[Novel]Eternal Night beside My Vampire (end)
posted on 25 Dec 2006 23:46 by deej in NovelsEternal Night Beside My Vampire [Christmas Project]
ในคืนเดือนมืด...ทางเดินไร้ไฟยิ่งมืดสนิท ไฟโคมดวงน้อยส่องสว่างอยู่ในวงจำกัด ...มือหนึ่งกระชับหูตะเกียงมือหนึ่งกระชับเสื้อคลุมแน่นเข้า สองเท้ารีบเร่งจากเดินกลายเป็นวิ่ง โบสถ์อยู่อีกไม่ไกลเท่าใดนัก
แต่ทว่า...จู่ๆร่างกายถูกกระชากเข้าข้างทางที่ประกอบด้วยไม้พุ่มรกทึบ ปากของอองเดรถูกปิดสนิทจนไม่อาจร้องตะโกนขอความช่วยเหลือได้ดั่งใจ
ร่างของอองเดรถูกจับคว่ำหน้าลงกับพื้นเย็นเยียบ..กลิ่นดินกลิ่นหิมะกระจายเข้าจมูก เข่าของร่างด้านบนกดแน่นลงบนเอวคอดบางก่อนผ้าผืนบางอวลกลิ่นน้ำหอมจะปิดปากและผูกเงื่อนตายที่ท้ายทอย ...มือของอองเดรที่ไขว่คว้าหาอิสรภาพถูกจับมัดไขว้ไว้เบื้องหลัง...ผ้าที่คิดว่าคงเป็นเสื้อคลุมครอบพันศีรษะพาให้ดวงตาเด็กหนุ่มบอดสนิทโดยสิ้นเชิง
ร่างลึกลับอุ้มอองเดรขึ้นพาดหลังอาชาก่อนควบทะยานด้วยความรวดเร็ว ลมหนาวบาดลึกลงผิวกายภายใต้เสื้อผ้าหนา...แรงกระเทือนทำให้เด็กหนุ่มจุกท้องจนอยากอาเจียน ยิ่งเวลาผ่านไปเด็กหนุ่มก็ยิ่งอยากให้ตัวเองสลบไสลไปเสีย อาการเจ็บจนจุกเริ่มทำให้เขาเวียนศีรษะหนักยิ่งขึ้น...เวลาเพียงไม่กี่สิบนาทีดูเนิ่นนานเกินกว่าเขาจะคาดคิด
...และทันทีที่เท้าม้าหยุดสนิท เมื่อร่างของอองเดรถูกประคองลงจากหลังม้า..และเมื่อเท้าของเขาแตะถึงพื้น เหมือนโลกจะมีแรงดึงดูดมากกว่าเคย..เหมือนขาของอองเดรเป็นอัมพาต เด็กหนุ่มทรุดนั่งแทบเท้าผู้ที่ประคองเขาทันที
อองเดรได้ยินเสียงหัวเราะขำใสกังวานไม่ดังนัก ก่อนร่างของเขาจะถูกอุ้มขึ้นมาและพาเดินไปยังทิศทางที่มีแสง เด็กหนุ่มรับรู้ได้ว่าบัดนี้ได้เข้ามาอยู่ในบ้านของใครคนหนึ่งแล้ว ...ไออุ่นจากเตาผิง.. และเสียงผู้คนมากมายดังอยู่รายรอบ..
เสียงพูดคุยดังห่างออกไปเรื่อยๆ กระทั่งเงียบสนิทตามเสียงปิดของประตูบานหนา ..ห้องนี้เย็นชืดผิดกับห้องที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง ร่างของอองเดรห่อตัวอัตโนมัติเมื่อหลังกระทบเตียงนุ่ม อาจด้วยความหนาวเย็นผสมกับความหวาดกลัวก็เป็นได้ ...มาบัดนี้เด็กหนุ่มก็ยังไม่รู้จุดประสงค์ของผู้ที่ลักพาตัวเขามาแต่อย่างใด...
แม้ผ้าที่ใช้คลุมศีรษะจะหลุดออกไปแล้ว ..ทว่าความมืดภายในห้องที่ไร้แสงไฟทำให้เด็กหนุ่มมองอะไรได้ไม่ชัดอยู่ดีแม้จะมีแสงระยับจากดวงดาวนอกหน้าต่างก็ตามที มือเย็นชืดแกะผ้าที่มัดมือให้อย่างง่ายดาย..อองเดรถอยหลังกรูดไปชิดหัวเตียงพลางดึงผ้ามัดปากโยนทิ้งไปทางหนึ่ง ดวงตาสีเขียวสดเพ่งมองไปยังร่างที่ซ่อนอยู่ในเงามืดด้วยความหวาดระแวง--ดวงตาคู่นั้นเป็นประกายสีทองราวสัตว์ป่า..อันไม่อาจกล่าวได้ว่านั่นเป็นดวงตาของมนุษย์เป็นแน่--ทำให้เด็กหนุ่มยิ่งหวาดผวา
มีเสียงดีดนิ้วดังขึ้นหนึ่งครั้ง จากนั้นไฟในเตาผิงก็ลุกพรึ่บขึ้นมาทั้งๆที่เงาร่างนั้นยังคงยืนอยู่ที่เดิม แสงจากกองไฟส่องกระทบเรือนร่างสูงโปร่งกระจ่างในสายตา ...อองเดรนิ่งงันดั่งถูกมนต์สะกด ความงดงามที่หาได้ยากยิ่งปรากฏอยู่เบื้องหน้า สิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นชายผู้นี้ล้วนดุจได้รับพรจากพระเจ้า ..ผิวสีขาวซีดที่โผล่พ้นเสื้อผ้านั้นนวลเนียนดุจหินอ่อนเนื้อดี ใบหน้าเรียวได้รูปรับกับคิ้วสีเข้มเรียวพาดอยู่เหนือนัยน์ตาสีแดงก่ำดุจทับทิมน้ำงาม จมูกโด่งสวย และ..ริมฝีปากบางสีแดงสดดุจอาบไล้ไปด้วยเลือด เส้นผมสีรัตติกาลเงาวับกำลังพลิ้วไหวราวเริงรื่นไปกับสายลมเอื่อย
ทว่า..รอยยิ้มของชายตรงหน้าทำให้อองเดรตระหนักได้ว่า บุคคลเบื้องหน้าหาใช่เทพบุตรดั่งรูปลักษณ์ไม่ ...เขี้ยวสีขาวทั้งสองซี่ที่ยาวผิดปกติกำลังอวดความสง่างามของมันส่งให้รอยยิ้มนั้นชวนสยองขวัญได้ยิ่งกว่าเรื่องเล่าที่เด็กหนุ่มเคยได้ยินมา
ปิศาจดูดเลือดที่คอยพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ ชีวิตแล้วชีวิตเล่าที่ต้องสังเวยโดยไร้ความผิด ความงดงามที่เห็น..หาใช่สิ่งที่พระเจ้าประทาน หาก..เป็นกับดักล่อลวงแห่งจอมมาร .....คมเขี้ยวคู่นั้นจะพรากชีวิต..จิตวิญญาณ..และความบริสุทธิ์จากหญิงสาวผู้ตกเป็นเหยื่อหรือชายหนุ่มผู้หลงมัวเมาไปกับตัณหาราคะ
ทว่า..สิ่งที่อองเดรไม่อาจรับรู้ บุคคลผู้นี้คือ จอมปิศาจแห่งยุคที่ถูกกล่าวขานมากที่สุด..แวมไพร์ผู้ทรงอำนาจ..จ้าวแห่งกิเลสตัณหา..ปฏิปักษ์แห่งศาสนจักร และ..จอมมายาผู้สร้างปาฏิหารย์ --เคานท์ฌองเตส จ้าวแห่งแวมไพร์และแวมไพร์สายเลือดแท้ที่หาได้ยากยิ่ง--
เคานท์รูปงามเข้าประชิดด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ..ก่อนไล้เล็บยาวสวยตามโครงหน้าซีดเผือดของอองเดร พาให้เด็กหนุ่มผู้รับใช้พระเจ้าหวาดกลัวจนตัวสั่น--มือเล็กบางล้วงลึกเข้าไปในอกเสื้อจับกุมกางเขนเงินอันน้อยไว้มั่นแล้วกระชากมันออกจากสร้อยและกระแทกตัวแทนความศักดิ์สิทธิ์นั้นใส่อกร่างเบื้องหน้า ทว่า...อีกฝ่ายกลับหลบหลีกออกมาด้วยความเร็วผิดมนุษย์จนมันวืดโดนเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น
"พระผู้เป็นเจ้า โปรดประทานพลังแก่ลูก โปรดช่วยลูกขับไล่ปิศาจร้าย .."
"หึหึหึหึ ไม้กางเขน... เจ้าคิดว่ามันทำให้ข้ากลัวเช่นนั้นหรือ?? จะบอกอะไรให้เข้าใจไว้อย่างนะ" เพียงพริบตา ฝ่ามือเย็นจัดของเคานท์รูปงามคว้าหมับเข้าทั้งกางเขนเงินและมือผู้เป็นเจ้าของ...อองเดรได้ยินเสียงไหม้เบาๆ..และพบว่ามีควันจางๆ ลอยออกมาจากต้นเสียง "มันก็แค่ของเล่นที่ทำให้แสบๆ คันๆ สำหรับข้าเท่านั้น" เคานท์ฌองเตสโยนกางเขนน้อยเข้ากองไฟด้วยความแม่นยำ
อองเดรตาเหลือกลาน เขาเป็นเพียงนักบวชฝึกหัดที่เพิ่งเข้ามารับหน้าที่ได้ไม่นาน บทสวดทั้งหลายยังจำได้ไม่หมด..ประสาอะไรกับบทสวดขับไล่ภูตผีปิศาจ... ซ้ำร้าย ที่พึ่งเดียวที่มีก็ไม่อาจปกป้องอะไรเขาได้ด้วยบัดนี้ถูกโยนทิ้งไปอย่างไร้ค่าและมอดไหม้อยู่ในกองเพลิง
"รู้ไหมนักบวช กางเขนพวกนั้น.. แม้จะทำร้ายข้าไม่ได้แต่ว่า..สร้างแผลเป็นให้ข้าเชียวนะ" ฌองเตสแบมือข้างนั้นให้เด็กหนุ่มดู และปรากฏว่ามีรอยผื่นแดงไหม้เป็นรูปกางเขนบนมือเรียวงามจริง "แล้วค่าที่ทำให้ร่างของข้ามีริ้วรอยมันก็มากเกินกว่าเจ้าจะคาดคิด"
แล้วทันใดข้อมือทั้งสองของอองเดรถูกตรึงเข้ากับผนังด้วยแรงจากมือเพียงข้างเดียวของเคานท์รูปงาม นัยน์ตาสีแดงคู่สวยพินิจผิวกายผุดผาดไร้มลทินด้วยความชื่นชม ..ความงาม..ความบริสุทธิ์..คือสิ่งที่เขาปรารถนามาเนิ่นนาน --หญิงสาวบริสุทธิ์มากมายจึงกลายเป็นอาหารอันโอชะ ทว่า...เคานท์ฌองเตสไม่เคยอิ่มเอม เลือดของพวกหล่อน..พรหมจรรย์ของพวกหล่อน ไม่เคยทำให้เพียงพอ ยิ่งเสพสมยิ่งถวิลหา..หาใหม่ด้วยความเบื่อหน่ายอยู่ร่ำไป
ครานี้เหยื่อผู้แสนพิสุทธิ์กลับเป็นนักบวช..แถมยังเป็นเด็กหนุ่ม เพียงแวบแรกที่เห็นแค่ผ่าน..ความงดงามที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้านักบวชก็เชิญชวนให้ค้นหา เมื่อเฉียดใกล้..กลิ่นเลือดหอมหวนภายใต้ผิวกายก็เรียกร้องให้ฝังคมเขี้ยว พรหมจรรย์ที่อวลกลิ่นหอมประหลาดฉุดกระชากกามตัณหาของเขาให้ลุกโชน ...เคานท์ฌองเตสไม่เคยคาดคิดว่าตนจะกระชากนักบวชผู้บริสุทธิ์..ร่างศักดิ์สิทธิ์ตัวแทนพระเจ้า..ให้มาอยู่ในอ้อมแขนของตน ไม่เคยคิดจะยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเกลียดชังอีกทั้งยังหลบเลี่ยงการปะทะกับนักล่าแวมไพร์มาได้โดยตลอด
หาก..เมื่อรู้ตัวอีกที มือของเขาก็คว้าร่างนั้นเอาไว้แล้ว
มือเรียวสวยลากไล้ตามโครงหน้างดงามก่อนเลื่อนลงมาตามลำคอ ..แอ่งชีพจรเต้นระรัวจนรู้สึกได้ เสียงหัวใจของมนุษย์เต้นกระหน่ำ..โสตประสาทที่ว่องไวรู้สึกได้ดี ... เสื้อคลุมตัวยาวปิดบังความงามที่เขาหวังจะได้ยล..มันจึงถูกฉีกกระชากออกไปจนเผยร่างกายขาวนวล ..สีสันของความเยาว์วัยภายใต้ผิวกายขาวอมชมพูยั่วยวน เคานท์ฌองเตสอดฝากรอยเล็บด้วยความพอใจไว้ไม่ได้ เรียวเล็บงามกรีดลากตามแนวแผ่นอกที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจอันหนักหน่วงจนหยาดเลือดซึมไหลออกมา
"อึ๊!! เจ็บ ได้โปรด"
แต่สิ่งที่เคานท์ฌองเตสกระทำต่อร่างที่สั่นกลัวอย่างน่าสงสารคือ..การเล็มเลียรอยเลือดที่ตนเป็นคนทำให้เกิดขึ้น เพียงปลายลิ้นสัมผัสหยาดน้ำสีแดงเข้มเล็กน้อยนั่น ..ความหวานล้ำหอมกรุ่นอวลไปทั่วปาก
อย่างที่คิดไม่มีผิด เลือดของนักบวชผู้นี้เป็นอาหารชั้นเลิศที่หาไม่ได้ง่ายๆ
"ผมเป็นเพียงนักบวชฝึกหัด..ผมไม่เคยคิดทำร้ายพวกคุณเลย.. และต่อไปผมก็จะไม่ทำด้วย ฉะนั้นได้โปรดปล่อยผมไป" อองเดรอ้อนวอนอีกฝ่ายด้วยความกลัวจับจิต
...การตายอย่างสามัญไม่น่ากลัวเลย..เมื่อจะได้ไปอยู่ใกล้ชิดพระเจ้า หาก..น่ากลัวเป็นที่สุดเมื่อเขาต้องตายแบบร่างกายและจิตใจไม่อาจคงความเป็นตัวเองเอาไว้ได้ การตายจากคมเขี้ยวของแวมไพร์จะทำให้เขาไม่อาจไปสู่ดินแดนของพระเจ้า...ร่างของเขาจะไม่ได้รับการชำระบาป--เมื่อศพของเขาถูกพบมันจะถูกเผาในทันทีโดยไม่มีพิธีใดทั้งสิ้น..ก่อนที่จะกลายเป็นศพเดินได้--นั่นเป็นสิ่งที่อองเดรกลัวเป็นที่สุด เด็กหนุ่มเป็นเด็กกำพร้าที่ศาสนจักรรับอุปการะ เขาเติบโตท่ามกลางคำสอนของพระเจ้า ..เขาไม่เคยได้รู้จักและสัมผัสกับกิเลสหรือความชั่วใดๆ ที่ปุถุชนพึงมีพึงเป็น
--'ผ้าขาว' ผู้ไม่เคยแปดเปื้อน--
เคานท์ฌองเตสเองก็รับรู้สิ่งนั้นได้ ...หยดเลือดบ่งบอกทุกสิ่ง ชีวิตของอองเดรเขารู้จัก..วิญญาณของอองเดรเขาสัมผัสได้ อองเดรผู้บริสุทธิ์สะอาด... เคานท์รูปงามคำนึงในใจ เขาจะเสกสรรปั้นแต่งให้ผ้าขาวผืนนี้ขาดเขาไม่ได้...เพชรน้ำงามเม็ดนี้จะส่องประกายเคียงข้างเขาตลอดกาล
"เจ้าจะกลัวอะไรกับชีวิตอมตะอองเดร... "
"ชีวิตอมตะที่คุณพูดถึง...มันก็เป็นแค่ศพเดินได้เท่านั้น!!"
"หือ??.. ใครบอกเจ้ากันล่ะ อา..ถ้าเป็นพวกลูกๆ ของข้าทำล่ะก็..คงเป็นเช่นนั้น แต่เจ้ารู้ไหม..นี่น่ะ แวมไพร์ตรงหน้าเจ้านี้ คือเคานท์ฌองเตสนะ" ลูก..ความหมายคือผู้ที่มีชีวิตหลังความตายกลายเป็นแวมไพร์ด้วยฝีมือของเขา..เขาคือผู้ให้กำเนิดแวมไพร์ตนอื่น แวมไพร์สายเลือดตรงคนสุดท้ายในเมืองนี้
"ค...คุณ คุณคือเคานท์คนนั้น?!?"
"ผู้ที่ให้กำเนิดแวมไพร์ทั้งปวง จะชุบชีวิตใครก็ได้.. ฉะนั้นเจ้าจะไม่มีทางเป็นศพเดินได้ เข้าใจหรือยัง"
"...............แต่ผมยังคงไม่ต้องการ.. สิ่งที่ผมปรารถนาคือเส้นทางของพระเจ้า ได้โปรดปล่อยผมเถอะครับ"
"หึหึหึหึ เจ้าพูดง่ายจังนะ ...เจ้าลองคิดดูสิ หากมีอาหารชั้นยอดวางอยู่ตรงหน้าเจ้า เจ้าจะทำเช่นไร?...จะไม่กินมันงั้นหรือ?"
"ต..แต่ว่า ถ้ามันไม่ใช่อาหารของผม ผมก็ไม่กินหรอก"
".................. ฮะฮะฮะ เจ้าช่างฉลาดยอกย้อนนักอองเดร" ด้วยความหมั่นไส้ปนเอ็นดู เคานท์ฌองเตสเชยปลายคางเด็กหนุ่มขึ้นก่อนประทับจุมพิตบนริมฝีปากซีดสั่นและเย็นจัด เรียวลิ้นนุ่มลื่นดึงดันเข้าไปกวาดสัมผัสกับลิ้นร้อนที่พยายามหดหนี
อองเดรทั้งตกใจ ทั้งสับสน...เด็กหนุ่มไม่เคยได้รู้จักสัมผัสเช่นนี้จึงออกอาการต่อต้านโดยไม่ทันรู้ตัว กระทั่งจำยอมกระทำตามการชักนำที่อีกฝ่ายเชิญชวนเมื่อความหวามไหวประหลาดวูบอยู่ในอก
ขณะที่อะไรต่อมิอะไรจะเลยเถิด.. เสียงเปิดประตูบานหนาหนักดังขึ้นขัดจังหวะ
"ข้าเรียกเจ้าเช่นนั้นรึ?...ฟรานเชสก้า" เคานท์รูปงามเอ่ยถามทั้งที่ยังไม่ได้หันไปมองผู้มาใหม่แม้แต่น้อย ในน้ำเสียงเรียบเฉยนั้นยากจะเดาอารมณ์ผู้พูดก็จริงอยู่ หาก..ผู้ที่คุ้นเคยกันดีย่อมรับรู้อารมณ์ลึกที่ซ่อนเก็บไว้ได้ดี... เคานท์ฌองเตสกำลังหงุดหงิด
"ขออภัยค่ะท่านเคานท์ ข้าเพียงได้ยินว่าเมื่อท่านมาถึงก็พาเหยื่อเข้าห้องของท่าน วันนี้จะไม่มาสนุกกับข้าก่อนหรือคะ?" ร่างงดงามเย้ายวนมีเพียงผ้าห่มคลุมกายจากหน้าอกจรดปลายเท้า เผยไหล่นวลเนียนชวนสัมผัส ทุกครั้งที่ก้าวเดิน เรียวขาเปล่าเปลือยจะโผล่พ้นออกมา..อองเดรผู้ไม่เคยเห็นถึงกับกลืนน้ำลายไม่รู้ตัว แต่สิ่งที่ทำให้นักบวชฝึกหัดถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่..หาใช่ด้วยความหวามไหวแต่มันเป็นความหวาดหวั่น รอยเลือดแดงฉานบนเนินอกอวบอิ่มนั่น ...แน่นอนว่านั่นไม่ใช่เลือดหล่อนแน่ๆ
หญิงสาวผู้มีเรือนร่างอันเย้ายวนกิเลสชายหนุ่มทุกผู้ ปล่อยให้ผ้าห่มผืนใหญ่ตกลงไปกองกับพื้น ร่างกายขาวซีดได้สัดส่วนอวดโฉมล้อแสงไฟจนเด็กหนุ่มต้องเมินหน้าหนีไปอีกทางแถมที่แก้มอิ่มสองข้างก็พากันแดงเรื่ออย่างเขินอาย
ฟรานเชสก้าเยื้องย่างแช่มช้อยกระทั่งแตะสัมผัสใบหน้างดงามของเคานท์หนุ่มให้หันเหความสนใจมาทางตน "มาเล่นกับข้าก่อนนะคะ ส่วนเหยื่อนี่ก็เก็บไว้เวลาท่านหิวมิดีกว่าหรือ.." ริมฝีปากสีสดเคลื่อนเข้ามาใกล้ก่อนส่งเรียวลิ้นทักทายริมฝีปากที่เม้มสนิท
และเมื่อจ้าวแห่งแวมไพร์เปิดโอกาสให้หญิงสาวล่วงผ่านเข้าสู่โพรงปากได้ ฟรานเชสก้าก็ยิ่งทวีรสจูบให้เร่าร้อนขึ้นเรื่อยๆ
"อืม อึ..อือ" เสียงครางบาดหูของหญิงสาวที่ทำให้บางอย่างในอกของอองเดรเต้นพล่าน... ถึงแม้เคานท์หนุ่มจะกำลังแลกจุมพิตกับผู้มาใหม่อย่างออกรส ทว่า..มือแข็งแกร่งยังคงยึดข้อมือของเหยื่อเอาไว้ไม่มีทีท่าจะยอมปล่อยแม้แต่น้อย ดังนั้นทุกเสียงการเคลื่อนไหวของร่างกาย..อองเดรจึงได้ยินแจ่มชัดแม้จะหลับตาสนิทก็ตามที
..............."อองเดร.." เสียงเรียกเบาๆ จากท่านเคานท์ทำให้อองเดรค่อยหยีตามองใบหน้านั้น และทันทีที่สบกับนัยน์ตาสีแดงสด..
"จงดูข้าอย่าให้คลาดสายตา"
ดุจคำสั่งประกาศิต..อองเดรไม่อาจควบคุมตนเองได้อีก ร่างของเขานิ่งงันและนัยน์ตาสีเขียวคู่สวยจดจ้องอยู่เพียงร่างงดงามของเคานท์ฌองเตสเท่านั้น ...คำสาปจากชายหนุ่มงดงามผู้นี้หรือ?
เคานท์รูปงามเคลื่อนกายช้าๆ เข้าหาฟรานเชสก้าดั่งต้องการให้อองเดรมองเห็นแม้การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย เรือนร่างสูงโปร่งพาร่างหญิงสาวไปชิดกำแพงด้านหนึ่ง ..ร่างเปล่าเปลือยของหล่อนถูกแตะต้องสัมผัสจนทั่ว เพียงแค่สัมผัสเท่านั้นฟรานเชสก้าถึงกับครางกระเส่าให้ได้ยิน ร่างขาวซีดถึงกับบิดเร่าด้วยความโหยหา..หญิงสาวโผเข้าหาอ้อมอกและเบียดร่างแนบชิดไปทุกส่วนสัดก่อนปลดอาภรณ์ที่ปกปิดเนื้อหนังอีกฝ่ายออกด้วยความรวดเร็ว ...ไม่นานเคานท์หนุ่มก็เผยเรือนร่างที่แสนงดงามให้ได้เห็น
ร่างสองร่างบดเบียดเข้าหากันด้วยความหิวกระหาย เบื้องล่างเสียดสี..แล้วแนบสนิท ริมฝีปากสีแดงสดไล่จุมพิตลำคอระหงกระทั่งถึงกล้ามเนื้อเหนือหัวไหล่ คมเขี้ยวสีขาวค่อยกดฝังลงไปจากนั้นไม่นานหยาดเลือดแดงสดก็ทะลักออกมาให้เห็น เสียงหวีดร้องของฟรานเชสก้าดังขึ้นทันทีที่คมเขี้ยวคู่สวยกระทบผิวเนื้อของหล่อน หากเสียงนั้นจะร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดก็ไม่น่าฉงน ทว่า...เสียงที่อองเดรได้ยินกลับเป็นเสียงแห่งความพึงพอใจ เรียวนิ้วยาวสวยสอดแทรกเข้าไปในกลุ่มผมดำสนิทและกดศีรษะนั้นแน่นด้วยแรงอารมณ์
อองเดรจ้องนิ่ง..ดวงตาของเขาไม่อาจกะพริบ แม้แต่ลมหายใจยังไม่อาจควบคุม ร่างของเขาสงบนิ่งเสมือนไร้ความรู้สึก..นัยน์ตาของเขาเพียรจ้องมองทุกการกระทำ..ราวไร้แววความนึกคิด ทว่า..ในอกที่สงบนิ่งเพียงภายนอกกำลังรู้สึก บางสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้วกำลังเกิดในอกเขาอีกครั้ง ความวูบไหวประหลาดและความรู้สึกอยากหนีของเขากำลังตีกันให้วุ่นอยู่ในสมอง ร่างกายกับความคิดเดินสวนทาง อองเดรอยากหนีแต่ร่างกายไม่อาจทำได้
"อ๊าาาาา.........." เสียงหวีดร้องโหนสูงของฟรานเชสก้ายิ่งทำให้นักบวชฝึกหัดระทึก สมองเขากำลังปวดหนึบด้วยหลายความรู้สึกกำลังบีบรัด หญิงสาวหมดแรงถึงกับเข่าทรุดลงไปกองกับพื้น..ทำให้อองเดรยิ่งเห็นอะไรต่อมิอะไรถนัดชัดขึ้น ดวงตาของหล่อนกำลังเหม่อลอยด้วยเคลิบเคลิ้ม..หยาดเลือดยังไหลซึมเล็กน้อยจากรอยเขี้ยวเหนือไหล่..อกอวบอิ่มกระเพื่อมขึ้นลงหนักหน่วง และ...คราบขาวขุ่นไหลย้อยลงมาตามเรียวขาขาว
เคานท์ฌองเตสถอยห่างออกมาก่อนหยิบผ้าห่มที่กองอยู่กับพื้นโยนให้เจ้าของก่อนเอ่ยไล่ด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ออกไปได้แล้วฟรานเชสก้า ข้าจะพักผ่อน"
หล่อนเลื่อนสายตาหวานเชื่อมมาทางผู้ที่เพิ่งมอบความสุขให้แล้วยิ้มหวาน ฟรานเชสก้าหยิบผ้าห่มนั้นพันรอบกายเหน็บเหนืออกอิ่ม "วันนี้ครั้งเดียวเองหรือคะ?" หล่อนเดินเข้ามาถามด้วยความหวังว่าจะสานต่อค่ำคืนนี้ให้ยาวนานสมใจนึก
"ข้าบอกให้เจ้าออกไป" แม้นั่นจะไม่ใช่เสียงตวาด หากก็ทำให้ฟรานเชสก้าก้มหน้าสลด น้ำเสียงไม่พอใจแบบนี้ทำให้หล่อนยิ่งไม่อยากขัดใจ ...อย่างไรเสียครั้งหน้าที่มีการนัดพบปะสังสรรค์กันในหมู่แวมไพร์ ..โอกาสก็ยังเป็นของหล่อนอยู่ดี
เคานท์รูปงาม..คนที่หล่อนมอบหัวใจไปให้หมดดวง หล่อนทำทุกอย่างได้เพื่อให้ชายหนุ่มผู้นี้สนใจ..เห็นหล่อนอยู่ในสายตา ฟรานเชสก้าคิดเพียงว่า อองเดรเป็นเหยื่อแปลกใหม่ทำให้เคานท์หนุ่มอยากเล่นด้วยเร็วขึ้นเท่านั้นเอง 'ปล่อยไปก่อน'..หญิงสาวคิดปลอบใจตัวเอง แค่คืนเดียว..พอเลือดหมดตัวก็เบื่อฆ่าทิ้งเหมือนเหยื่อรายอื่นๆ
...เท่านั้นหล่อนจึงตัดใจพาร่างที่ยังอ่อนแรงของตัวเองออกไปอย่างว่าง่าย ก่อนประตูปิดยังไม่วายส่งสายตาชิงชังยังร่างนั่งนิ่งแข็งเป็นหินของอองเดร
ชายหนุ่มผู้มีเรือนร่างและใบหน้างดงามเป็นที่สุดเท่าที่อองเดรเคยพบ..กำลังก้าวเข้ามาหาเขาช้าๆโดยไร้อาภรณ์บดบัง ทุกสิ่งเปิดเผยอยู่เบื้องหน้า รวมทั้ง...ความปรารถนาที่เห็นได้ชัด ใช่..แค่ครั้งเดียวที่ทำกับฟรานเชสก้านั้น ไม่เพียงพอสำหรับเขา นั่น..แค่กำจัดตัวกวนและ..โหมโรง
เคานท์ฌองเตสคลานขึ้นมาและหยุดที่ปลายเตียง.. มือเรียวยาวรั้งข้อเท้าเหยื่อแสนสวยให้ร่างนั้นลื่นไถลจนมาอยู่ใต้ร่างเปล่าเปลือยของเขา จากนั้นคืบคลานอย่างนุ่มนวลคร่อมร่างที่นิ่งแข็งแล้วพิจารณาทุกส่วนสัดภายใต้เสื้อผ้าขาดวิ่นด้วยความพึงใจและในที่สุดเขาก็จัดการให้มันไปพ้นทางได้ทั้งหมด นัยน์ตาสีแดงนั้นเข้มขึ้นด้วยแรงปรารถนาอย่างเห็นได้ชัด
แล้วจู่ๆ ร่างกายของอองเดรก็กลับสู่สภาพเดิม เหมือนเด็กหนุ่มพยายามขยับกายอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อสามารถขยับได้อองเดรจึงกระถดตัวหนีวงแขนนั้นแล้วพยายามออกไปให้พ้นเตียงกว้าง ทว่า...ขาของเขาถูกกระชากกลับมาและถูกกดร่างตรึงแน่นลงบนที่นอนนุ่ม ขาที่พยายามอาละวาดก็ถูกขาของอีกฝ่ายกดทับไว้จนไม่อาจดิ้นหนี
อองเดรกำลังหวาดกลัวจนถึงที่สุด สิ่งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเขาก็กำลังจะเกิดขึ้น ..เขากำลังถูกล่วงละเมิด หาใช่หญิงสาวอย่างที่ควรเป็น..หากเป็นชายหนุ่มผู้ที่มีทุกสิ่งเหมือนๆกัน ที่บ้าไปกว่านั้นคือผู้ชายคนนี้เป็นแวมไพร์ น้ำตาแห่งความสิ้นหวังไหลรินทิ้งตัวลงมาเป็นสาย..
"ยอมรับเถอะอองเดร บัดนี้เจ้าเป็นสิทธิ์ของข้าแล้ว" เสียงย้ำเตือนดังกระซิบอยู่บริเวณซอกคอก่อนจะกัดเบาๆ ให้เด็กหนุ่มสะดุ้งตัวสั่น
"สัญญา...สัญญากับผมก่อน"
เคานท์ฌองเตสเลิกคิ้วสงสัยก่อนเงยหน้ามองอีกฝ่ายเต็มตาว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ต้องการสิ่งใดจึงได้เรียกร้องหาคำสัญญาจากเขาในยามนี้ "สัญญาอะไร?"
"ให้ผมเป็นแค่อาหาร อย่าทำกับผมแบบผู้หญิงคนนั้นเลย... จะฆ่าผมก็ได้แต่อย่าทำแบบนั้น" อองเดรมองชายรูปงามตรงหน้าด้วยแววตาอ้อนวอน... หากเขาจะต้องตาย แม้ร่างกายไม่อาจได้รับการชำระ..แม้จิตวิญญาณไม่อาจไปสู่หนทางแห่งพระเจ้า ขอแค่เพียงให้ร่างของเขาคงความบริสุทธิ์เอาไว้ก่อนตายก็ยังดี
"เจ้ามีสิทธิ์เรียกร้องงั้นหรือ?"
"มีสิ!! นี่เป็นชีวิตของผม แม้ผมจะเป็นได้แค่อาหารในสายตาของพวกคุณ แต่ผมมีจิตใจนะ...ได้โปรดเถิดท่านเคานท์ผู้งดงาม ผมไม่เสียดายชีวิต..อย่าทำให้ร่างผมมีมลทินไปมากกว่านี้..."
"หึหึ ปากหวานเป็นเหมือนกันหรืออองเดร อืม..มม ตัดสินใจลำบากเหมือนกันนะ อา...ข้าชักลังเลแล้วสิ จะเอายังไงดี จะว่าไปเหตุผลก็ใช้ได้"
"งั้น...ขอเลือดเจ้าละกัน"
เด็กหนุ่มหลับตาแน่น "อึ๊ก!! คึ" ..เขารู้สึกเจ็บและปวดหนึบบริเวณต้นคอ ไม่ช้านานเลือดสดๆของเขาก็ล่วงสู่ลำคอเรียวงามจำนวนมาก อองเดรรู้สึกได้..หยาดเลือดของเขากำลังไหลออกจากร่าง ร่างกายของเขาเริ่มเย็นผิดปกติ และนั่น..ทำให้เขาหมดเรี่ยวแรง.. มือที่เกร็งแน่นทิ้งตัวลงข้างกายแทบไร้แรงขยับ..กระทั่งร่างของเขาเริ่มกระตุกสั่นเคานท์รูปงามจึงได้ปลดปล่อยเขา
เลือดอุ่นๆ ที่ได้จากร่างแสนงามนี้ทำให้ยากจะถอนคมเขี้ยว... เลือด...ที่แสนอบอุ่น หอมหวน หวานล้ำ และทรงพลังยิ่งว่าผู้ใดจนหยาดสุดท้ายที่ล่วงผ่าน ฌองเตสอยากเก็บช่วงเวลานี้ไว้ให้เนิ่นนาน...แต่..หากเขายังฝังเขี้ยวต่อไปชีวิตที่พิสุทธิ์นี้จะหาไม่ --ซึ่งเขาไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น
เคานท์รูปงามไม่ยอมให้เลือดสักหยดเสียเปล่า เขาเลียน้ำสีแดงเข้มที่ริมฝีปากจนเกลี้ยง ก่อนก้มลงเล็มเลียปากแผลให้อย่างอ่อนโยน ฌองเตสมองนัยน์ตาเขียวสดที่ปรือปรอยก่อนยิ้มบางแล้วก้มลงกระซิบก่อนอีกร่างจะหลับใหล
"ข้าไม่ให้เจ้าตายหรอกอองเดร"
"ยามเช้าเจ้าจะหลับใหล..ผู้ปลุกนิทราเจ้าได้มีแต่ข้า
ผู้โอบกอดเจ้าแม้นยามหลับตา..มีเพียงข้าผู้เดียวตลอดกาล...
จง..นิทราเถิด"
สิ้นคำ นัยน์ตาปรือปรอยค่อยปิดลงจนหลับสนิท ฌองเตสหยิบเสื้อคลุมขนสัตว์ตัวหนาห่มทับเรือนร่างขาวนวลก่อนคลี่ผ้าห่มคลุมทับอีกชั้น ชายหนุ่มรวบร่างนุ่มเข้าสู่อ้อมกอดที่มิเคยได้กอดผู้ใดยามนิทรารมย์..
เพียงแค่ดีดนิ้วบานหน้าต่างที่เปิดกว้างก็เลื่อนปิดได้เอง..แล้วเคานท์ฌองเตสก็พาตัวเองล่วงสู่นิทราเช่นกัน อรุณรุ่งที่กำลังจะมาถึงนี้เขาคงฝันหวาน..
.........................................
สัมผัสนุ่มนวลที่เปลือกตาทำให้อองเดรรู้สึกตัวตื่น ...เขารู้สึกอ่อนล้าไปทั้งร่าง เรี่ยวแรงที่เคยมีหดหายไปสิ้น.. นัยน์ตาที่สลึมสลือกวาดมองไปรอบๆ ก่อนสะดุดเข้ากับใบหน้าชายหนุ่มผู้งามพร้อม รอยยิ้มอบอุ่นส่งมาให้เขาก่อนพยุงร่างเขาขึ้นนั่งพิงหัวเตียง --รอยยิ้ม..ที่ทำให้เขาคลายความหวาดกลัวที่เคยมี มันเบาบางลงจนแทบไม่น่าเชื่อ--เพียงแค่เคานท์ฌองเตสส่งรอยความอารีมากับยิ้มน้อยๆ นั้น
ทำไม??
ทำไม..ถึงกลัวเคานท์ผู้นี้น้อยลง?
ทำไม..ผู้ที่แทบจะฆ่าเขาได้เมื่อคืนจึงคอยดูแลเขาเช่นนี้?
และทำไม..เขาจึงยังมีชีวิตอยู่?
......................."กระหายน้ำหรือไม่?" กระแสเสียงอ่อนโยนเรียกสติเด็กหนุ่มกลับสู่ปัจจุบัน อองเดรได้แต่พยักหน้าน้อยๆ เพราะไม่อยากพูด ลำคอของเขาแห้งผากเหมือนกลืนทรายเข้าไป ...แก้วโลหะขัดมันจ่ออยู่กับริมฝีปากปล่อยให้น้ำล่วงเข้าสู่ลำคอ
"แค่กๆ แค่ก"
"ไม่ต้องรีบ ค่อยๆ ดื่ม นั่นล่ะ เอาละ..เจ้าหิวไหม?" เด็กหนุ่มพยักหน้าอีกครั้ง จะปฏิเสธไปก็ไม่ถือว่าฉลาดหรอก เขารู้ดี หากจะหนี..ต้องมีแรง
"มา ข้าจะพยุงเจ้าไปห้องอาหาร" ฝ่ามือเรียวรั้งแขนอองเดรให้ลุกขึ้น แต่เจ้าของใบหน้าแดงเรื่อกลับยังนั่งนิ่ง
"แต่...เสื้อผ้า"
เคานท์ฌองเตสยิ้มเข้าใจ เพราะภายใต้เสื้อคลุมขนสัตว์สีขาวนั้น..ร่างของอองเดรยังคงเปล่าเปลือย เคานท์รูปงามผละไปนำเสื้อผ้าของตนวางไว้บนตักอีกฝ่าย
"ข้าจะรออยู่ข้างนอก" รอจนอองเดรพยักหน้ารับเขาจึงออกไปรอเช่นที่พูดไว้
อาหารที่อองเดรได้รับประทานเป็นมื้อแรกจากสถานที่กักขังแห่งนี้เป็นอาหารเย็น... แสงอาทิตย์ลับหายไปกับขอบฟ้ายังแสงสีส้มเพลิงอ่อนละมุน คฤหาสน์แทบร้างไร้ผู้คน..มีเพียงคนรับใช้หนึ่งคนที่คอยยกอาหารนานาเข้ามา และเท่าที่สังเกต..ชายชราผู้นั้นเป็นเพียงมนุษย์เท่านั้น
เด็กหนุ่มอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไม ...เสียงผู้คนมากมายที่เคยได้ยินยามเข้าสู่ที่แห่งนี้จึงหายไปสิ้น ไม่เหลือแม้เงาใครสักคน... หรือกระทั่งนาง..ฟรานเชสก้า
"คนอื่นๆ ไปไหนกันหมดครับ?"
"นี่เป็นบ้านข้า ข้าอยู่กับปริแอร์เท่านั้น"
"แต่... ตอนที่พาผมมา ผมได้ยินเสียงคนมากมาย"
"พวกนั้นกลับที่อยู่ของตนไปแล้ว และจะไม่มาที่นี่อีกจนกว่าข้าจะเรียกมา"
"................"
"................"
เสียงรวบช้อนดังขึ้นเมื่ออาหารพร่องไปได้มากโข อาจเป็นเพราะเมื่อคืนเสียเลือดไปมากจึงทำให้เด็กหนุ่มหิวมากกว่าปกติก็เป็นได้ เขาก็ได้แต่สันนิษฐานเอาเอง
".....แล้ว.....ทำไม ถึงไว้ชีวิตผม" อองเดรถามเสียงเบาหวั่นๆ ว่าอาจตายเพราะไปถามเรื่องโง่ๆ เข้า แล้วก็ได้แต่นึกเสียใจว่าไม่ควรถามออกไปเลย หากอีกฝ่ายตอบกลับมาว่าจะให้ตายวันนี้พรุ่งนี้ขึ้นมา...เขาจะทำเช่นไร
"อาหารรสเลิศ กินครั้งเดียวหมดก็เสียดายซะเปล่า" เพียงพริบตาร่างตรงหน้าอองเดรก็มายืนอยู่ข้างกายเขาแล้ว เล็บแหลมคมแตะเบาที่ต้นคออุ่น
"อึ๊!!"
โลหิตสีเข้มซึมไหลเล็กน้อยออกจากปากแผล เคานท์ฌองเตสค่อยโน้มกายลงไปเล็มเลียก่อนฝังคมเขี้ยวซ้ำแผลเดิม รสชาติหวานล้ำยังมิจืดจาง..หอมหวนและอบอุ่น สัญญาณแห่งชีวิต...
อองเดรหวาดหวั่นในใจ อนาคตเขาจะเป็นเช่นไรกันแน่ ...ชายผู้นี้ต้องการจะทำอะไรกับตัวเขา..อองเดรไม่อาจรับรู้ สิ่งที่เขาทำได้ยามนี้คือมองหาลู่ทางหนีขณะที่ยังมีโอกาส..ขณะลมหายใจยังมิถูกปลิดปลิว
รัตติกาลเยี่ยมเยือนอีกครา.. แสงจากคบไฟส่องสว่างโดยพลันดั่งมีมือที่มองไม่เห็นจุดมัน..ตามกำแพงและทางเดินต่างๆส่องสว่างไสว...อย่างไม่เคยเป็น ยามไม่มีแขก ท่านเคานท์รูปงามไม่เคยจุดความสว่างไสวสู่คฤหาสน์โอ่อ่าแห่งนี้สักครั้ง--ท่านเคานท์ผู้อยู่กับความมืดและโดดเดี่ยวอ้างว้าง-- ผู้คนมากมายที่รายล้อมไม่เคยทำให้รู้สึกหายเหงา
เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกมึนงงลอยคว้าง...ไร้สติ ไร้กาลเวลา รู้เพียงใครบางคนโอบกอดและโอบอุ้ม อบอุ่นที่สัมผัสได้ด้วยใจ..เบื้องลึกที่ถวิลหาใครสักคนชิดใกล้..โอบประคองเขาในยามอ่อนล้า ทว่าไม่เคยได้รับ..แม้แต่แม่แท้ๆของตน
หาก..บัดนี้ อ้อมกอดที่กระชับกายเขาแน่น ส่งผ่านสายใยผูกพันอย่างที่ไม่เคยมีใครทำให้เขาสักคน..ไม่เคยเลย
........................................
หลายราตรีที่ผันผ่าน เลือดของอองเดรกลายเป็นอาหารหลักแห่งเคานท์ฌองเตสผู้งดงาม... ทว่า..ในที่สุดฌองเตสจำต้องหยุดพักให้ร่างกายของมนุษย์สร้างเม็ดเลือดบ้าง เมื่อฌองเตสสังเกตเห็นว่าร่างกายขาวนวลอมชมพูในคราแรกซีดเซียวลงไปมาก แม้อาหารการกินที่เขาสรรหาให้จะดีเลิศปานใดก็ไม่อาจช่วยให้อองเดรมีสีหน้าที่สดใสขึ้นมา
ยามตะวันลาลับ เคานท์ฌองเตสปลุกนิทรานักบวชหนุ่มด้วยจุมพิตแผ่วที่เปลือกตาเช่นเคย อองเดรไม่สงสัยอีกว่าเหตุใดยามลืมตา สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นสิ่งแรกคือใบหน้างดงามกับรอยยิ้มอบอุ่น..ในเมื่อมักเป็นเช่นนั้นอยู่เสมอ ความหวาดกลัวต่อแวมไพร์ผู้งดงามจางหายลงไปมาก ทว่า..เขายังคงหวาดหวั่น..ความตายอาจมาเยือนเขาได้ทุกเมื่อ ขณะนี้อองเดรตระหนักแล้ว เขาไม่อาจหนีไปจากที่นี่ได้..ทุกค่ำคืนยามเลือดล่วงเข้าสู่ลำคอระหงเขาก็แทบจะหมดสติในทันที และทุกครั้ง...อ้อมกอดนี้จะตระกองเขาไว้ด้วยความอ่อนโยน
หาก...วันนี้ได้ต่างออกไปสร้างความงงงันแก่เด็กหนุ่มไม่น้อย
"ข้าจะออกไปข้างนอก ส่วนเจ้าก็ทานอาหารค่ำเสีย ปริแอร์จะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเอง ปริแอร์..เข้าใจนะว่าต้องทำอะไรบ้าง?"
"ครับ" ปริแอร์รับคำง่ายๆ ใบหน้าชรานิ่งเฉย ทว่า..แววตานั้นหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด แววตัดพ้อวูบไหวก่อนเลือนหายสิ้น...ไม่มีใครสังเกตเห็นง่ายๆ ทว่า..เคานท์หนุ่มกลับเห็น แต่ไม่คิดใส่ใจแม้แต่น้อย
เมื่อผู้เป็นเจ้าบ้านจากไปแล้ว ห้องอาหารโอ่อ่าพลันเงียบสนิท อองเดรทานอารหารไปเงียบๆไม่รู้จะหาเรื่องอะไรมาคุยกับปริแอร์ และฝ่ายนั้นเองก็ไม่คิดจะคุยอะไรกับเขาเสียด้วย ไม่นานนักเสียงรวบช้อนก็ดังขึ้นบอกให้รู้ว่าเขาอิ่มแล้ว ปริแอร์เก็บถ้วยชามต่างๆอย่างรู้หน้าที่แล้วเด็กหนุ่มก็นึกอะไรขึ้นได้
"ที่นี่มีหนังสืออ่านไหมครับ?"
"มี ตามมา"
อองเดรตามไปอย่างยินดี สิ่งที่เขาชอบคือการอ่านหนังสือ และที่ใหญ่โตแห่งนี้ก็มีสิ่งที่เขาสามารถทำแก้เบื่อได้แล้ว "คุณปริแอร์มานั่งอ่านด้วยกันไหมครับ"
"ไม่ ฉันมีอย่างอื่นต้องทำ ขอตัว" ชายชราหันกลับออกไปจากห้องสมุดย่อมๆแห่งนั้นโดยไม่แม้แต่จะมองหน้าเด็กหนุ่มด้วยซ้ำทำให้อองเดรยิ่งแคลงใจ
"เดี๋ยวครับ!! ผม..ผมทำอะไรให้คุณไม่พอใจหรือเปล่า?"
คำถามเรียบง่ายซื่อตรงของฝ่ายนั้นแทงใจเขาอย่างบอกไม่ถูก อารมณ์ที่เคยเก็บกักกับสิ่งที่เคยเก็บกดกำลังปริแตกออกจากอกของปริแอร์ ความขุ่นข้องที่สะสมมานานปีทำให้อารมณ์ร้ายปะทุง่ายเหมือนภูเขาไฟยามระเบิด
"หึ หึหึหึ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า" ปริแอร์ที่หันหลังให้เด็กหนุ่มหัวเราะอย่างบ้าคลั่งก่อนหันกลับมาจ้องมองอองเดรอย่างเต็มตา สายตาชิงชังของชายชราช่างน่ากลัว "แกรู้อะไรไหม.. แกมันโง่จริงๆ ที่ทำให้ฉันโมโห ฉันกะว่าจะปล่อยแกไปแท้ๆ เชียว แต่ในที่สุดแกก็แส่หาเรื่องใส่ตัวเอง หึหึ ใช่ฉันไม่พอใจแก"
"ท..ทำไมล่ะครับ ผม ผมไม่เคยทำอะไรเลยนะ" อองเดรที่หวาดหวั่นถอยห่างอย่างระแวดระวัง
"ไม่เคยทำอะไรงั้นเหรอ... แค่แกก้าวเข้ามาที่นี่แกก็ผิดแล้ว!! รู้บ้างมั๊ย?..ฉันอยู่กับท่านฌองเตสมากี่สิบปีแล้วหือ? ช่วงเวลาที่ยาวนานนั่น..แค่ปลายนิ้วฉันยังไม่เคยได้สัมผัส!! แต่แก!! แค่วันแรกแกก็ได้นอนห้องเดียวกับคนๆ นั้น ได้รับการใส่ใจจากคนๆ นั้น!!~ มันไม่ยุติธรรมสักนิด"
"ทุกเวลา...ที่ฉันต้องอดทน มองคนๆ นั้นอยู่ห่างๆ มองผู้คนมากหน้าหลายตาแตะต้องสัมผัสร่างกายเขาทั้งๆ ที่ฉันอยากฆ่าพวกมันให้ตายๆ ไปซะ!! มือของพวกมันฉันอยากจะตัดมันทิ้งแค่ไหนแกรู้มั้ย?!! แต่มันก็แค่นั้น..... ท่านฌองเตสไม่เคยให้ใครพิเศษไปกว่าใครเลย"
"แต่แล้ว... แกก็ทำให้ท่านแปลกไป แกทำให้คนๆ นั้นมองแกพิเศษกว่าคนอื่น ฉันยอมไม่ได้!! ตายซะ ตาย ตายซะ!!"
ความในใจที่ถูกเผยทำให้เด็กหนุ่มถึงกับอึ้ง เขาเข้าใจในทันทีว่าชายผู้นี้หลงรักและบูชาเคานท์ฌองเตสมากมายขนาดไหน และตอนนี้ฝ่ายนั้นก็จงชังเขาจนหน้ามืด การเคลื่อนกายอย่างคุกคามเข้าใกล้เด็กหนุ่มเข้ามาเรื่อยๆ
อองเดรขานนามคนผู้เดียวที่เขานึกถึงมากที่สุดอึงอลในใจ ตอนนี้เขาไม่ปรารถนาใครไปมากกว่าคนๆ นั้นอีกแล้ว ฌองเตส!! ฌองเตส!! ฌองเตส!!!
"ช่วยด้วย ฌองเตส!!"
ตึง!!
เสียงร่างของคนๆ หนึ่งกระแทกเข้ากับโต๊ะไม้แบบบาง.. แรงจนมันพังระเนระนาด กองหนังสือบนโต๊ะและกระดาษกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น
"เจ้าคิดจะทำอะไร เทมิสเต้.." น้ำเสียงเย็นเยียบแฝงแววอำมหิตดังขึ้นหลังซัดจนร่างชรากระเด็น อองเดรซึ่งหันหน้าหาประตูยังเห็นแค่เงาวูบเข้ามาเท่านั้น...เพิ่งจะเห็นเจ้าของเงาชัดเจนหลังร่างนั้นหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้าของเด็กหนุ่ม นัยน์ตาหวาดหวั่นสีเขียวสดทำให้เคานท์ฌองเตสรวบร่างสั่นเทาเข้าสู่อ้อมแขน
นัยน์ตาสีแดงวาวโรจน์จ้องร่างที่ยันกายลุกขึ้นจากพื้นช้าๆ เขม็งเครียด แต่แววตาที่อีกฝ่ายจ้องกลับนั้นคือความเสียใจ ..ตัดพ้ออย่างไม่ปิดบัง
"ฉันทำอะไรผิดล่ะ? ฉันแค่รักท่านเท่านั้นเองฌองเตส ความดีที่ทำให้ท่านตลอดมามันไม่พอเลยหรือ..ที่จะทำให้ท่านหันมองปริแอร์คนนี้บ้าง ฉันละทิ้งทุกอย่าง..ไม่ว่าจะครอบครัว ชื่อเสียง สังคม..และแม้แต่ภรรยา หันมองฉันบ้าง..ได้โปรด" ปริแอร์กล่าวทั้งน้ำตานองหน้า ความน้อยเนื้อต่ำใจมันมากล้นจนไม่อาจเก็บทนได้อีก ราวเขื่อนที่เริ่มมีรอยร้าว..ไม่ช้านานเขื่อนจะพังทลายในที่สุด
"หึหึ หึหึหึ ช่างเขลานักปริแอร์ ข้าไม่เคยบอกให้เจ้าทำสักนิด...จะมาเรียกร้องอะไรในยามนี้กันเล่า จงไปจากที่นี่ซะ ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีก.."
"เดี๋ยวครับ ถ้า..ให้เขาไปแล้วคุณปริแอร์จะไปอยู่ไหน เขาไม่มีที่ไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ" อองเดรท้วงเสียงอู้อี้อยู่กับแผ่นอกที่เขาซุกซบ จะให้เกิดอะไรขึ้นอองเดรก็ยังคงเป็นอองเดร..เด็กหนุ่มผู้มีเมตตา
"เสียใจอองเดร ข้าให้ในสิ่งที่เจ้าขอไม่ได้... แค่ไม่หักแขนมันทิ้งก็ดีแค่ไหนแล้ว ความจริงมันสมควรตายด้วยซ้ำที่จะทำร้ายเจ้า หากข้ากลับมาไม่ทันแล้วไม่ได้ยินเสียงของเจ้าป่านนี้เจ้าจะเป็นเช่นไร"
อองเดรเงยหน้าขึ้นมองสบกับนัยน์ตาสีแดงเข้มที่ยังขุ่นมัว "แต่ผมไม่เป็นไรคุณก็เห็น นะ แค่ไม่ให้เขาเข้าใกล้ผมอีกมันก็น่าจะพอแล้ว" นัยน์ตาเขียวสดผละจากใบหน้างดงามตรงหน้าไปยังร่างที่นั่งหมดสถาพอยู่กับพื้น ยิ่งเห็นใบหน้านองน้ำตานั้นเขาก็ยิ่งสงสารจับใจ..ความรักทำให้เทมิสเต้เป็นได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ "เขา...ก็แค่รักคุณมากเกินไปเท่านั้นเอง"
"......................"
"...ก็ได้ แต่จำไว้..ความผิดเจ้าข้ายังไม่ให้อภัย ดังนั้นอย่าบังอาจแตะต้องอองเดรอีกเป็นครั้งที่สอง สาบานมา!!"
ชายชรากัดปากตัวเองจนได้เลือด..เขาเกลียดความสงสารเป็นที่สุด ทว่า การใดที่ทำให้เขายังใกล้ชิดกับท่านเคานท์รูปงามผู้นี้อยู่ ต่อให้ต้องเสียศักดิ์ศรีไปมากเท่าไหร่เขาก็ยอม..เพราะแม้แต่ชีวิตของเขา เขายังสละมันมาแล้ว กะอีแค่ศักดิ์ศรีงี่เง่า..สำหรับคนๆ นั้น ก็ช่างมันเถอะ "ฉันสาบาน จะไม่แตะต้องเขาอีก"
"ดี เก็บกวาดห้องนี้ให้เรียบร้อยด้วย" จากนั้นฌองเตสจึงโอบร่างเด็กหนุ่มพาออกไปจากห้องนี้
ทิ้งให้อีกคนเจ็บช้ำน้ำใจอย่างหาที่สุดมิได้ ชายผู้น่าสงสาร..รักของเขาไม่อาจได้รักตอบ รักของเขาไม่อาจได้รับการเหลียวแล ...รักของเขาไร้ค่า ปริแอร์ได้แต่ยิ้มเยาะตัวเอง ยอมรับชะตากรรมกับทางที่เขาเป็นผู้เลือก ต่อไปนี้เขาจะกลับไปเป็นเพียงผู้เฝ้ามองคนๆ นั้นเหมือนเดิม...จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตเขาหรือไม่ก็ของฌองเตสเองนั่นแหละ
........................................
อองเดรเหม่อมองท้องฟ้ายามราตรีกาลอย่างหม่นหมอง พรุ่งนี้แล้วซีนะ...คริสต์มาส...วันที่ผู้คนได้อยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้า บรรยากาศอุ่นอวลสายใยผูกพัน แม้ว่าเขาจะไม่มีคนในครอบครัวอย่างคนทั่วไป..แต่เขาก็คิดว่าทุกคนในโบสถ์เป็นครอบครัวของเขา แม้มันจะไม่ทำให้เขาอบอุ่นและรู้สึกว่าเป็นครอบครัวจริงๆ ก็ตาม แต่ทุกคนก็รักเขาและเขาก็รักทุกคนเช่นกัน ทุกคริสต์มาส..พวกเขาจะร่วมฉลองด้วยกัน..ไม่หรูหราทว่าอบอุ่น
ที่นี่..คฤหาสน์ใหญ่โตนี้ พรากความทรงจำดีๆ ของเขาไปจนสิ้นแล้ว การมีชีวิตไปวันๆ โดยไม่อาจเป็นผู้กำหนดชะตาตัวเอง..มันน่าเศร้าเกินไปในยามเทศกาลแห่งความสุขเช่นนี้ ช่วงเวลาของอองเดรพลิกผันอย่างสิ้นเชิง เขาจะตื่นในยามกลางคืนและหลับใหลในตอนกลางวัน เวลาที่เขานอนนั้นมากกว่าตื่นเสียอีก ไม่รู้ว่ามันเป็นแบบนั้นได้อย่างไร..แต่ทุกครั้งเขาจะตื่นได้เมื่อเคานท์ฌองเตสเป็นผู้ปลุกเท่านั้น
บางครั้งเขารู้สึกโล่งอกเมื่อเคานท์รูปงามบอกว่าจะออกไปข้างนอก เพราะนั่นหมายถึง ชายหนุ่มจะดื่มกินเลือดที่ไม่ใช่ของเขา แต่บางครั้งเขาก็รู้สึกเหงาเมื่อไร้เงาชายรูปงามผู้นั้น และอีกส่วนหนึ่งที่เด็กหนุ่มพยายามไม่คิดมากยามเคานท์ฌองเตสออกไปหาเหยื่อข้างนอกคือ...ความรู้สึกผิดลึกๆ ถ้าเหยื่อไม่ใช่เขา คนอื่นที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็จะเป็นเหยื่อแทนตัวเขา..ซึ่งอาจเคราะห์ร้ายถึงขั้นเสียชีวิตหรือกลายเป็นแวมไพร์ก็ได้ มันไม่น่าจะมีคนเคราะห์ร้ายมากขึ้นอีก..เขาคนเดียวก็น่าเศร้าพอแล้ว
จิตใจที่อ่อนโยนและเด็ดเดี่ยวของอองเดรทำให้เขาตัดสินใจแล้ว
เสียงประตูบานหนาหนักถูกผลักเปิดออกโดยที่ร่างเบื้องหน้าประตูบานนั้นไม่ต้องออกแรงแต่อย่างใด
เรือนร่างสูงเพรียวเดินมานั่งลงยังปลายเตียงพลางกวักมือเรียกอองเดรให้เข้ามาหา และเมื่อเด็กหนุ่มยืนอยู่เบื้องหน้า มือเรียวสวยที่มีรอยแผลเป็นรูปกางเขนกลางฝ่ามือก็รั้งคอเสื้ออีกฝ่ายลงมา
ริมฝีปากแดงจัดแย้มยิ้มก่อนประทับจุมพิตแผ่ว "วันนี้ขอนะ เลือดคนอื่นช่วยอะไรข้าไม่ได้เลย..นอกจากเลือดเจ้า" พูดจบ..คมเขี้ยววาววับก็ค่อยกดแทรกลงบนผิวเนื้อนุ่มบริเวณต้นคอ
"อึ๊!!"
............
......
อองเดรลืมตาขึ้นช้าๆ หลังจากหมดสติคาอ้อมแขนท่านเคานท์รูปงาม พอรู้ตัวว่าหนุนตักอีกฝ่ายอยู่จึงพยุงกายลุกนั่ง..เขามีเรื่องที่ต้องพูดกับฌองเตสให้รู้เรื่อง
"ท่านฌองเตสครับ"
"หือ?" มือเรียวสวยยังลูบไล้เส้นผมสีทองยาวระบ่าอย่างเพลิดเพลิน.. สีทองกระจ่างตาตัดกับของเขาโดยสิ้นเชิง เขารู้...เด็กหนุ่มต้องการคุยกับเขาเรื่องอะไร --เลือด ยังคงทำหน้าที่บอกทุกสิ่งอยู่ดี-- แต่เขาแกล้งทำเป็นไม่รู้.. ทุกสิ่งต้องออกมาจากปากของอองเดรเท่านั้น
"คุณ เบื่อเลือดของผมหรือยัง?"
"ไม่" เคานท์ฌองเตสรอคอยประโยคต่อไปอย่างสงบด้วยใจจดจ่อ
"ถ้างั้น...จะเป็นไปได้ไหม ถ้าคุณจะดื่มเลือดของผมเพียงคนเดียว โดยไม่ทำร้ายคนอื่นอีก ได้ไหมครับ?" อองเดรยังรู้ตัวดี ว่าเขาไม่มีสิทธิ์ขอสัญญาจากคนที่คิดว่าเขาเป็นอาหารโดยชอบธรรมได้ ..แต่เขา ก็ยังมีความหวังอยู่
"ทำไมถึงต้องการแบบนั้น ข้าคิดว่าเจ้าต้องการไปจากทีนี่เสียอีก"
".....ตอนแรกผมก็คิด แต่ว่า..ผมรู้ดี ผมไม่สามารถไปจากที่นี่ได้อยู่แล้วถึงจะอยากหนีไปมากแค่ไหนก็ตาม ดังนั้น..ถ้าจะมีใครต้องเสียสละ คนนั้นก็น่าจะเป็นผมแค่คนเดียว" นัยน์ตาเขียวสดยังสบกับนัยน์ตาแดงฉานอย่างกล้าหาญ ..ไม่แม้แต่จะกะพริบ ทว่า..ในนั้นก็ยังเห็นแววหวั่นไหวอยู่ไม่น้อย
"ข้าจะให้โอกาสเจ้า"
"เอ๋??"
"เมื่อพ้นเที่ยงคืนของคืนนี้ไป ข้าจะอ่อนแอดุจมนุษย์ธรรมดาเช่นเจ้า ข้าก็เป็นเช่นภูตผีปิศาจตนอื่น... อา...วันประสูติแห่งศาสดา ช่างน่าเบื่อนักเชียว......
ช่วงเวลานั้น ข้าจะหลับใหล ..อ๊ะๆ ไม่ได้บอกให้เจ้าไปจากข้าได้นะ แต่หากเจ้าจะหนีก็มีแค่เวลานั้นที่เจ้าจะทำได้ แต่ถ้าเจ้ายังอยู่กระทั่งข้าตื่นขึ้นในวันถัดไปแล้วล่ะก็...ข้าจะให้คำตอบทุกอย่างแก่เจ้า"
"...................."
"ทำไม..ถึงบอกล่ะครับ?"
"ก็บอกแล้ว ข้าให้โอกาสไงล่ะ ถือซะว่าเป็นของขวัญคริสต์มาสจากข้าก็แล้วกัน"
แววหวั่นไหวไม่แน่ใจตีกันให้วุ่นอยู่ในดวงตาจนเห็นได้ชัด และฌองเตสก็สนุกที่ได้สังเกตมัน..ในสายตาของแวมไพร์จะสามารถมองเห็นได้ดีเหนือกว่ามนุษย์ และงดงามกว่าที่มนุษย์ธรรมดามองเห็นมากเหลือเกิน..ทุกๆ สิ่งล้วนมีชีวิตชีวา.. ฌองเตสเองก็รักความสามารถอันนี้เช่นกัน
"แล้วกว่าจะถึงเวลานั้น ข้าอยากได้ของขวัญคริสต์มาสก่อนจะหลับลึก"
อองเดรคิดไม่ตก การที่ท่านเคานท์ผู้พรั่งพร้อมเอ่ยปากอยากได้ของขวัญนั้น..เขาไม่แน่ใจในจุดประสงค์ผู้พูดเอาเสียเลย ที่พูด...เพราะแค่เปรยออกมา หรือว่าต้องการให้เขาเป็นผู้นำของขวัญนั้นให้แก่เจ้าตัวกันแน่
"ข้าน่ะ ไม่เคยได้รับของขวัญในวันนั้นเลยสักครั้ง ตลอดช่วงชีวิตที่ยาวนานของข้า.." น้ำเสียงกังวานใสดูหงอยเหงาแม้นใบหน้านั้นจะเรียบเฉยก็ตามที..พาให้อองเดรอดสงสารไม่ได้ แม้ตัวเขาจะเป็นเด็กกำพร้า แต่เขาก็ยังได้ฉลองและของขวัญเล็กๆ น้อยๆ จากหลวงพ่ออยู่ดี..ต่างกับเคานท์หนุ่มผู้นี้ที่ไม่เคยมีใคร และไม่สามารถตื่นขึ้นมาฉลองช่วงเวลานั้นด้วย
"คุณ..อยากได้อะไรเป็นพิเศษรึเปล่า? ถ้าผมสามารถทำให้คุณได้ หรือหาให้คุณได้ ผมก็จะทำ"
นัยน์ตาสีแดงก่ำวาววับอย่างยินดี..แต่ที่อองเดรไม่รู้คือ จ้าวแห่งแวมไพร์เป็นนักแสดงตัวยง!! "เจ้าทำให้ข้าได้แน่ ว่าแต่..จะทำให้ข้าจริงๆ น่ะ?"
นักบวชฝึกหัดยิ้มอ่อนหวาน "จริงสิครับ"
"สาบานมา แค่รับปากยังไม่พอ"
อองเดรอดแปลกใจไม่ได้ กับแค่เรื่องของขวัญเล็กน้อยแค่นั้น ทำไมท่านเคานท์ฌองเตสถึงอยากได้ขนาดให้เขาต้องสาบานเลยเหรอ...ก็อาจเป็นไปได้ที่ว่าช่วงชีวิตอันยาวนั้น ไม่เคยได้รับของขวัญรวมทั้งไม่เคยไว้ใจผู้ใดเลย ใจอ่อนโยนประหวัดไปถึงเด็กกำพร้าที่ไร้ที่พึ่งและไม่เคยได้รับความรักอย่างเพียงพอ ชีวิตที่ต้องดิ้นรนทำให้คลุกคลีอยู่อยู่กับคนไม่ดี ฌองเตสเองก็คงคล้ายคลึงกัน..ปิศาจผู้โดดเดี่ยวและอยู่ท่ามกลางสิ่งไม่ดีทั้งปวง
อองเดรยิ้มให้อีกฝ่ายจากใจ อ่อนโยนดุจมารดามีต่อบุตร..ฌองเตสถึงกับคำนึงในใจ --รอยยิ้มพระแม่มารี-- "ผมไม่กลับคำหรอกครับ สาบานว่าจะให้ทุกสิ่งที่คุณต้องการ"
รอยยิ้มชั่วร้ายผุดขึ้นบนใบหน้างดงามราวภาพวาดนั้นทันที "สิ่งที่ข้าต้องการ คือ...ร่างกายและหัวใจของเจ้า"
อองเดรอ้าปากค้าง คำขอที่ไม่คาดฝันชายผู้นั้นพูดออกมาได้อย่างไรกัน?? ร่างกายงั้นเหรอ..หัวใจงั้นเหรอ.. มันไม่ใช่สิ่งที่จะให้กันได้ง่ายๆ นะ!!
เหมือนฌองเตสจะรู้ความคิดเด็กหนุ่มจึงพูดดักทางขึ้นมาอีก
"เจ้าสาบานแล้ว ทั้งสองสิ่งเจ้าสามารถให้ข้าได้ทั้งนั้น อย่ากลับคำสาบานล่ะนักบวช" รอยยิ้มกว้างอย่างผู้ชนะอวดคมเขี้ยวยาวสวย อาศัยจังหวะที่เด็กหนุ่มยังไม่ทันตั้งตัวเข้าประชิดรวบร่างสว่างไสวนั้นสู่อ้อมแขนบอบบาง กว้าง และอบอุ่นใจ
"ผม ผม ..ผมทำไม่ได้จริงๆ ปล่อยผมเถอะครับ นะ" อองเดรทราบดี..เรี่ยวแรงของเขาไม่อาจต้านทานได้แน่นอน ทางที่ดีที่สุดคือการประนีประนอม แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะทำได้ดีแค่ไหน
"ปิศาจเช่นข้าอาจดูไร้สัจจะ แต่ถ้าหากว่านั่นเป็นคำสาบาน..มันคือกฎ กฎที่ไม่อาจฝ่าฝืน อันที่จริงจะว่าไปแล้ว..ไม่บ่อยนักหรอกที่เหล่าสิ่งมีชีวิตเช่นพวกข้าที่ไม่อาจเรียกว่ามนุษย์นั้นจะอ้างถึงคำสาบาน พวกเราไม่สาบานพร่ำเพรื่อเพราะงั้นมันถึงมีค่าไง ในเมื่อนั่นเป็นสิ่งที่ยึดมั่นแล้ว..เจ้าเองก็ต้องทำตามเช่นกัน"
"แต่... ใช่!! คุณสัญญากับผมแล้วว่าจะไม่ทำกับผมแบบผู้หญิงคนนั้น คุณเองก็ต้องทำตามคำสัญญาเช่นกัน"
"โอ... ข้าคิดว่าเจ้าคงเข้าใจผิดอะไรสักอย่างแล้ว ลองนึกดูให้ดี..ข้าเคยสัญญาแน่หรือไม่"
".................."
ใช่แล้ว..ในคืนนั้น คืนที่เขาร้องขอความเมตตาจากอีกฝ่าย เคานท์ฌองเตสเพียงหัวเราะและบอกว่าขอเลือดของเขาไปแล้วกัน แต่นั่น..ไม่ใช่คำสัญญาว่าจะไม่ทำแบบนั้นอีก ให้ตาย!!~ นี่เขาเสียรู้ซะแล้ว
"และต่อให้เจ้าดิ้นรนแทบตายก็หนีข้าไม่พ้นอยู่ดี..ยอมเสียเถอะ ข้าไม่ชอบฝืนใจใคร" ถ้าไม่จำเป็น...
อองเดรครุ่นคิดหนัก การที่เขาต้องมามีสัมพันธ์กับคนที่เขาไม่ได้รักเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ อีกทั้งคนๆ นั้นยังเป็นแวมไพร์.. เงื่อนไขล้วนไม่ลงตัวทั้งนั้น หากประวิงเวลาให้ถึงเที่ยงคืนได้..เขาจะรอดพ้น
ต้องทำอย่างไร?
ในตอนนี้ความคิดของอองเดรสับสนวุ่นวายและไม่แน่ใจอะไรสักอย่าง..แม้แต่ใจตัวเอง จะหนี..หรืออยู่ต่อ จะยินยอม..หรือต่อต้าน ???
"......ให้เวลาอีกหน่อยได้ไหม? มัน..เร็วเกินไปสำหรับผม"
"จะอย่างไรก็ไม่ยอม?" อองเดรพนักหน้ารับช้าๆ "แล้วที่พูดมาน่ะ หมายความว่าอะไรรู้ตัวหรือเปล่า" แล้วเด็กหนุ่มก็พยักหน้าอีก "นั่นหมายถึง..ผมจะอยู่รอ จนกว่าคุณจะตื่นขึ้นในเที่ยงคืนของวันถัดไป"
"อา..นั่นล่ะที่ข้าชอบ งดงามจริงๆ ไม่ใช่แค่เปลือกกายภายนอก..แต่จิตใจของเจ้าก็งามด้วยเช่นกัน" เคานท์ฌองเตสปล่อยร่างที่รัดรึงออกพลางล้มตัวนอนลงบนเตียงกว้าง "สิ่งมีชีวิตเช่นข้าไม่คู่ควรกับเจ้าเลยแม้แต่น้อย แต่นั่นยิ่งทำให้ข้าอยากกระชากเจ้ามาเป็นของข้าจนตัวสั่นเลยล่ะ"
"มานี่สิ" ฝ่ามือเรียวยาวยื่นออกไปอย่างรอคอย ..กระทั่งมือนุ่มของเด็กหนุ่มประทับลงมาอย่างไม่แน่ใจนัก เคานท์ฌองเสตกระชับมือน้อยก่อนกระตุกเบาๆ ให้ร่างนั้นขึ้นมาบนเตียงกว้าง "นอนกับข้า" อองเดรทำตามด้วยดี..เขาเอนกายลงซุกซบกับหมอนอีกใบแต่ท่านเคานท์หนุ่มก็รวบร่างของเขาเข้ามาแนบชิดอยู่ดี
อองเดรเคยรู้สึกว่าร่างกายของแวมไพร์ผู้นี้มีอุณหภูมิต่ำ..ทว่า ณ ตอนนี้.. ร่างที่โอบกอดเขาเอาไว้หลวมๆ กลับอบอุ่น..อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน และการที่มีใครอีกคนนอนเคียงข้าง..มันห่างหายมานานแค่ไหนแล้วนะ ไออุ่นจากอ้อมกอดยามหลับนอนที่ไม่เคยได้สัมผัส..มันรู้สึกดีขนาดนี้เชียวเหรอ เป็นครั้งแรกจริงๆ...ที่รู้สึกได้ถึงอ้อมกอดนี้ ไออุ่นนี้ ..ความอ่อนโยนนี้...
"ท่าน..กำลังทำให้ผมสับสน" เสียงเบาๆ บ่นพึมกับตัวเอง แต่ประสาทหูอันดีเยี่ยมก็ยังได้ยินทั้งๆ ที่ผู้พูด ไม่ได้ต้องการให้เขารู้เลยแม้แต่น้อย
....
.......
..........................................
ยามเช้าที่อองเดรไม่ได้เห็นมานานทำให้เขาสดชื่นอย่างไม่เคยเป็นตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ห้องนอนนี้ยังปิดมืด..และอองเดรรู้ดี แวมไพร์ไม่อาจอยู่ท่ามกลางแสงตะวัน มันเป็นคำสาปเพื่อแลกกับความแข็งแกร่งที่มี...ช่วงชีวิตที่โลดแล่นได้เฉพาะยามค่ำคืน
นักบวชน้อยพินิจใบหน้ายามหลับของเคานท์รูปงามที่เขาไม่เคยเห็นเงียบๆ ฌองเตสคือการผสมผสานของความงามที่เย็นชาแต่น่าหลงใหล..เขาไม่แปลกใจเลยที่ปริแอร์บูชาชายผู้นี้ถึงขนาดนั้น.. มันเป็นความงามที่ทำให้ทุกคนที่ได้เข้าใกล้ยอมสยบอยู่แทบเท้า แม้แต่อองเดรเองก็ตาม ถึงจะเป็นคนเรียบเรื่อยก็ยังอดรู้สึกชื่นชมในความงามนี้ไม่ได้เช่นกัน
อองเดรลงมาเบื้องล่างจนถึงโถงใหญ่ มือขาวบางจับหูประตูบานใหญ่อย่างตื่นเต้น.. ออกแรงผลักไม่มากนักทุกสิ่งก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ..แสงแดดสวยงามส่องสว่าง..เกล็ดหิมะเงาวับจับตา ทุกอย่างขาวโพลนสวยงาม..ทุกอย่างถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวบริสุทธิ์ สองเท้าย่ำเดินไปตามทางคดเคี้ยว รอยเท้าม้าทำให้รู้ว่าอาจเป็นปริแอร์ที่ขี่ม้าออกไปเพื่อเข้าเมือง หากเดินตามทางนี้ไปเรื่อยๆ เขาจะกลับไปที่โบสถ์ได้ในที่สุด
นานนับชั่วโมงที่เดินย่ำผ่านพื้นดินที่ชื้นแฉะ.. ถึงเหนื่อย แต่สายลมหนาวก็พัดพาหยาดเหงื่อแห้งสนิทเสียทุกครั้ง แล้วทางเดินก็เริ่มเคยคุ้น ไม่กี่ไมล์จะถึงเนินเตี้ยๆ ที่สามารถมองลงไปยังพื้นที่ที่ต่ำกว่าได้ เดินไปอีกหน่อยก็ถึงโบสถ์ และถ้าเดินผ่านโบสถ์ไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นตัวเมืองที่ผู้คนขวักไขว่และครื้นเครงในยามเทศกาล ..มันน่าสนุกและดึงดูดอองเดรทุกปี แต่ปีนี้เขาหวังเพียงให้ตัวเองไปถึงโบสถ์ก่อนเป็นอันดับแรก
อองเดรมองลอดจากรอยประตูหน้าโบสถ์ที่ปิดไม่สนิท นั่น..หลวงพ่อคาเมรอน ผู้ที่คอยดูแลและเลี้ยงดูจนเขาเติบใหญ่ ผู้ที่ให้ความอบอุ่นแก่เขาดุจพ่อแท้ๆ ก็ไม่ปาน ท่านกำลังนั่งสวดมนต์อยู่เบื้องหน้าพระผู้เป็นเจ้า... แสงแดดส่องเป็นลำไปยังร่างของท่าน งดงามเหมือนอยู่บนสวรรค์ไม่มีผิด
เสียงเปิดประตูดังขึ้นท่ามกลางความเงียบทำให้ร่างชราเหลียวกลับไปมองด้านหลัง ร่างคุ้นเคยของเด็กหนุ่มทำให้ท่านปรี่เดินเข้าไปหาด้วยใบหน้ายินดี
"โอออ.... อองเดร" ขานเพียงเท่านั้นร่างต่างวัยก็สวมกอดกันแน่น "นี่ลูกหายไปไหนมา ทุกๆ คนล้วนเป็นห่วงกันทั้งนั้น"
"ขอโทษครับคุณพ่อ ที่ทำให้ทุกคนเป็นกังวล ขอโทษจริงๆ ครับ"
"มา มาเถอะ..งานฉลองกำลังจะเริ่มแล้ว ทุกคนต้องดีใจมากแน่ๆ ที่ลูกกลับมา" อองเดรเดินตามร่างชราไปอีกด้านของโบสถ์ ที่ลานกว้าง..บนโต๊ะไม้ตัวใหญ่มีอาหารต่างๆมากมาย เหล่านักบวชคนอื่นๆ กับเด็กกำพร้าที่อยู่ในอุปการะของโบสถ์เซนต์คาเมรอนยืนกระจายกันอยู่รอบๆ รอคอยช่วงเวลาสำคัญ... ทุกๆ คนรอให้หลวงพ่อคาเมรอนมาทำพิธีศักดิ์สิทธิ์เพื่อเริ่มการฉลอง
เมื่อพิธีผ่านไป เด็กๆ ก็พากันกรูใส่อาหารเบื้องหน้า เหล่าผู้ใหญ่ทั้งหลายมองด้วยความเอ็นดู บ้างสนทนากัน บ้างปลีกตัวเข้ามาถามไถ่อองเดรด้วยความห่วงใยและยินดีที่เขากลับมา
"ไม่มีอะไรมากหรอกครับ เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยเลยกลับมาไม่ได้เท่านั้นเอง แต่ผมก็กลับมาแล้วนะ" ด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน..ทุกคนจึงเลือกที่จะเชื่อสิ่งที่เด็กหนุ่มพูด
................เวลาดำเนินผ่านไปจากบ่ายคล้อยจนเย็นค่ำ งานเฉลิมฉลองกำลังจะเลิกรา
"อองเดร ไปเที่ยวในเมืองกัน มีฉลองกันที่ลานจตุจักร งานใหญ่เชียวล่ะ" น็องส์..เด็กหนุ่มวัยใกล้เคียงกันและเป็นเพื่อนสนิทของอองเดรมาแต่เด็กปรี่เข้ามาชวนเขาทันทีเมื่อเห็นว่าหลายคนเริ่มสลายตัวจากงานฉลองของโบสถ์แห่งนี้แล้ว
เด็กหนุ่มเหลียวมองไปยังหลวงพ่อคาเมรอนที่ยังสนทนาอย่างออกรสกับคนอีกหลายคน
"อ๋อ เรื่องหลวงพ่อคาเมรอนไม่ต้องห่วงหรอก ฉันไปขอให้นายเรียบร้อยแล้วล่ะ" อองเดรยิ้มขอบใจก่อนพยักหน้าให้ไปกันสักที
"อา...คืนนี้สนุกชะมัดเลย เฮ้..เป็นไรรึเปล่า? ตั้งแต่นายกลับมาก็ดูเครียดๆนะ มีอะไรก็บอกกันสิ ฉันเป็นเพื่อนนายนะอองเดร"
น้ำเสียงเอื้ออาทรของเพื่อนผู้แสนดีทำให้นัยน์ตาเขียวสดผ่าวร้อน ความตื้นตันจุกอยู่ที่อก..เขาไม่คิดเลยว่าความรักของเพื่อนจะทำให้เขาดีใจได้ขนาดนี้ มือบอบบางเอื้อมเกาะกุมมือกร้านหนาก่อนกระชับแน่น "ขอบใจ ขอบใจเพื่อนรัก แต่..ไม่มีอะไรหรอก นะ ไปดูขนมร้านนั้นกันดีกว่านะ" อองเดรเสเปลี่ยนเรื่องเนื่องจากรู้จักน็องส์ดี...คนๆ นี้ยังสงสัยแน่ๆ ..ก็ฉลาดขนาดเป็นนักประดิษฐ์อนาคตไกลนี่นะ
พระจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่ลอยอยู่กลางท้องฟ้าสาดแสงนวลตามายังร่างพิสุทธิ์ ใกล้เที่ยงคืนเข้าไปทุกที... อองเดรมองจันทร์ดวงนั้นด้วยแววหวานเศร้า ความอบอุ่นที่รู้สึกได้ทำให้เขาผินหน้าไปมองเพื่อนรัก ..น็องส์โอบไหล่ของเขาแล้วตบปุๆ แรงๆ สักสองสามที
"อย่าทำหน้าเศร้าแบบนั้นน่า วันนี้วันแห่งความสุขนะ"
อองเดรยิ้มกว้างอย่างงดงาม ...มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อบอุ่นที่สุดจริงๆ นั่นแหละ การมาเดินเที่ยวกับเพื่อนรักและกลับมามีชีวิตปกติอย่างที่เคยเป็นทำให้เด็กหนุ่มยิ่งดูสดใสมีชีวิตชีวา
ร่างในเสื้อคลุมมีฮู๊ดปิดบังใบหน้าแอบมองสองเพื่อนรักกอดคอกันเดินเที่ยวอยู่ได้ครู่..ร่างมุมตึกคู้ตัวลงมองฝ่ามือของตัวเอง สำนึกของเขารู้ดี..มือคู่นี้ไม่อาจให้ความอบอุ่นแก่เด็กหนุ่มได้ดุจเดียวกับมนุษย์ด้วยกัน การได้เฝ้ามองรอยยิ้มของอองเดร--ผู้เปรียบเหมือนแหล่งรวมของแสงตะวันที่จัดจ้าและเต็มไปด้วยสีสัน-- เท่านี้..เคานท์รูปงามก็ยิ้มออกมาได้แม้จะฝืดเฝือนก็ตามที
มือกร้านเหี่ยวย่นด้วยวัยรั้งข้อศอกของเขากลับมาก่อนสวมกอดร่างของเขาเอาไว้แน่น..แทบจะฝังลงไปในร่างใหญ่โตนั้น นับเป็นครั้งแรกที่ปริแอร์อาจหาญแตะต้องร่างกายของเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต
...ความรู้สึกผิดยามได้เห็นใบหน้านั้นแย้มยิ้ม ความสดชื่นเปล่งประกายเหมือนแดดหลังฝน ...สมควรแล้วหรือที่เขาจะพรากรอยยิ้มนั้นมา ควรแล้วหรือ..ที่เขาจะฉุดตะวันดวงนั้นเข้าสู่เงามืดของเขา "ข้า...ควรปล่อยเขาไปใช่ไหม?"
"...........ใช่" ความอ่อนแอของท่านเคานท์ผู้เย่อหยิ่งทำให้ชายชราทนดูไม่ได้ คนๆ นี้ไม่เคยยอมก้มหัวให้สิ่งใด..ไม่เคย ที่จะชายตาแลใคร และไม่มีใครกล้าทำให้เคานท์คนนี้ต้องอดสูได้ถึงเพียงนี้
คำตอบคำเดียวสั้นๆ เป็นเหมือนคมมีดที่บาดลึก..หัวใจที่ไม่มีวันหยุดเต้น ปวดแปลบ..
"แต่เขาเป็นของข้านะ เขาสัญญาจะกลับมาหาข้า เขาสาบานแล้วว่าจะให้ทั้งตัวและหัวใจแก่ข้า" น้ำเสียงดื้อดึงเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ยังความเจ็บปวดมาสู่ผู้ที่รักเขามากกว่าใครๆ
"มนุษย์ไม่เคยรักษาสัจจะท่านก็รู้ กลับเถิดฌองเตส..ท่านอ่อนแรงมากแล้ว ที่ฝืนออกมาถึงนี่ก็ทำให้ท่านย่ำแย่ถึงขนาดนี้"
เคานท์ฌองเตสหันกลับไปมองใบหน้าร่าเริงนิ่งครู่หนึ่งจึงค่อยออกเดินตามแรงพยุงจากชายชรา ...กลับสู่ที่ๆ เขาควรอยู่ ...ที่ๆ อองเดรไม่ควรอยู่ ...ที่ๆ เขาจะไม่มีอองเดรเคียงข้างอีกต่อไป ~~แต่จะทำใจเดินจากไปได้จริงหรือ...สำนึกในความเป็นเจ้าของยังล้นปรี่เต็มหัวใจและไม่ยอมที่จะลดลงแม้แต่น้อย.. ถ้าเพียงแต่เขาจะกระชากอองเดรให้อยู่ในอ้อมแขนของเขาอีกครั้ง.......ถ้าเพียง..
'นี่ข้าประเมินเจ้าผิดไปจริงๆ หรือ... ตัวตนที่ข้าสัมผัสได้ จิตวิญญาณที่ข้ารู้สึก นั่นไม่ใช่เจ้าหรอกหรืออองเดร'
..................นัยน์ตาแดงฉานเฝ้ามองร่างสว่างไสวดุจแสงตะวันกับชายหนุ่มอีกคนที่สดใสไม่แพ้กันเดินคลอเคลียกันไปด้วยความริษยา ยามกาลเวลาผ่านพ้นเที่ยงคืน..เรี่ยวแรงมหาศาลกลับคืนเหมือนเก่า ด้วยความเร็วในตอนนี้..การเข้าใกล้ร่างสองร่างที่อยู่ห่างไกลนั้นเป็นเรื่องง่ายดาย หายใจเฮือกเดียวร่างสูงสง่าหยุดยืนขวางทางทั้งสองร่างเอาไว้
อองเดรสะดุ้งสุดตัวเมื่อพบว่าใครยืนอยู่เบื้องหน้า ความหวาดกลัวทำให้ใบหน้านั้นซีดเผือดผิดกับรอยยิ้มสดใสก่อนหน้านี้ มือบางกระชับกุมมือหนาของชายหนุ่มข้างกายแน่น
"ข้ามาทวงสัญญา กลับไปกับข้าเดี๋ยวนี้!!" เคานท์ฌองเตสเอ่ยเสียงกร้าวพลางก้าวเข้าหาอย่างคุกคาม น็องส์ผู้อยู่ในเหตุการณ์เห็นท่าไม่ดีจึงยืนขวางเอาไว้เพื่อปกป้องเพื่อนรักของเขาสุดชีวิต ฌองเตสหน้ามืดจนไม่คิดอะไรอีกแล้ว ฝ่ามือแข็งแกร่งกระชากร่างหนานั้นออกจนกระเด็นไปกระแทกเข้ากับต้นไม้โดยแรง เลือดสดๆ ทะลักทลายออกมาจากปากจนน่ากลัว
อองเดรตะลึงงันกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนได้สติถลาเข้าหาร่างเพื่อนรักแล้วประคองเอาไว้ เด็กหนุ่มตะโกนร้องขอความช่วยเหลือไม่หยุดหย่อนแต่ไม่มีใครได้ยิน ลมหายใจของน็องส์ขาดห้วงก่อนหยุดนิ่ง... --ตาย-- อองเดรปล่อยโฮอยู่ตรงนั้น กอดร่างไร้ชีวิตพร่ำเรียกชื่อน็องส์ไม่หยุด
"อย่าตาย.. ไหนนายบอกว่านายเป็นเพื่อนฉันไง เพื่อนเขาไม่ทิ้งเพื่อนหรอกนะ ลืมตาสิน็องส์" ไม่ว่าจะเรียกร้องฉุดรั้งไว้มากแค่ไหนร่างเย็นเฉียบก็ไม่มีปฏิกริยาตอบกลับมา อองเดรนั่งโยกตัวเหมือนไร้สติจนฌองเตสทนไม่ไหวเดินเข้าแยกเด็กหนุ่มออกจากศพเพื่อนรักอย่างไม่ปรานี
อองเดรแหงนมองร่างเบื้องหน้าด้วยแววตาเคียดแค้น ก่อนเอ่ยคำเพียงไม่กี่คำที่ทำให้เคานท์รูปงามถึงกับกระตุก "...ผมเกลียดท่าน!!"
เฮือก!!~
เสียงนาฬิกาไขลานเรือนใหญ่ดังแว่วบอกเวลาที่ล่วงเลยมาถึงเที่ยงคืน มือเรียวสวยลูบหน้าตัวเองขับไล่ความอ่อนล้าก่อนพยุงกายลุกขึ้น..เรี่ยวแรงของเขากลับมาหมดแล้ว ฝันนั่น..เหมือนจริงจนน่ากลัว อองเดรคงเกลียดเขาจริงๆ
เพียงแค่ได้เห็นภาพอองเดรอยู่กับเจ้าหนุ่มนั่น.. กลับมาถึง ความอ่อนเพลียก็พาเขาสู่นิทราอีกครั้งโดยง่าย..ภาพบาดตานั่นทำให้เขาฝันร้าย
เสียงแง้มประตูเบาๆ ทำให้ท่านเคานท์หันเหความสนใจไปมอง ..เขาคิดว่าปริแอร์คงขึ้นมาดูเขาด้วยความเป็นห่วง แต่ทว่า..กลิ่นอายอ่อนเยาว์เบื้องหลังประตูบานนั้นทำให้เขาอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้... ร่างที่นั่งนิ่งอยู่บนที่นอนหลับตานิ่งไม่ทันได้เห็นผู้ที่ยืนอยู่หลังประตู เสียงฝีเท้าแผ่วกำลังก้าวเข้ามาใกล้
"อ๊ะ.. นี่ผมมาไม่ทันเหรอเนี่ย อุตส่าห์เอาม้ามาแล้วเชียว..นึกว่าจะถึงก่อนท่านตื่นเสียอีก"
เคานท์ฌองเตสค่อยลืมตาเพื่อประทับร่างหอบน้อยๆ นั่นในสายตา ดวงแก้วแดงฉานฉายแววอ่อนหวาน รอยยิ้มกว้างอวดโฉมเขี้ยวยาวสวย จ้าวแห่งแวมไพร์สวมกอดร่างนั้นด้วยอบอุ่นหัวใจ ...ใครจะคาดคิด คนที่สดใสท่ามกลางสีสัน.. จะกลับมาหาเขาผู้ซึ่งอยู่ในเงามืดเช่นนี้
"เจ้า..กลับมาทำไม?"
"ผมก็แค่..ติดสัญญากับท่านไว้"
"ความจริงเจ้าไม่ต้องรักษาสัญญากับข้าก็ได้ ไม่เสียใจหรือ..ละทิ้งความสุขของเจ้ามาแบบนี้" เรียวนิ้วสวยลูบไล้โครงหน้างดงามอย่างใหลหลง
"ก็ เสียดายอยู่เหมือนกัน..แต่ผมไม่เสียใจหรอก ก็ผมเป็นคนตัดสินใจเองนี่นา"
"อา..เจ้าเป็นของขวัญคริสต์มาสที่ดีที่สุดสำหรับข้า" จุมพิตหวานละมุนประทับทั่วใบหน้าขาวอย่างไม่รู้หน่าย
..
.....
ความคิดอองเดรย้อนกลับไปตอนก่อนเที่ยงคืน น็องส์เดินมาส่งเขาถึงโบสถ์หลังเดินเที่ยวกันเป็นที่สนุกสนาน เด็กหนุ่มรั้งเพื่อนของเขาไว้ อึกอักอึกอักไม่กล้าพูดกระทั่งฝ่ายนั้นย้ำถามออกมา
"เอ้า!! ว่าไงล่ะอองเดร มีอะไรจะพูดก็ว่ามา"
"ฉัน.. จากนี้ไปฉัน จะไม่อยู่ที่นี่อีกแล้ว ฝ..ฝากบอกคุณพ่อกับทุกคนด้วยได้ไหม? ฉันไม่กล้าเข้าไปลา..."
น็องส์อ้าปากค้าง นี่เพื่อนเขาคิดอะไรอยู่..จู่ๆ ก็มาบอกว่าจะไป "ห..หา?? นายว่าไงนะ? ไม่อยู่...แล้วนายจะไปไหน?!?" ชายหนุ่มเข้าไปคว้าไหล่บอบบางบีบแน่นคาดเค้นเอาความจริง
"ฉันไปไม่ไกลนักหรอก ..แต่คงกลับมาที่นี่อีกไม่ได้แล้ว..ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับมาหรือเปล่าด้วย เพราะงั้น..ฉันดีใจ ที่ได้รู้จักทุกคน..ดีใจที่ได้เป็นเพื่อนนาย" รอยยิ้มเศร้าๆ นั้นทำให้น็องส์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใช่ว่าเพิ่งรู้จักเสียเมื่อไหร่..พูดได้เต็มปากเลยว่าโตมาด้วยกัน เขารู้จักเพื่อนคนนี้ดี ..ตัดสินใจอะไรไปแล้วจะไปเปลี่ยนน่ะยากยิ่งกว่ายาก
"ฉันถามแค่คำเดียว ..สิ่งที่นายจะทำน่ะ มันจะทำให้นายมีความสุขไหม?"
"อืมมม ไม่รู้สินะ..ฉันไม่รู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ถูกหรือผิดด้วยซ้ำ แต่ฉันก็เชื่อว่า..ทางที่ฉันเลือกมันดีที่สุดแล้วสำหรับตอนนี้ สบายใจเถอะนะ..วันนี้วันคริสต์มาสนี่นา ต้องมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นแน่นอน"
"งั้นเอาม้าฉันไปไหม มืดแบบนี้ไม่อยากให้นายเดินไป..อันตราย"
อองเดรสวมกอดเพื่อนรักสุดแรงที่เขามี... เพื่อนคนนี้เข้าใจเขาเสมอ เพื่อนคนนี้มีความรักที่ล้นเหลือให้เพื่อนอย่างเขาตลอดมา ไม่ว่ายามไหนน็องส์ก็จะคอยอยู่เคียงข้างเขาโดยไม่เคยโต้แย้ง "ฉันรักนายนะน็องส์ จะไม่ลืมนายเลย"
"ฉันก็เหมือนกัน ขอให้มีความสุขนะเพื่อน" สองเพื่อนรักมองตากันอย่างเข้าใจ สายสัมพันธ์ที่เรียกว่าเพื่อนไม่มีวันจืดจางหรือตัดขาดจากกันง่ายๆ แม้ร่างที่ควบม้านั้นจะลับหายไปแล้วในเงามืด น็องส์ก็ยังอดภาวนาไม่ได้..เขาอธิษฐานให้คนดีๆ อย่างอองเดรมีความสุข ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน..ขอให้เพื่อนคนสำคัญของเขามีความสุข "อา..ยังไม่ได้ให้ของขวัญนายเลย ให้ตายสิไอ้เพื่อนบ้า..ไม่ยอมบอกกันเลยนะว่าจะไปอยู่ไหน"
.....
..
"อา...ผมยังไม่ได้พูดสินะครับ สุขสันต์วันคริสต์มาสครับ เลยมาไม่ถึงชั่วโมงคงไม่เป็นไรนะ?"
"ไม่ ไม่แน่นอน" ไม่เป็นไรเลย แค่เพียงเด็กหนุ่มพูดอวยพรออกมาเท่านั้น..ไม่ว่ามันจะผ่านไปนานแค่ไหนเขาก็ยินดี ฌองเตสยิ้มรับรอยยิ้มสดใส "สุขสันต์วันคริสต์มาสเช่นกันอองเดร" ฌองเตสโอบกอดร่างอันอบอุ่นนั่นอีกครั้ง...ด้วยหัวใจที่ปลาบปลื้มเป็นล้นพ้น--
ใช่ว่าแวมไพร์จะไร้หัวใจเสมอไป..ใช่ว่าแวมไพร์จะไม่แยแสในสิ่งที่เรียกว่าความรัก และใช่ว่าแวมไพร์จะไม่อาจมีรักแท้..
ในตอนนี้ที่มีร่างใครบางคนอยู่ในอ้อมแขน ความคำนึงของฌองเตสประหวัดไปถึงตำนานที่กล่าวขานในหมู่แวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์เรื่อยมา ตำนานความรักที่ปิศาจไร้หัวใจจะมีเพียงครั้งเดียวในช่วงชีวิตอันเป็นนิรันดร์ --ด้วยคำสาปจากพระเจ้า..ด้วยบาปที่ไม่อาจชำระล้างได้..หัวใจแวมไพร์จะแห้งผากตลอดกาล ใช่..แห้งผาก ไม่มีทั้งความสงสาร ปรานี หรือแม้แต่เห็นใจ ประสาอะไรกับความรักที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น
ทว่า..ทุกสิ่งย่อมมียกเว้น หัวใจที่ไร้ความรู้สึกอย่างอื่นนอกจากความหิวกระหายจะดับได้ด้วยรักพิสุทธิ์ โอกาสที่พระเจ้าหยิบยื่นให้ด้วยความสมเพช..รักแท้เพียงครั้งเดียวที่แวมไพร์พึงมี และแม้มันหมายถึงโอกาสเพียงหนึ่งเดียว..กลับน้อยคนนักที่พานพบ
ทว่า...บัดนี้ ฌองเตสคิดว่าเขาเป็นแวมไพร์ที่โชคดีจริงๆ ก่อนที่ร่างนี้จะดับสูญ..จากทั้งด้วยความตั้งใจไม่อยากมีชีวิตอยู่ของตนเอง หรือจากการล่าล้างของนักล่าแวมไพร์ก็ตามที ...เขาได้พบรักนั้นแล้ว และจะไม่มีวันปล่อยมือจากรักครั้งนี้ไปตลอดกาล
....น่าแปลกใจ เขาเรียกสิ่งที่รู้สึกต่ออองเดร..ได้เต็มปากว่ามันเป็นความรัก น่าแปลกใจ ที่แค่เด็กหนุ่มคนหนึ่งทำให้แวมไพร์ผู้ทรนง..หัวใจสั่นคลอนได้ขนาดนี้
ทำไม?
อาจเป็นเพราะพรหมลิขิตก็ได้ ไม่ว่าอย่างไร...ฌองเตสก็นึกขอบคุณพระเจ้าในใจ ที่ส่งสาวกแสนพิสุทธิ์ของพระองค์มาให้เขา..แต่ถึงแม้พระองค์จะพยายามยื้อยุดกลับคืน..เขาก็จะแย่งชิงกลับมาจนได้ วินาทีแรกที่คว้าร่างเด็กหนุ่มผู้นี้เอาไว้ได้..เขาก็รู้ได้ว่าเด็กคนนี้พิเศษกว่าใครๆ
บานหน้าต่างที่เปิดออกกว้างเผยให้เห็นเบื้องนอกอันหนาวเหน็บ หิมะโปรยปรายปกคลุมไปทุกหย่อมหญ้า ไม่ช้านานบานหน้าต่างนี้ต้องปิดสนิทป้องกันแสงตะวันอีกครั้ง หากตอนนี้..ขอให้เขาได้ชื่นชมความงดงามนี้เคียงคู่ดวงใจของเขา ขอให้เขาได้อุ่นซ่านยามคนมีเจ้าของหัวใจเคียงกายอยู่เช่นนี้ ..ถึงแม้ไม่อาจแน่ใจว่าความสุขนี้จะคงนานอยู่ได้เท่าไหร่..ขอแค่ช่วงเวลาปัจจุบันให้เขาได้เก็บเกี่ยวมันไว้ให้ตราตรึงตราบนานเท่านาน....
เคานท์ฌองเตสมองออกไปยังความขาวโพลนเบื้องนอกจนเป็นที่พอใจ บานหน้าต่างจึงปิดสนิทลงด้วยเกรงว่าร่างกายมนุษย์ไม่อาจทนความหนาวเย็นเช่นเขาได้ ไฟในเตาผิงให้ความอบอุ่นก็จริง..แต่ลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามาแผ่วเบาก็ทำให้ร่างเล็กๆ ห่อสะท้านได้เหมือนกัน
"ข้าถามเจ้าจริงๆ เถอะ ไม่ใช่แค่คำสัญญาใช่ไหมที่ทำให้เจ้ากลับมา...อองเดร" ท้ายเสียงของเคานท์รูปงามทอดหวาน ปลายนิ้วเรียวสวยยังไล้วนอยู่กับแก้มอิ่มแดงเรื่อ
"ครับ ผม...จะให้บอกตรงๆ ผมเองก็ยังไม่เข้าใจตัวเองดีนัก แต่ว่า..ผมรู้ว่าผมกับท่านเหมือนกัน ...เราเหมือนกัน..." อองเดรไม่เอ่ยอะไรไปมากกว่านั้นนอกจากจะหลับตาพริ้มรับสัมผัสนุ่มนวลที่ผิวแก้ม และฌองเตสก็ไม่ถามให้มากความ.. อะไรก็ตามที่อยากรู้ ถ้าได้ดื่มเลือด...ทุกสิ่งทุกอย่างจะเผยให้เห็น..
"ง่วงหรือยัง เหนื่อยมาทั้งวันสินะ"
"...ครับ"
"งั้นนอนเถิด" ฌองเตสรั้งเอวคอดของอีกฝ่ายพาเอนกายลงพักผ่อน
ศีรษะที่ปกคลุมด้วยกลุ่มผมสีทองนุ่มสลวยหนุนแขนเคานท์รูปงามต่างหมอนแต่กลับไม่ยอมหลับตาเพื่อนิทราเช่นที่ฌองเตสเอ่ยชวน นัยน์ตาเขียวสดยังคงจ้องมองลึกลงไปในดวงแก้วสีแดงสวย ต่างคนต่างมองเข้าไปในหน้าต่างที่เปิดไปสู่หัวใจของแต่ละฝ่าย ฌองเตสไม่ทักท้วงให้อองเดรหลับเสีย...กลับปล่อยให้เด็กหนุ่มค้นหาตัวตนของเขาจนกว่าจะพอใจ
อองเดรพบว่านัยน์ตาคู่นั้น ..ความเหงาที่เคยรู้สึกได้ ตอนนี้กลับเป็นความอ่อนโยนอย่างเหลือล้นเข้ามาแทนที่.. แล้วตัวเขาเองล่ะ ความเหงาที่เคยซ่อนอยู่ลึกๆ ไม่เคยมีใครรับรู้..มันหายไปบ้างหรือยังนะ?
'อา... ช่างเถอะ ยังมีเวลาคิดอีกมาก ยังไงซะ..ไม่นานก็รู้เองแหละ'
"หลับซะเด็กดี ข้าจะกอดเจ้าไว้อย่างนี้ตราบเท่าที่เจ้ายังเคียงข้างข้า..ตลอดกาล" จุมพิตแผ่วที่เปลือกตาเป็นเหมือนเวทมนต์ นัยน์ตาเขียวสดพริ้มหลับแต่โดยดี..
ท่านเคานท์รูปงามจ้องมองใบหน้าหลับใหลด้วยความรู้สึกยากบรรยาย ..จะว่าปรารถนาก็ใช่ แต่ความหวานในหัวใจมีอิทธิพลเหนือกว่า เขาจะจ้องมองไปจนกว่าจะได้เวลาหลับของเขา แล้วเขาจะปลุกนิทราเด็กหนุ่มด้วยจุมพิตของเขาในค่ำวันต่อไป.. ต่อไปนี้ก็คงได้จ้องหน้ากันอีกนานเท่านานละนะ
ฌองเตสเผลอนึกไปถึงนิทานที่เคยได้ยินยามเป็นเด็ก ....เจ้าหญิงที่หลับใหลมาเนิ่นนาน สามารถตื่นขึ้นได้ด้วยจุมพิตจากเจ้าชาย "ฮึ ฮึ ฮึ" แต่กับพวกเขา..มันกลายเป็น นักบวชหนุ่มที่หลับใหล...ตื่นขึ้นมาได้ด้วยจุมพิตของแวมไพร์รูปงาม........
อา...นิทานเรื่องใหม่สินะ จะมีใครเอาไปเล่าต่อได้บ้าง??..
จะไปมีได้อย่างไร ในเมื่อเขาไม่ยอมให้ใครได้เห็นดวงหน้าใสบริสุทธิ์ยามหลับเช่นนี้ของอองเดรเป็นอันขาด..ไม่มีวันซะล่ะ ของดีมีเขาดูได้คนเดียว ฌองเตสยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีรอคอยให้ถึงค่ำวันต่อไปเร็วๆ
~~EnD~~
edit @ 2006/12/25 23:47:34