้นร่างบางอันคุ้นตาก็เดินออกมาจากห้องนั้นทั้งที่ตายังไม่ลืมเต็มที่โดยมีเจสันรุนหลังบังคับทิศอยู่อีกที

รู้สึกว่าโคนี่จะอัมพาตกินไปชั่วครู่...ไร้เสียงไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง สายตาของเขาเห็นเพื่อนของตัวเองเดินหัวกระเซิงออกมาจากห้องเจสันแล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ จากนั้นหูของเขาก็ได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่พักหนึ่งแล้วตามด้วยเสียงใสๆของเพื่อนตัวดี

"เจสัน เอาผ้าเช็ดตัวกับเสื้อผ้าให้ที"

ประตูห้องน้ำแง้มเปิดนิดหนึ่ง เจสันส่งของที่อีกฝ่ายต้องการเข้าไป ไม่นานชายหนุ่มเจ้าของเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนก็ออกมาได้เสียที...และคราวนี้ก็มีสติดีครบถ้วน เพราะสังเกตเห็นแขกที่นั่งอยู่บนโซฟาในบ้านแล้ว

"ค...โคนี่ เอมิลี่...มาเมื่อไหร่น่ะ????" ใบหน้างามแดงเรื่อ ทั้งตกใจ แปลกใจ และขวยเขิน...

เมื่อเห็นว่าโคนี่ไม่สามารถตอบคำถามของเพื่อนได้ เอมิลี่จึงเป็นฝ่ายตอบเสียเอง "มาตั้งแต่นายยังไม่ตื่นน่ะสิ เจ้านี่บอกว่าเป็นห่วงน่ะ เลยชวนฉันมา" ตอบพลางดื่มน้ำในแก้วแล้วหยิบนิตยสารกีฬาที่วางอยู่ใกล้ๆขึ้นมาอ่านเลิกสนใจคนอื่นๆ

เมื่อเห็นว่าเอมิลี่ไม่สนใจจะตอบให้มากกว่านี้ อเล็กซิสเหลือบมองเพื่อนสนิทที่อ้าปากค้างและมีสีหน้าตระหนกอย่างไม่รู้จะทำอะไรต่อดี และเมื่อนึกขึ้นได้...ร่างบางตวัดสายตาตัดพ้อไปยังเจสันที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหลัง "ทำไมไม่บอกว่ามีคนมา?"

เจสันไม่สนคำต่อว่า เขาเดินมารวบเอวบางแล้วพาไปนั่งโซฟาตรงข้ามแขกทั้งสองและยังคงกอดอยู่หลวมๆอย่างอารมณ์ดี แต่อเล็กซิสไม่ดีด้วย..เขาปัดมือปลาหมึกออกจากเอวแล้วปั้นหน้าบึ้งตึง เรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากเจสัน และด้วยความอยากเอาชนะ..ร่างสูงก็เลยรวบร่างข้างๆมานั่งกลางหว่างขาแล้วกอดเอวเอาไว้แน่น อเล็กซิสเลยทุบอั้กเข้าที่หน้าอกอย่างขวยเขิน

...เมื่ออัมพาตกินจนได้ที่แล้ว โคนี่ก็เริ่มกลับเป็นปกติ เขากระแอมเบาๆให้คนที่ต่างก็อยู่ในโลกส่วนตัวหันมาสนใจความเป็นจริงกันบ้าง

"อะแฮ่มๆ คือ วันนี้ฉันตั้งใจมารับอเล็กซ์กลับบ้าน.."

"ก็เอาไปสิ"

คำตอบสั้นๆจากร่างสูงทำเอาอเล็กซิสใจหาย เขาหันมองเจสันอย่างน้อยใจไม่คิดว่าจะโดนไล่ราวกับของไร้ค่าแบบนี้

"ก็ดี ฉันอยากกลับตั้งนานแล้ว ไปกันเถอะโคนี่" ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นทันทีแล้วคว้าข้อมือเพื่อนรักจ้ำอ้าวออกจากบ้านไป

"พูดแบบนั้นจะดีเหรอ โหดร้ายจริง... หมดธุระแล้วฉันคงต้องกลับบ้างล่ะนะ อย่าลืมแวะไปให้ท่านพ่อท่านแม่เห็นหน้าบ้างล่ะ" เอมิลี่ลุกตามสองหนุ่มไปแบบเนือยๆไม่ยินดียินร้ายเท่าไหร่

เจสันเดินมาส่งหน้าประตูจึงเห็นว่าไม่มีใครเอารถส่วนตัวมาเลย "ไม่มีใครเอารถมาเลยงั้นเหรอ?"

"ใช่ จะไปส่งไหมล่ะ?" หญิงสาวปรายตาไปยังรถสปอร์ตสีแดงที่อยู่ใกล้ๆ

"ยินดีรับใช้ครับ" เจสันโค้งให้น้องสาวน้อยๆ เขาเดินเข้าบ้านเพื่อไปหยิบกุญแจรถและกลับออกมาเปิดประตูรถรอให้ผู้โดยสารขึ้นนั่ง

"เอ้ารออะไรกันอยู่ ขึ้นรถสิ" คำสั่งประกาศิตจากเอมิลี่ดังขึ้นเมื่อเห็นว่าสองเกลอไม่ยอมขึ้นรถ เมื่อเป็นดังนั้นพ่อโคนี่ก็กระวีกระวาดขึ้นรถทันที หากหญิงสาวกลับรั้งคอเสื้อเอาไว้ก่อน "นายนั่งข้างหน้า ฉันกับอเล็กซ์จะนั่งข้างหลัง"

ก็เหมือนๆเดิม ไม่มีใครขัดใจเจ้าแม่หรอก... เมื่อตัวรถเริ่มเคลื่อนเจ้าแม่ก็ออกคำสั่งคนขับทันที "ไปส่งโคนี่ก่อน"

"ครับท่านหญิง.." เจสันยอมน้องโดยดุษดี เขารู้...เอมิลี่ต้องมีแผนอะไรแน่ๆ

แล้วพอส่งโคนี่ลงจากรถได้แม่คุณก็นั่งกอดอกอย่างสงบนิ่งออกคำสั่งอีก "ไปบ้าน"

"บ้านใครล่ะ?" เจสันงงงัน ก็บอกแค่บ้าน.. แล้วจะรู้ไหมล่ะว่าบ้านใคร

"ก็ตระกูลฟาร์เรลสิ ถามได้"

"........." อเล็กซิสนิ่งเงียบตลอดทาง เขารู้สึกตะหงิดๆกับการที่เอมิลี่ให้ไปส่งเขาทีหลัง เนื่องจากการไปคฤหาสน์ตระกูลฟาร์เรลนั้น.. ถ้ามาจากทางบ้านของโคนี่แล้วก็ต้องผ่านบ้านของเขาด้วยอยู่ดี แล้วทำไมถึงไม่ส่งเขากลับบ้านให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเสียล่ะ หากความคิดต้องหยุดชะงักเมื่อรถสปอร์ตคันงามจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าคฤหาสน์แล้ว

Chapter 6

เจสันดับเครื่องยนต์แล้วลงจากรถเพื่อส่งเอมิลี่ "ฉันไม่เข้าบ้านนะ ขี้เกียจเจอหน้าท่านพ่อ"

เอมิลี่มองเฉย "อเล็กซ์ ลงจากรถ" เจ้าหล่อนลากอเล็กซิสลงมาด้วยแล้วเดินดุ่ยๆเข้าบ้านไปก่อนจะหันมาพูดกับพี่ชายอีกครั้ง "ไม่มาก็ตามใจนะ แต่ตุ๊กตาแสนสวยของพี่จะเป็นยังไงฉันไม่รับปาก"

"อะไรฟะ พูดงี้จะไม่ตามไปได้ไงล่ะ" เจสันบ่นอุบกับการกระทำเอาแต่ใจของน้องสาวที่ตนขัดแทบไม่ได้เสียทุกครั้ง

"วันนี้ฉันต้องกลับบ้านแล้วนะเอมิลี่ ไม่งั้นแม่จะห่วง" อเล็กซิสยื่นอุทธรณ์ต่อเจ้าแม่ฮิตเลอร์

"ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันบอกแม่นายไว้แล้วว่าจะมาบ้านฉัน อย่าพูดมาก..ตามมาเงียบๆ" ตายแล้ว...แม่คุณกลายเป็นเจ้าแม่เผด็จการเต็มตัวแร้วง่า -_-ll

"นายรออยู่ที่นี่แหละ ส่วนพี่น่ะ ตามฉันมา" แล้วเจสันก็เดินตามน้อยสาวไปต้อยๆ ทิ้งอเล็กซิสไว้ที่ห้องโถงกว้างใหญ่เพียงลำพัง

เอมิลี่พาเจสันมายังด้านหลังคฤหาสน์อันเป็นสวนหย่อมสำหรับพักผ่อนของคู่รักอมตะแห่งบ้านฟาร์เรล รึก็คือพ่อแม่ของเอมิลี่หรือก็คือแม่เลี้ยงเจสันนั่นเอง สองพี่น้องตรงดิ่งไปหาผู้บังเกิดเกล้าทั้งสอง และพูดคุยกระซิกระซาบกันอย่างเคร่งเครียด...ก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏบนใบหน้าของทุกฝ่าย

หลังจากที่อเล็กซิสนั่งรอใครก็ตามที่จะออกมาบอกว่าเขากลับบ้านได้แล้วอยู่ครู่ใหญ่ๆ ความเบื่อหน่ายคุกคามสติเขาหนักเข้าทุกที และไม่นานนัก...ความง่วงงุนก็ช่วงชิงความสว่างไป เปลือกตาบางปิดสนิท...ร่างไถลลงนอนบนโซฟานุ่มตัวใหญ่..นิทรารมณ์อย่างเป็นสุข

"หมอนี่หลับง่ายจริงๆ" เอมิลี่ส่ายหน้ากับว่าที่พี่สะใภ้สดๆร้อนๆ ออกไปแป๊บเดียว พอกลับมาก็เจอเจ้าตัวต้นเรื่องหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรสักนิด

"เด็กเนี่ยเหรอ ที่แกบอกว่าจะเอามาเป็นสะใภ้พวกฉันน่ะ" คุณนายฟาร์เรลก้มตัวมองว่าที่สะใภ้อย่างพินิจ "หน้าตาแบบนี้นี่เอง มิน่า แกถึงหลงหัวปักหัวปำถึงขนาดลงทุนวางแผนเสียใหญ่โต"

"เขาคงเพลียน่ะท่านแม่" เจสันเบียดกายแทรกระหว่างแม่คนที่สองกับร่างบนโซฟา..คุกเข่าลงตรงหน้าคนหลับสนิท นิ้วเรียวยาวเกลี่ยเส้นผมที่ลงมาปรกใบหน้าเนียน ดูเหมือนอเล็กซิสจะรู้สึกรำคาญจึงตวัดมือขึ้นมาปัดสิ่งที่คิดว่ารบกวนเขาอยู่ออกโดยไม่รู้ตัว

"ฮึๆๆ ตอนหลับยิ่งน่ารักนะ" เจสันกระซิบหยอกเย้าเบาๆแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ยิน

การกระทำของลูกชายที่ทำราวกับอยู่ในโลกส่วนตัวเรียกรอยยิ้มจากผู้บังเกิดเกล้าทั้งสองได้อย่างง่ายดาย ลูกชายจอมดื้อรั้นของพวกเขากำลังเปลี่ยนไปหรือเปล่า? หรือมีเพียงหนุ่มน้อยคนนี้เท่านั้นที่เจสันจะทำแบบนั้นด้วย เอมิลี่เองก็ตระหนักดีถึงข้อนี้เช่นกัน หล่อนจึงหาทางจัดการให้พี่ชายได้สมหวังอย่างสมบูรณ์แบบ

"ขอดูนิสัยสักอาทิตย์นึงก่อนละกันนะเจสัน พ่ออยากแน่ใจว่าคนรักแกดีจริงๆ"

"ก็ได้ ตามใจท่านพ่อเถอะ แต่คงต้องบอกทางครอบครัวของเขาด้วย" เจสันหันไปตอบบิดาอย่างมีเหตุผล

"เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก ฉันจัดการให้แม่ของอเล็กซ์ไปเที่ยวฮาวายอาทิตย์นึงเรียบร้อยแล้วล่ะ" เอมิลี่ตอบเรียบๆ ส่วนเจสันเลิกคิ้วขึ้นอย่างทึ่งๆ น้องสาวของเขาเป็นเจ้าแม่จอมวางแผนตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย (นานแล้วพี่ เพิ่งรู้เรอะ -*-)

พอมีเสียงดังรบกวนหนักเข้าอเล็กซิสก็เลยเริ่มรู้สึกตัว เปลือกตาบางกะพริบเปิดออก พอโฟกัสภาพเบื้องหน้าชัดเจนแล้วถึงกับรีบลุกขึ้นนั่งในทันที "เอ่อ..ผ..ผม........." ไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี ก็จู่ๆมาหลับในบ้านคนอื่นแถมเขายังมาจ้องแล้วยังไม่รู้ตัวอีก

"นี่พ่อกับแม่ของฉันเอง" เจสันลุกขึ้นมานั่งลงข้างอีกฝ่ายแล้วโอบแขนรอบเอวบางหลวมๆ เล่นเอาอเล็กซิสหน้าขึ้นสีพยายามเขยิบกายหนีแต่เจสันกลับรัดเอวแน่นขึ้นก็เลยไปไหนไม่ได้

"ห..สวัสดีครับ ผม..ต้องกลับแล้ว ลานะครับ" ชายหนุ่มพยายามลุกโดยลืมไปว่ามีคนกอดเอวตัวเองอยู่ พอลุกขึ้นก็เลยเซล้มทับตัวคนกอด แทนที่จะหลุดพ้นจากเหตุการณ์น่าอึดอัดกลับกลายเป็นว่าตัวเองต้องอายหนักขึ้น อเล็กซิสไม่รู้จะทำไงก็เลยก้มหน้าซ่อนความแดงซ่านเอาไว้

"ไม่ต้องไปไหนหรอก เธอต้องอยู่นี่อาทิตย์นึง" คุณนายฟาร์เรลเป็นฝ่ายกล่าวบอกเสียเอง

"เอ๊ะ??? ค..คงไม่ได้หรอกครับ แม่ผม.."

"แม่นายไปฮาวายแล้วอเล็กซ์ ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ที่บ้านหรอก" เอมิลี่เอ่ยขัดขึ้นเพราะรู้ว่าอเล็กซิสต้องเอาแม่ตัวเองมาอ้าง

"ฮาวาย!!!? ไปได้ยังไง? แล้วทิ้งผมได้ไง?... หรือว่า..เจสันนาย..?"

"ไม่ใช่พี่หรอก ฉันจัดการเองแหละ"

"เอมิลี่เธอ...." อเล็กซิสเต็มไปด้วยความงุนงง ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับตัวเขากันนะ ตั้งแต่ถูกเจสันมอมแอลกอฮอล์พาไปขัง 3 วัน แล้วจะมาบอกว่าเขาต้องมาอยู่บ้านพ่อแม่ของคนที่เอาเขาไปขังอีกตั้งอาทิตย์ แถมแม่ก็ยังไปฮาวายโดยที่เขาไม่รู้เรื่องซักนิด

"เอาเถอะ ยังไม่ต้องคิดอะไรมากนะ ไปนอนต่อที่ห้องเถอะ" เจสันเป็นฝ่ายตัดบทเสียเองแล้วก็ลากว่าที่ภรรยาหลุนๆตามไป

"ด..เดี๋ยวสิ เดี๋ยวก่อน เจสันฉันจะกลับบ้าน" อเล็กซิสออกแรงยื้อไว้บ้าง แต่ก็ไม่ค่อยได้ผลนักหรอกเพราะตอนนี้เจสันลากชายหนุ่มขึ้นมาชั้นสองของคฤหาสน์ได้แล้ว แถมยังมาหยุดยืนอยู่หน้าบานประตูบานใหญ่ของห้องที่มีป้าย 'J' แขวนอยู่หน้าประตู

"ห้องใครน่ะ?" อเล็กซิสถามทั้งๆที่เดาได้ไม่ยากว่าต้องเป็นห้องของร่างสูงแน่ๆ

"ห้องเราไง ฉันไม่ได้กลับมานานแล้วล่ะ อาจดูโล่งๆหน่อย แต่พอเรามาอยู่ด้วยกันแล้วฉันจะย้ายของจากบ้านเช่ามาไว้นี่ให้หมด" ประตูบานใหญ่ค่อยๆเปิดออกเผยให้เห็นภายในของห้องโล่งกว้างใหญ่ ดูแล้วไม่เหมือนห้องที่รอคอยเจ้าของกลับมานอนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นตั้งอยู่โดดเดี่ยวภายในห้องกว้างสีขาว บรรยากาศดูเย็นชืดไม่อบอุ่นดั่งเช่นอุณหภูมิภายในห้อง

"จะให้ฉันนอนห้องนี้กับนายเหรอ?"

"ใช่ แล้วก็อยู่บ้านฉันไปอีก 7 วันด้วย จนกว่าแม่นายจะกลับ"

"เป็นไปไม่ได้หรอก นี่ล้อกันเล่นใช่ไหม? นายแกล้งฉันมามากพอแล้ว..ปล่อยฉันไปเถอะ นะ..."

"ดูเหมือนนายจะยังไม่ยอมรับความจริงนะ เอาเถอะ... พักผ่อนตามสบายก่อนละกัน พอได้เวลาอาหารเย็นแล้วจะมาตาม" เจสันปล่อยให้ร่างบางที่ตอนนี้สมองไม่ค่อยจะสั่งการอยู่เพียงลำพังในห้อง ขณะนี้เป็นเวลาบ่ายคล้อย...หากอเล็กซิสรู้สึกอ่อนเพลียเหมือนร่างกายต้องการการพักผ่อนอย่างมาก

"ไม่แน่นะ เราอาจฝันอยู่ก็ได้..ถ้าตื่นมาแล้วเราก็จะพบว่านอนอยู่ที่บ้าน จริงสินะ ต้องฝันไปแน่ๆ" อเล็กซิสพึมพำบอกตัวเอง ชายหนุ่มยิ้มให้กับความคิดของตัวเองแล้วเดินตรงไปยังเตียงขนาดคิงไซส์และล้มตัวลงนอน...จนหลับไปในที่สุด....

..........................................

หลังจากตื่นขึ้นมาในเย็นวันนั้น อเล็กซิสก็พบว่าเขาไม่ได้ฝันอย่างที่ตัวเองคิด ร่างบางต้องใช้ชีวิตอยู่ในคฤหาสน์หรูตระกูลฟาร์เรล ชีวิตประจำวันที่นี่คือต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเข้ารับการฝึกอบรมมารยาท จากนั้นก็ต่อด้วยงานบ้านงานเรือน พอพักเที่ยงแล้วก็จะต่อด้วยการสอนเรื่องเศรษฐศาสตร์การจัดการบริหารจากอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัย ตกเย็นก็จะต้องออกกำลังกายด้วยการเรียนศิลปะการต่อสู้ที่อเล็กซิสไม่เคยได้สัมผัสเลยในชีวิตไฮสคูล เอมิลี่จะเข้ามาดูและอยู่เป็นเพื่อนเป็นบางครั้ง ส่วนคุณนายฟาร์เรลนั้นเฝ้าดูอยู่ไม่ห่าง ฝ่ายผู้ชายอย่างคุณฟาร์เรลและเจสันนั้นแทบไม่เคยเห็นกันเลย จะเจอกันอีกทีคือเวลาอาหารค่ำที่ทุกคนในบ้านจะต้องกลับมารับประทานร่วมกัน เมื่อถึงเวลาเข้านอน อเล็กซิสจะต้องนอนห้องเดียวกับเจสันหากก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่ร่างบางกังวล...

เวลาล่วงเลยผ่านจนวันนี้เข้าวันที่ 6 แล้ว กิจกรรมต่างๆที่ทำมาตลอดก็เริ่มคล่องแคล่วและมีพัฒนาการขึ้น จะเหลือก็แค่ศิลปะการต่อสู้เท่านั้นที่ดูเหมือนว่าจะพัฒนาช้ากว่าสิ่งอื่น

"เป็นไง เหนื่อยไหม" เอมิลี่ยื่นแก้วน้ำเย็นส่งให้เมื่อเสร็จการฝึก

"ก็น้อยกว่าวันแรกๆล่ะนะ วันพรุ่งนี้ฉันต้องทำอะไรแบบนี้อีกรึเปล่า?"

"ไม่หรอก พรุ่งนี้เราจะมาดูกันว่านายจะผ่านหลักสูตรของท่านพ่อกับท่านแม่หรือเปล่าน่ะ" หญิงสาวส่งผ้าขนหนูผืนเล็กให้อีกฝ่ายซับเหงื่อที่เกาะพราวทั่วร่าง

"แล้วถ้าผ่านหรือไม่ผ่าน..ผลจะเป็นยังไงล่ะ?"

"นายต้องรอลุ้นเอาละกัน พรุ่งนี้มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นแน่นอน" เอมิลี่อมยิ้ม "อ๊ะ!! ฉันว่า...ฉันพาโคนี่มาด้วยดีกว่า เผื่อจะให้เข้าฝึกอบรมเหมือนนาย ฮึฮึฮึ" ดูเหมือนจะพูดกับตัวเองมากกว่าให้ผู้อื่นฟัง..แล้วหญิงสาวก็เริ่มวางแผนการในสมองที่จะให้คนรักของเธอได้รับการยอมรับเช่นเดียวกับอเล็กซิส

อเล็กซิสเริ่มทำหน้าแหย เขาเริ่มตระหนักมากขึ้นว่า..ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย คนตระกูลฟาร์เรลก็แปลกไปซะทุกคน และเริ่มรู้สึกสงสารโคนี่ขึ้นมานิดๆ ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง......

"เอ๊ะ..เดี๋ยวซิ เมื่อกี้เธอบอกว่าจะให้โคนี่ฝึกเหมือนฉัน...เพื่ออะไร?"

"ก็ไม่ทำไมนี่...ไม่มีอะไรหรอกอย่าคิดมากเลย วันนี้นายไปพักได้แล้วนะ ไปไป" เอมิลี่หลบสายตาที่มองมาอย่างคาดคั้นแล้วเดินเลี่ยงไป...หากอเล็กซิสยื้อข้อมือบางไว้

"ฉันก็สงสัยตั้งแต่แรกแล้วนะ ทำไมฉันต้องฝึกอบรมอะไรพวกนี้ด้วย? แล้วเพราะอะไรฉันกับโคนี่ถึงต้องทำ?......"

เอมิลี่นิ่งเงียบไม่ปริปากใดๆ แล้วก็มีเสียงระฆังมาช่วยไว้ได้พอดี

"เธอต้องไปพักผ่อนเดี๋ยวนี้ เรื่องที่สงสัย...พรุ่งนี้ก็จะรู้เองนั่นแหละ"

"คุณนายฟาร์เรล..." อเล็กซิสครางชื่อหญิงสาว(น้อย)อีกคนที่คอยควบคุมดูแลเขาอยู่ แล้วรีบปล่อยมือจากข้อมือที่กำอยู่ทันที

"เอมิลี่ก็ไปพักผ่อนได้แล้ว แม่ต้องไปสั่งงานอีกเล็กๆน้อยๆคงไปเล่านิทานให้ฟังไม่ได้นะคืนนี้" พอคุณแม่พูดจบก็หายตัวไปทันที เอ๊ย!! ไม่ใช่..เดินจากไปทันที คือเดินเร็วไปหน่อยก็เลยนึกว่าหายตัวได้น่ะ -_-''

"เธอ...ยังฟังนิทานก่อนนอนจากแม่อยู่อีกเหรอ?.." อเล็กซิสถามไม่ค่อยเต็มเสียงนัก เนื่องจากเกรงว่าเจ้าแม่ประคุณจะฟาดงวงฟาดงาด่าเขากระจายนั่นเอง

"ทำไม? แค่ฟังนิทานก่อนนอนไม่เห็นจะแปลกตรงไหน นายน่ะ ไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ตื่นมาจะได้สดใสปิ๊งปั๊ง ถ้าโทรมขึ้นมาจะหาว่าฉันไม่เตือน" แล้วเจ้าหล่อนก็สะบัดก้นอันงอนงามจิ้มลิ้มน่ารักจากไป

"โตจนป่านนี้แล้วยังฟังนิทานอยู่อีก ไม่เข้ากับนิสัยเล้ยยยย" อเล็กซิสส่ายหัวน้อยๆ ในใจแอบนึกไปถึงเจ้าเพื่อนถึกตัวดีของเขา ถ้าโคนี่แต่งกับเอมิลี่แล้วต้องมาเล่านิทานก่อนนอนให้ภรรยาตัวน้อยฟังไหมนะ คิดแล้วก็เผลอหัวเราะคิก..เมื่อภาพเพื่อนตัวโตกำลังนั่งเล่านิทานอยู่บนเตียง ตลกดีพิลึกล่ะ หากความคิดแสนสนุกกลับต้องสะดุดกึกเพราะมีอ้อมแขนของใครคนหนึ่งโอบเอวเขาเข้าไปปะทะกับอกแกร่ง

"หัวเราะอะไรอยู่คนเดียวหืม??.." พลันจมูกโด่งซุกไซร้สูดกลิ่นเหงื่อแถวซอกคอเล่นเอาร่างบางใจสั่นหวิว

"อ..อย่า เจสัน... ไม่เหม็นเงื่อหรือไงกัน.."

"ไม่นิ หอมดี อืมมม" แล้วจมูกที่ซุกซนอยู่แถวซอกคอก็หันมากดลงที่แก้มนุ่มของอีกฝ่าย "วันนี้ฉันจะอาบน้ำให้นะ"

"ม..ไม่ต้อง ฉันอาบเองได้" อเล็กซิสรีบปฏิเสธเป็นพัลวันแต่ก็ไม่ทันเสียหรอก เจสันจัดการลากถูลู่ถูกังอีกฝ่ายเข้าห้องจนได้นั่นแหละ

แล้วก็เป็นไปตามความคาดหมาย...เสียงครางอ่อนหวานดังลอดออกมาจากห้องน้ำเป็นระยะๆเคล้าคลอกับเสียงสายน้ำไหล(มันเปลืองน้ำนะแก) ครึ่งชั่วโมงต่อมาเจสันก็เปิดประตูห้องน้ำออกมาพร้อมกับอุ้มร่างอ่อนระทวยที่ดวงตาสีโอ๊คยังคงฉ่ำเยิ้มด้วยแรงรักไปวางเบาๆบนเตียง

"เช็ดผมก่อนนะแล้วค่อยนอน อ่ะ ชุดนอน" อเล็กซิสรับชุดมาเปลี่ยนอย่างว่าง่าย พอใส่ชุดเสร็จเจสันก็เข้ามาเช็ดผมให้อย่างเบามือ เมื่อแห้งแล้วเจสันก็สูดกลิ่นหอมของแชมพูเข้าปอดฟอดใหญ่ "อืม..หอมจัง"

ร่างสูงมองใบหน้าคนรักที่ขณะนี้ดวงตาคู่งามปรือปรอย คงอยากจะหลับเต็มที ก็วันนี้เหนื่อยทั้งวันเลยนี่นะ เขาใช้มืออันอบอุ่นโอบประคองให้อีกฝ่ายเอนกายลงนอน...เพียงไม่นานลมหายใจของร่างบางก็เข้าออกลึกล้ำหลับสนิท เจสันจ้องมองด้วยความหลงใหล..ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยปอยผมที่ลงมาปรกหน้าเนียนออกแล้วลูบไล้ผมนุ่มเล่นก่อนจะเอนกายลงนอนเคียงข้างและโอบกระชับอีกร่างเข้าอ้อมกอดอุ่น ...นิทราอย่างสุขใจ...

อีกห้องของคฤหาสน์ฟาร์เรล เอมิลี่ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูระหว่างรอสัญญาณให้ฝ่ายปลายทางรับสาย

'หวัดดี โคนี่พูด' เสียงงัวเงียดังขึ้นหลังจากโทรศัพท์ดังอยู่นานจนเอมิลี่เกือบจะวางสายอยู่แล้ว

"ช้า!! รับให้มันเร็วกว่านี้ไม่ได้หรือไง??" เสียงหญิงสาวหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด

"อ้าว เอมิลี่หรือจ๊ะ มีอะไรว่ามาได้เลยจ้ะ" เสียงงัวเงียกลับกลายเป็นเสียงที่สดใสขึ้นเมื่อรู้ว่า(อนาคต)ภรรเมียโทรมาโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายหงุดหงิดแค่ไหน

"ไม่มีอะไรมากหรอก พรุ่งนี้มาที่บ้านฉันแต่เช้านะ"

"เกิดอะไรขึ้นเหรอ?"

"แต่งตัวดีๆล่ะ มีงานสำคัญ"

..........................................

Chapter 7

อเล็กซิสรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝัน เช้าตรู่เขาก็ถูกปลุกโดยเจ้าของห้องจากนั้นก็ถูกจับแต่งตัวด้วยสูทสีขาวล้วน ส่วนเจ้าของห้องนั้นแต่งตัวเสร็จก่อนเขาตื่นเสียอีก เมื่อออกจากห้องและเดินตามเจสันลงมาด้านล่างก็พบว่าทุกคนในคฤหาสน์รวมตัวกันอยู่ที่โถงกลาง ภายในโถงถูกตกแต่งด้วยดอกกุหลาบสีขาวสลับแดงอยู่ทั่ว เหล่าคนรับใช้ยืนเข้าแถวต้อนรับอยู่ตรงตีนบันได

"มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ??" อเล็กซิสกระตุกแขนเสื้อเจสันเบาๆก่อนมองรอบตัวเลิ่กลั่ก

"เราจะรับนายเข้าตระกูลฟาร์เรลน่ะสิ"

"ม..หมายความว่าไง??"

"ก็หมายความว่าลูกจะแต่งงานแล้วน่ะสิจ๊ะ อเล็กซ์ตัวน้อยของแม่" สิ้นเสียงแจ่มใส พอเจ้าคนขี้สงสัยหันไปมองก็โดนกระแทกด้วยการกระโดดกอดของคุณแม่อย่างฉับพลัน

"แอ้ก!! ม..แม่.... แม่ล้อเล่นใช่ไหม?? ผมจะแต่งงานเหรอ?? แต่งกับใครล่ะ??"

"เจ้าโง่ ก็แต่งกับพี่ฉันไง ...หรือนายไปเป็นเมียใครอีกล่ะ ฮึ?" คำตอบจากเพื่อนสาวเล่นเอาหน้าชาไปเลย

"เอมิลี่ ลูกเป็นผู้หญิงนะ พูดอะไรแบบนั้น น่าเกลียดจริงๆ" แล้วก็เลยโดนคุณแม่เอ็ดเข้าให้...แต่หน้าตาไม่ได้ดุเร้ยยย คุณท่านดันยิ้มล้อเลียนว่าที่ลูกสะใภ้เสียนี่..-_-ll

"เอาน่าๆ เลิกล้อเล่นกันเสียที มาเข้าพิธีได้แล้ว" คุณฟาร์เรลผู้เป็นใหญ่ในคฤหาสน์แห่งนี้เอ่ยตัดบทเพราะใกล้เวลาพิธีแล้ว ...หากยังไม่ทันได้ทำอะไรเสียงกดออดก็ดังขึ้น เอมิลี่หันมองไปทางประตูรั้วหน้าบ้าน

"เจ้าโคนี่... ฉันบอกให้มาแต่เช้า แล้วดูซินี่มันกี่โมงกันแล้ว หนอยยยยย..." หญิงสาวกระแทกเท้าไปทางหน้าบ้านเพื่อออกไปรับชายคนรักด้วยตนเอง พ้นร่างบางได้ครู่เดียวทุกคนภายในโถงก็ได้ยินเสียงร้องอันโหยหวนอย่างเจ็บปวด จากนั้นโคนี่ก็เดินตามหลังเอมิลี่ที่มีใบหน้าสดใสขึ้นเข้ามา..โดยมือข้างหนึ่งกุมอยู่ที่ใบหูแดงก่ำ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าโดนทำอะไร

อเล็กซิสมองเพื่อนรักด้วยความสงสาร ตัวแสบที่ไม่เคยยอมใครกลับหงอได้ขนาดนี้ เอมิลี่..เธอเยี่ยมจริงๆ!!

"เอาล่ะ ครบองค์ประชุมแล้วค่ะ เริ่มพิธีได้แล้วค่ะท่านพ่อ"

"เอมิลี่ มีอะไรกันเหรอ??" คนไม่รู้เรื่องกระซิบถามเบาๆ

"พิธีรับอเล็กซิสเข้าตระกูลฟาร์เรลน่ะ" เอมิลี่ตอบกลับเสียงเบาเช่นกัน หาก...

"ห๊า!!!! หมายความว่า..." เจ้าโคนี่ของเราดันแหกปากออกมาเสียได้

"เงียบๆหน่อยสิ เรากำลังจะเริ่มกันอยู่แล้วนะ ใช่ ง่ายๆเลยนะ..ก็แต่งงานน่ะแหละ"

"เอาละๆ มาเริ่มกันเลยดีกว่านะ" คุณฟาร์เรลเอ่ยขัดอย่างยิ้มแย้ม

"ด..เดี๋ยวก่อนสิครับ ผม..ผมยัง... ผมว่ามันเร็วไปที่จะตัดสินว่าผม..พวกคุณรู้ได้ยังไงว่าผมเหมาะกับที่นี่ รู้ได้ยังไงว่าผมยินดีที่จะ... ผม......" แต่ฝ่ายที่กำลังจะเข้าพิธีเป็นหนึ่งในสมาชิกของตระกูลใหญ่กลับไม่มีความมั่นใจแม้แต่นิดเดียวว่าตัวเองควรแต่งงานหรืออยากแต่งงานหรือใจของตัวเองคิดยังไงกับร่างสง่างามข้างๆเขา

"ใจเย็นน่าอเล็กซ์ ฟังฉันนะ.. 1 อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นบททดสอบว่านายเหมาะและควรกับที่นี่ไหม ซึ่งนายผ่านได้ด้วยดี ส่วนเรื่องใจของนาย...ลองพิจารณาดีๆสิ ทำไมนายถึงอยู่ที่นี่ได้ตั้ง 7 วันโดยไม่คิดหนี.. ทำไมนายถึงยอมนอนห้องเดียวกับฉันทั้งๆที่รู้ว่าฉันอาจรังแกนายได้อีก" เจสันหยุดไปเล็กน้อยพร้อมกับก้มลงกระซิบที่ข้างหูของคนที่กำลังสับสน "แล้วทำไมที่ทะเลสาบ...นายถึงยอมฉัน.."

อเล็กซิสก้มหน้าลงอย่างยอมรับในที่สุด ใช่ เขาเริ่มเอนเอียงมาทางเจสันโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ตัว "แต่เราคบกันแค่เวลาสั้นๆ นายรู้จักฉันดีแล้วหรือไง??" เขาหันไปถามอย่างข้องใจ

เจสันยิ้ม... ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ชนิดที่อเล็กซิสไม่อยากเห็นเชียวหล่ะ "ฉันตามดูนายมาตลอดน่ะแหละ นานพอที่ฉันจะแน่ใจว่านายคือคนที่ฉันอยากได้ แล้วฉันก็มั่นใจว่านายจะรักฉัน"

ทีนี้คนถูก อ่า..คิดว่านะ..สารภาพรักกลางสาธารณะชนเริ่มเขินจนหน้าแดงแล้ว "แล้วทำไมถึงมั่นใจล่ะ?"

"ก็เพราะฉันหล่อไง"

"อ้วกกก" เสียงอันนี้ไม่ได้มาจากที่ไหนไกล ก็พ่อตัวแสบอย่างโคนี่น่ะสิ

"อุก!!" และเสียงนี้ก็มาจากคนเดิมเช่นกัน แต่...ดังขึ้นเพราะโดนชกเข้าที่ท้องจนลงไปกองกับพื้นน่ะ หมัดใครเหรอ?? ก็ว่าที่ภรรเมียไง ^^

แล้วทุกคนก็นั่งประจำตำแหน่งยังโซฟาตัวใหญ่ภายในโถง มีคุณและคุณนายฟาร์เรลนั่งอยู่ตรงกลาง โดยมีเอมิลี่ลากท่านโคนี่มานั่งลงยังโซฟาด้านซ้ายมือของเจ้าบ้าน ด้านขวาก็เป็นคุณแม่ของอเล็กซิส เหล่าคนใช้เคลื่อนขบวนมายืนมองพิธีอยู่ห่างๆ ส่วนเจสันก็จูงมืออเล็กซิสมาคุกเข่าลงตรงหน้าเจ้าบ้านทั้งสอง

คุณนายฟาร์เรลหยิบกล่องกำมะหยี่เล็กๆสีแดงออกมาจากกระเป๋าถือและส่งไปทางคุณฟาร์เรล คุณฟาร์เรลหยิบมาแล้วเปิดออก ภายในคือแหวนทองที่มีหัวแหวนเป็นตราประจำตระกูลฟาร์เรลยื่นส่งไปให้เจสันอีกที เจสันค่อยๆหยิบแหวนออกจากกล่องและบรรจงสวมไปที่นิ้วนางซ้าย ชายหนุ่มจูบไปที่แหวนเบาๆคล้างดั่งตีตราแสดงความเป็นเจ้าของ

"เอาล่ะ ฟังให้ดีนะอเล็กซิส ต่อไปนี้เธอเป็นสมาชิกของตระกูลฟาร์เรลแล้ว หน้าที่ของเธอคือดูแลเจสัน และช่วยเจสันดูแลธุรกิจของตระกูลด้วย เธอต้องเข้ามาอยู่ในบ้านของเรานับแต่วันนี้เป็นต้นไป" คุณฟาร์เรลอธิบายยืดยาวถึงสถานะของร่างบาง

"แล้วแม่ของผมล่ะ จะอยู่กับใคร"

"อ๊ะ เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงหรอก พอดีว่า...แม่กำลังจะแต่งงานหล่ะ แบบว่าคงต้องไปอยู่กับเขาเหมือนกัน ก็ว่าจะบอกลูกอยู่พอดีน่ะ" คุณแม่ของอเล็กซิสยิ้มระรื่นอย่างมีความสุข

"อะไรนะ แล้วแม่ไปคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมผมไม่รู้เรื่องล่ะ"

"ก็เจอกันที่ฮาวายน่ะแหละ เขาเป็นนักธุรกิจจ้ะ ชื่อเบ็นจามิน ลาคอร์ฟ คุยกันไปคุยกันมาก็เลยรู้ว่าเป็นเพื่อนกับคุณฟาร์เรลด้วย โลกกลมจังนะคะ" ทีนี้ก็หันไปยิ้มให้เพื่อนว่าที่สามี

"นั่นสิครับ ตอนที่รู้เรื่องจากเบ็นก็ตกใจอยู่เหมือนกัน ยินดีด้วยนะครับ"

"เดี๋ยวสิแม่ งั้นแม่ก็เจอเขาแค่อาทิตย์เดียวเองน่ะสิ แล้วรักกันแล้วเหรอ???" อเล็กซิสยังคงโวยวายไม่เลิก

"แหม... ความรักน่ะมันไม่ขึ้นอยู่กับเวลาหรอกย่ะ จริงไหมจ๊ะเจสัน.."

หากยังไม่ทันที่แม่ลูกจะต่อปากต่อคำกันต่อ เสียงทุ้มนุ่มที่ดังขัดขึ้นหน้าประตูโถงบานใหญ่ก็ทำให้สายตาหลายคู่หันไปจับจ้อง

"ใช่ครับ" ร่างสูงสง่าของชายวัยกลางคนที่ยังไม่ทิ้งความหล่อเหลาไปเดินเข้ามาและโอบไหล่คุณแม่ยังสาวอย่างถือสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ "ความรักไม่เกี่ยวกับเวลาหรอกนะอเล็กซ์ รักก็คือรัก เธอเองก็น่าจะเข้าใจเรานะ"

"เบ็น !! คุณมาได้ยังไงกันคะ ไหนว่าต้องทำธุระก่อนไง"คุณแม่ยังสาวอุทานเรียกชื่อคนรักด้วยแปลกใจระคนยินดี

"อเล็กซ์ นี่แหละคนที่แม่จะแต่งงานด้วย" ผู้เป็นแม่ยิ้มหน้าบานกล่าวกับลูกชายเพียงคนเดียวอย่างภาคภูมิ

อเล็กซิสนิ่งไปใบหน้าหวานงอง้ำเล็กน้อย แม่ที่เป็นของเขาคนเดียวตลอดมากลับต้องไปอยู่กับคนอื่นแบบกระทันหันอย่างนี้ก็ต้องมีน้อยใจงอนกันบ้างแหละน่ะ

"ถ้าคุณดูแลแม่ผมไม่ดีล่ะก็...ผมจะทวงคืน แล้วก็จะอาละวาดให้คุณปวดหัวเชียวหล่ะ" แถมด้วยการอาฆาตอีกเล็กน้อยพอหอมปากหอมคอ

เบ็นจามินยิ้มรับด้วยความเอ็นดูและเอ่ยอย่างให้คำมั่นว่าเขาจะดูแลแม่ของอเล็กซิสไปตลอดชีวิต

"เอาล่ะ ได้เวลาส่งเข้าหอแล้วค่ะ" เสียงเอมิลี่ดึงความสนใจของทุกคนให้เข้ามาอยู่ที่พิธีการอีกครั้ง

.........................................

แสงจันทร์สาดส่องสะท้อนร่างเปลือยเปล่าสองร่างบนเตียงกว้างที่นอนกอดก่ายกันราวเป็นคนๆเดียว แผ่นหลังบางแนบสนิทอกกว้างแทบไร้ช่องว่าง

"นี่ เจสัน...นายแน่ใจแล้วเหรอที่แต่งงานกับฉันน่ะ?? แน่ใจเหรอว่ารักฉันขนาดนั้น??"

"ขนาดไหนล่ะ?"

"ขนาดที่จะอยู่ด้วยกันชั่วชีวิต.. ขนาดที่จะยอมนิสัยเสียๆของฉันทุกอย่าง.. ขนาดที่ยอมรับกับคนอื่นได้ว่า 'นี่ภรรยาผมครับ'.. ขนาด .." อเล็กซิสยังไม่ทันได้จบประโยค มือหนาก็เอื้อมมาปิดปากไว้เสียก่อน ก่อนที่จะกล่าวในสิ่งที่ร่างในอ้อมกอดนี้จะตราตรึงไปชั่วชีวิต

"ฉันแน่ใจในสิ่งที่ฉันทำเสมออเล็กซ์ และสิ่งที่ฉันแน่ใจที่สุดในชีวิตก็คือ...การที่ฉุดนายมาจากงานพรอม งานที่เปรียบเสมือนการจบชีวิตไฮสคูล.. แต่ฉันไม่จบความสัมพันธ์ของเราไว้แค่ที่นั่น ฉันสานต่อมันตั้งแต่วันนั้น และเมื่อฉันได้นายมา..ฉันก็จะสานต่อมันไปเรื่อยๆไม่มีวันสิ้นสุด" เจสันพลิกร่างอีกฝ่ายให้หันมาสบตาคม

"ฉันรักนายขนาดนั้นนั่นหละ เข้าใจหรือยัง...ขนาดที่เวลาก็ทำอะไร'มัน'ไม่ได้" ร่างสูงจุมพิตหนักๆที่ฝ่ามือเรียวแล้วเลื่อนไปทาบไว้ที่หน้าอกด้านซ้ายของตน "สัมผัสและพิสูจน์'มัน'ด้วยตัวของนายเอง"

"ได้ ฉันจะพิสูจน์'มัน' ...พิสูจน์ไปจนชั่วชีวิตเลย" อเล็กซิสยิ้มกว้างก่อนจูบสาบานคำสัตย์ต่อหัวใจที่เต้นอยู่ในอก สาบานจะคอยพิสูจน์และ สัมผัส..ถึงความรัก ความห่วงใย ความเอื้ออาทร และความซื่อสัตย์ที่จะมีให้กันตราบจนลมหายใจสุดท้าย

"ฮึๆๆๆ งานพรอมนี่ดีจังนะ" เสียงหวานกระซิบแผ่วก่อนซุกซบหาไออุ่นจากคนรัก ..อ้อมกอดนั้นแสนจะอบอุ่น อุ่นยิ่งกว่าผ้าห่มไหนๆในโลก... และนิทราท่ามกลางแสงจันทร์ที่ยังส่องสกาว

*************EnD*************



edit @ 2006/10/07 20:39:40
edit @ 2006/10/10 19:00:20